อุทยานธรณี ?

อุทยานธรณี ?

ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีหลายครั้งที่ผมมักพูดเรื่องทางธรณีอยู่เรื่อยๆ ทั้งคราวที่ไปเดินป่าไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์ หรือเรื่องล่า(ทางภาพ)

ของซากฟอสซิลหรือที่รับปากว่าจะว่าด้วยเรื่องถ้ำ โดยแทรกๆ ใส่ไปในเนื้อหา แบบงูๆ ปลาๆ เพราะเป็นแค่นักธรณีสมัครเล่น อ่านหนังสือ พยายามไปดูที่เขาจัดแสดงพิพิธภัณฑ์หินตามที่ต่างๆ ปะเหมาะได้เจอนักธรณีอย่าง อ.นเรศ สัตยารักษ์ ผู้ค้นพบไดโนเสาร์ปากนกแก้วอย่าง ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี หรือท่านรองอธิบดีกรมน้ำบาดาล อ.ชัยพร อนุรักษ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องถ้ำคนหนึ่งของบ้านเรา เวลาผมเจอคนเหล่านี้ก็ลิงโลดใจและฝากตัวเป็นศิษย์นอกห้องของท่าน เพราะนี่แหละคือคลังความรู้เรื่องทางธรณีของผม

ยิ่งถ้าหากเราอยากให้นักท่องเที่ยวบ้านเราเป็นนักท่องเที่ยวแนวดิ่ง คือเที่ยวไปศึกษาไป ไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูปกับป้าย แล้วทำท่าคิกขุ กระโดดถ่ายรูป ฯลฯ แล้วกลับบ้าน ใครถามว่าไปไหนมา บางทียังไม่รู้เลย แล้วในแหล่งท่องเที่ยวที่เราไปๆ กัน เกือบจะทั้งหมดเกี่ยวข้องกับธรณีวิทยาทั้งหมด ผมเที่ยวป่าจนเห็นป่ารู้ดิน เห็นดินรู้ป่า เพราะมันเกี่ยวข้องกัน มอหินขาว เกาะทะลุ น้ำพุร้อน สระมรกต น้ำตกตาดใหญ่ ลานหินปุ่ม ผาวิ่งชู้ สามพันโบก ฯลฯ มันเรื่องทางธรณีทั้งนั้น แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมสนใจเรื่องทางธรณีได้อย่างไร ท่านผู้อ่านก็เหมือนกัน ถ้ารู้เรื่องทางธรณีแค่งูๆ ปลาๆ มันจะกระตุ้นให้เราอยากรู้ต่อ ข้อสงสัยสารพันจะประดังประเดเข้ามา จนต้องหาคำตอบให้ได้ ทำให้เราเที่ยวสนุกขึ้น

แต่ความรู้ทางธรณีเราก็มีข้อจำกัดสำหรับคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง ทั้งๆ ที่มันสามารถมาเป็นคู่มือท่องเที่ยว หรือรูปแบบการท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งได้สบายๆ แต่ไม่ผิดหวังแล้วครับเพราะขณะนี้ กรมทรัพยากรธรณี เขากำลังจัดตั้ง อุทยานธรณี ขึ้นมาแล้ว

ทีแรกผมก็นึกว่าเขาคงรวบรวมหินชนิดต่างๆ เอามารวบรวม จัดแสดงแบบที่สวนหินล้านปีที่พัทยากระมัง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ดร.ทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี อธิบายข้อกังขานี้ว่า อุทยานธรณีที่จะจัดตั้งนั้น เขาจะเลือกสถานที่ที่มีความโดดเด่นทางธรณีที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ แล้วประสานประสมกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่นั้น มีระบบนิเวศที่เกี่ยวพันหรือมีคุณค่าทางโบราณคดีด้วย ซึ่งดูๆ แล้วก็เหมือนคลุมไปทุกเรื่อง แต่จะแตกต่างกับอุทยานแห่งชาติก็คือ อุทยานธรณีนี้แม้จะมีพื้นที่ที่กำหนดชัดเจนเฉกเช่นอุทยานแห่งชาติ แต่การจัดการบริหารนั้นเป็นของชาวบ้านในพื้นที่ ที่จะมากำหนดวิธีการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการบริหารจากล่างขึ้นไปบน ไม่ได้มีการสร้างที่ทำการหรือมีคนมาเฝ้า กรมทรัพยากรธรณีเข้ามาช่วยแค่การนำความรู้ทางธรณีมาเสริมให้ชาวบ้านให้เข้าใจ ให้รู้ถึงคุณค่า แล้วเอาไปถ่ายทอดให้นักท่องเที่ยวฟัง รวมทั้งการทำประชาสัมพันธ์ช่วย

ถ้าฟังมาแค่นี้ก็หมายความว่า กรมทรัพยากรธรณี เอาเพชร เอาพลอยในพื้นที่ มาเจียรนัย แต่งรูปทรง เอาขึ้นเรือนแหวน แล้วกวักมือเรียกคนเข้ามาซื้อ ส่วนคนขายก็คือชาวบ้านนั่นเอง ก็เป็นเพียงการสร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาเพิ่มให้กับวงการท่องเที่ยวนั่นเอง

