Hansjӧrg Schertenleib :ค่ำคืนหนึ่งที่กรุงเทพฯ

Hansjӧrg  Schertenleib :ค่ำคืนหนึ่งที่กรุงเทพฯ

ณ ค่ำคืนแห่งวรรณกรรม ของนักเขียนชาวสวิส

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2556 สถาบันเกอเธ่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิ Pro Helvetia และสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ได้จัดงานค่ำคืนแห่งวรรณกรรม เชิญนักเขียนชาวสวิส ฮันส์เยิร์ก แชร์เท่นไลบ์ (Hansjӧrg Schertenleib) มาอ่านผลงานนวนิยายเล่มล่าสุด Wald aus Glas ให้แก่นักอ่านชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมงานได้รับฟังกัน

ฮันส์เยิร์กบินจากซูริค สวิตเซอร์แลนด์เพื่อประชาสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักอ่าน บรรยากาศในงานเรียบง่าย เป็นกันเอง นักอ่านผู้รู้ภาษาเยอรมันต่างร่วมกันแสดงความเห็นต่อผลงานนวนิยายกับเจ้าของผลงานอย่างออกรสออกชาติและสนุกสนาน

นวนิยายเล่มนี้เขียนต้นฉบับเป็นภาษาเยอรมัน เรื่องย่อมีอยู่ว่า “โร แบร์ตา หญิงวัย 73 ได้สูญเสียทุกอย่างในชีวิต เธอถูกส่งไปอยู่บ้านพักคนชราและต้องพรากจากสุนัขที่เธอรัก แต่เธอก็พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหนีไปจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โรแบร์ตาหาทางกลับไปปล่อยสุนัขของเธอและเดินทางสู่ประเทศออสเตรีย เธอต้องการกลับไปยังที่ที่เธอเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กเพื่อกำหนดเส้นทางเดินในชีวิตตัวเองสักครั้งหลังจากที่ต้องอยู่กับความรู้สึกแปลกแยกมานานหลายปี เช่นเดียวกับไอเฟอร์ เด็กสาวชาววัย 15 เชื้อสายตุรกี เธอต้องการหนีไปจากพ่อและแม่ที่นำเธอไปปล่อยไว้ที่ประเทศตุรกี และหนีจากความคิดอันเคร่งศาสนาของลุงที่เป็นเจ้าของโรงแรมริมทะเลดำที่เธอต้องไปทำงานด้วย”

เนื้อหาหลักของเรื่องคือความไม่พอใจกับสภาพแวดล้อมของตัวเอกทั้งสองคนในเรื่อง ซึ่งได้แก่หญิงชราเชื้อสายออสเตรียที่อาศัยอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ และหญิงสาวชาวตุรกีซึ่งอยากหนีจากขนบเดิมๆ ของชีวิตเพื่อไปอยู่ในดินแดนสวิส ผู้เขียนเล่าถึงชีวิตของผู้หญิงทั้งสองคนที่ดำเนินอยู่ท่ามกลางสิ่งต่างๆ ในสังคมและท่ามกลางสภาวะความคิดของตัวเอง วันหนึ่งทั้งคู่ต่างก็ต้องตัดสินใจเพื่อหนีไปจากสิ่งที่ไม่ต้องการ

“ผมซ่อนสัญลักษณ์บางอย่างเอาไว้ในเรื่องที่เขียน การที่สร้างความกล้าหาญให้แก่ตัวเอกหญิงทั้งสองคนสองวัยในเรื่องให้มีความกล้าที่จะขบถหรือหนีออกไปจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ของชีวิต พวกเธอต้องกล้าพอที่จะตัดสินใจ การมีชีวิตอยู่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเพื่อจะไปจากสิ่งที่คุ้นชิน เธอทั้งคู่ต่างกล้าพอที่จะปฏิเสธ เพื่อจะบอกกับตัวเองและให้คนอื่นรับรู้ว่านับแต่วันนี้ ฉันจะมีชีวิตในแบบที่ต้องการ”

จะเห็นว่าตัวเอกต่างมีช่วงวัยที่ต่างกัน พื้นเพมาจากคนละประเทศ มีความรู้สึกเป็นทั้งคนนอกและคนในในสิ่งและประเทศที่ตัวเองอยู่ ฮันส์เยิร์กไม่คิดว่าการเป็นนักเขียนผู้ชายจะถ่ายทอดเรื่องราวหรือความรู้สึกของผู้หญิงออกมาได้ไม่ดี ในการทำงานเขียนเล่มนี้เขาได้ลงไปทำความคุ้นเคย พูดคุยแลกเปลี่ยน หาประเด็น อารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงจากผู้หญิงหลายคนที่เขาได้มีโอกาสไปคุยด้วย การเลือกให้ผู้หญิงสาวเป็นชาวตุรกี เป็นผลพวงมาจากสภาพแวดล้อมในซูริคซึ่งมีชาวตุรกีหนุ่มสาวอพยพเข้ามาทำงานในสวิตเซอร์แลนด์จำนวนมาก ทำให้รู้สึกสนใจชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้น ส่วนตัวละครผู้หญิงอีกคนเป็นชาวออสเตรีย เพราะได้รับอิทธิพลจากแม่ของตัวเองที่เป็นชาวออสเตรียซึ่งอพยพมาอยู่และทำงานที่สวิตฯ จนพบรักและแต่งงานกับพ่อชาวสวิสของเขาที่นี่ แม่มักเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองสมัยที่ยังอยู่ในออสเตรียให้ลูกชายฟังว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ทำไมถึงอพยพมาที่สวิตฯ ครึ่งหนึ่งของงานเขียนชิ้นนี้แม่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ฮันส์เยิร์กถ่ายทอดงานเขียนออกมา นี่คือที่มาที่ไปของประเด็นเรื่องคนในและคนนอกในคราวเดียวกันที่เกิดขึ้นกับตัวเดินเรื่องหลักผู้หญิงทั้งสองคน

ความสนใจเรื่องชาวตุรกีที่เป็นมุสลิม ทำให้เขานำสายตานักอ่านผ่านเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ บอกเล่าชีวิตบางส่วนของชาวมุสลิม-ตุรกี ผ่านตัวละคร ทั้งคู่ต่างเป็นตัวแทนของผู้หญิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอต่างเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องราวของพวกเธอเกิดขึ้นได้ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ไม่เฉพาะแต่ในสวิตเซอร์แลนด์หรือไม่ต้องเจาะจงว่าต้องเป็นชาวอะไร เชื้อชาติอะไร ความรู้สึกของทั้งคู่ต่างเป็นตัวแทนของความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาหรือแม้แต่ในประเทศไทย ผู้อ่านย่อมอยากตามไปอ่านว่าชีวิตของพวกเธอจะลงเอยอย่างไร สิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะบอกอีกอย่างคือ “การมีชีวิตอยู่ไม่ง่ายเลย” ไม่ว่าจะในมาตุภูมิของตัวเองหรือในแผ่นดินอื่น

การทำงานเขียนนวนิยายเรื่อง Wald aus Glas ใช้เวลาทั้งหมดสองปีครึ่ง ทั้งการค้นคว้าหรือการทำงานภาคสนามที่ฮันส์เยิร์กต้องหมั่นออกไปพูดคุยกับผู้หญิงในซูริคทั้งชาวสวิสและตุรกี-มุสลิม การเป็นนักเขียนอาชีพทำให้ต้องทำงานเต็มเวลาเหมือนทำงานประจำ นั่นคือ...ต้องเขียนหนังสือทุกวันเป็นเวลากว่า 30 ปี ผลงานเขียนมีเนื้อหาหลากหลายทั้งนวนิยาย นวนิยายขนาดสั้น วรรณมาลัย บทกวี บทละครเวที บทละครวิทยุ บทภาพยนตร์ เรื่องสั้น เรื่องสำหรับวัยรุ่น เรื่องสำหรับเด็ก และยังเป็นนักแปลแปลงานเขียนของนักเขียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเยอรมัน เฉพาะผลงานเขียนของเขาเองตีพิมพ์ออกมาแล้วทั้งหมด 18 ปก/เรื่อง มีแปลเป็นภาษาอังกฤษ บุลแกเรีย ฝรั่งเศส สเปน

ฮันส์เยิร์กเป็นพลเมืองของไอร์แลนด์ด้วยอีกสถานะหนึ่ง สืบเนื่องจากเขาเคยไปพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อทำงานเขียน “ผมชอบบรรยากาศชนบทของไอร์แลนด์ ทุกครั้งเมื่อนั่งลงทำงานเขียน ผมรู้สึกว่าพื้นที่ของที่นั่นทำให้เกิดความสงบ เงียบ มีทั้งชายหาดและรู้สึกปลีกวิเวกดี”

การก้าวมาเป็นนักเขียนของเขาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลพลอยได้จากการเป็นนักแปล ช่วงปี 1974-1978 ที่ต้องนั่งแปลหนังสือและเอกสารจากต้นฉบับงานของคนอื่น จึงอยากเขียนหนังสือเอง โดยเริ่มต้นจากการเขียนบทกวี ตามมาด้วยเรื่องสั้น และลงทุนควักเงินตัวเองเพื่อจัดพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกของตัวเองเมื่อปี 1982 เอกลักษณ์ส่วนตัวอย่างหนึ่งในการเขียนหนังสือของเขาคือ “ผมเขียนต้นฉบับด้วยดินสอเท่านั้น ผมไม่ชอบเขียนด้วยปากกา ผมใช้ดินสอเขียนเรื่องลงในสมุด”

ต้นกำเนิดต้นฉบับทุกเรื่องจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากดินสอและไส้ดินสอ!