ปรากฏว่าเรื่องนี้เขาทำมาทั่วโลก มียูเนสโกเป็นโต้โผ โดยการประกาศรับรองว่าที่ไหนควรจะเป็นอุทยานธรณีบ้าง คงคล้ายๆ กับการประกาศเป็นมรดกโลกนั่นเอง เพียงแต่เอาความโดดเด่นทางธรณีมานำ แล้วเขาก็จะมีขั้นตอนต่างๆ ไปเรื่อยๆ รวมทั้งการรับรองการเป็นอุทยานธรณีระดับจังหวัด ระดับชาติ ระดับโลก อะไรพวกนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ยูเนสโกตั้งเป้าว่า จะประกาศให้ได้ 500 แห่ง ใน 20 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีอุทยานธรณีแล้ว 90 แห่ง ใน 27 ประเทศ ในจีนมีมากถึง 27 แห่ง ส่วนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรามีที่ เกาะลังกาวี มาเลเซีย อ่าวฮาลองเบย์ ที่เวียดนาม และเกาะบาหลีที่อินโดนีเซีย

ถ้า 3 แห่งที่ว่ามายังถูกรับรองเป็นอุทยานธรณีได้ บ้านเราสู้ได้สบายมาก เพราะมีหลายที่ที่มีความโดดเด่นไม่น้อยกว่าสามที่นั้นเลย ท่านอธิบดีปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี บอกว่าสำหรับบ้านเรานั้น กรมทรัพยากรธรณีจะผลักดันให้ ผาชัน-สามพันโบก ที่อุบลราชธานี จัดตั้งเป็นอุทยานธรณีแห่งแรกของประเทศไทยในปีนี้ให้ได้ ซึ่งใครเคยไปก็คงรู้ว่าย่านนี้มีความโดดเด่นทางธรณีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเสาเฉลียงใหญ่ที่บ้านผาชัน ความมหัศจรรย์ของหินผาที่สามพันโบก หรือถ้ามีโอกาสได้ล่องเรือจากหาดสลึงมาสามพันโบก มาถึงบ้านผาชัน จะเห็นว่าสายน้ำโขงและหินผา ร่วมกันสร้างธรรมชาติที่โดดเด่น โดยเฉพาะทางธรณีให้ออกมาสวยงามชนิดที่ไม่มีเบื่อ ไม่มีการง่วงตลอดการล่องเรือชมความงามของหินผาสองฝั่งโขง

แล้วถ้าความโดดเด่นเหล่านี้ไม่ได้รู้ไม่ได้เที่ยวกันเฉพาะคนไทย แต่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางไปทั่วโลก ให้คนทั่วโลกรู้จักแล้วมาดู มาศึกษา มาแล้วเขาไม่ใช่ไปแค่ผาชัน-สามพันโบก ก็ไปเที่ยวที่อื่นในประเทศด้วย ก็เหมือนการประชาสัมพันธ์บ้านเรากลายๆ นั่นเอง แล้วไม่ใช่ว่าจะมีแค่นี่ผาชัน-สามพันโบกเท่านั้น เขาจัดเตรียมพื้นที่ ละงู-ทุ่งหว้า-มะนัง ที่สตูล เป็นพื้นที่ต่อไปที่จะประกาศให้เป็นอุทยานธรณีในบ้านเราอีกด้วย

ผมกระซิบถามท่าน ผ.อ.มนตรี เหลืองอิงคะสุต แห่งสำนักธรณีวิทยา ว่าทำไมเดี๋ยวนี้กรมทรัพยากรธรณี จึงเอาความรู้เหล่านี้ออกมาสู่ชาวบ้าน ทั้งๆ ที่แต่ก่อนทำตัวเงียบเชียบจนไม่รู้ว่ากรมนี้ทำอะไรกันบ้าง ท่าน ผอ. บอกว่าแต่ก่อนกรมทรัพยากรธรณีอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม ก็อย่างที่เรารู้กันว่าเกี่ยวกับพวกเหมืองแร่ พวกอุตสาหกรรมทั้งหลายที่ใช้แร่ ใช้ดิน แต่พอมาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงต้องมาเน้นย้ำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรณีด้วย ให้ได้ใช้กันอย่างยั่งยืน มีความเข้าใจ จะได้ช่วยกันดูแลรักษา เรียกว่ามาทำงานด้านประชาสัมพันธ์มากขึ้นก็ว่าได้

ผมว่า กรม กอง ทั้งหลายควรเอาอย่างกรมนี้ มาบอกชาวบ้านเขาว่าทำอะไรกันบ้าง งุบงิบๆ ขอแต่งบประมาณ งานการไม่เป็นโล้เป็นพาย มาบอกกันหน่อยว่าทำอะไรบ้าง จะได้อยากเสียภาษีให้....