"จำปาลาว" หุ่นสีขาวเพื่อชีวิต

"จำปาลาว" 
หุ่นสีขาวเพื่อชีวิต

บ่อยครั้งที่ "โอกาส" ถูกสกัดกั้นด้วยปัญหาความยากจน แต่วันนี้เด็กยากจนชาวลาวกำลังได้รับ "โอกาส" จากอาสาสมัครใจดี

ลาว ไม่ใช่ภาษาสากล แต่ชาวต่างชาติทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องมืดแห่งนั้นกลับหัวเราะเสียงดัง ทั้งยังปรบมือให้กับการแสดงที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจนั้นได้อย่างพร้อมเพรียง


"สินไซ" เป็นชื่อชุดการแสดงที่ หน่วยละคอนจำปาลาว นำมาเผยแพร่ในเทศกาลละครร่วมสมัยไทย-อาเซียน "Our Roots Right Now : ก้าวหน้าจากรากแก้ว" ซึ่งจัดโดยภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีศิลปินไทยและอาเซียนเข้าร่วมงานคับคั่ง


แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 วัน แต่หน่วยละคอนจำปาลาวก็ทำให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนประทับใจ ทั้งยังสะท้อนปัญหาเด็กและเยาวชนในลาวได้อย่างถึงแก่น ซึ่งการแสดงหุ่นละครถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่เข้าไปช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในชุมชนยากจนด้อยโอกาส จนได้รับการยกย่องจากรัฐบาลลาวว่า เป็นหน่วยละคอนที่ทำงานกับเด็กได้อย่างสร้างสรรค์ที่สุด


เด็กด้อยโอกาส เด็กติดเกม เด็กติดยา เด็กท้องก่อนวัย หรือเด็กที่ไปเป็นแรงงานข้ามชาติ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ที่ลาวกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า ผู้รับบทหนักที่สุดในการเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหา คล้ายกับการทำหน้าที่ฟอกผ้าสีขาวให้กลับคืนมา นั่นก็คือ "หน่วยละคอนจำปาลาว"

หุ่นละครเพื่อคนยาก


"เราต้องการบอกคนหนุ่ม(วัยรุ่น)กับเด็กน้อยให้รู้ว่า ถึงเราจะด้อยโอกาส แต่ถ้าเราขยัน เราอดทน เราก็จะมีโอกาสเหมือนกัน" คำมณี คำพูมี ผู้นำหน่วยละคอนจำปาลาว บอกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในการแสดงหุ่นละครเรื่อง "สินไซ" ซึ่งเขาใช้เป็นเรื่องหลักในการพัฒนาจิตใจของเด็กๆ และเยาวชนในชุมชนด้อยโอกาส


พ่อครูคำมณี เล่าว่า สินไซ เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของลาว เป็นเรื่องราวการผจญภัยและการต่อสู้ของ 3 พี่น้อง คือ สังข์ สินไซและสีโห กับฝ่ายอธรรม กระทั่งเอาชนะได้ในที่สุด ซึ่งเนื้อหาจะสอดแทรกจริยธรรมที่ดีงามตลอดเรื่อง ทำให้ทางการลาวเชิดชูให้เยาวชนของชาติได้ศึกษาเป็นแบบอย่างของความมีคุณธรรม และความกล้าหาญ


หากเปรียบกับประเทศไทยคงคล้ายกับวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ที่มีทั้งสื่อที่เป็นหนังสือและผลิตเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ นำเสนอผ่านหน้าจอทีวีทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ในลาวไม่มีการนำเสนอรูปแบบนี้ เด็กๆ จะรู้จักวรรณคดีสักเรื่องก็จากการอ่านหนังสือในโรงเรียนเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม แม้เด็กๆ ชาวลาวจะรู้จักวรรณกรรมเรื่องนี้ดี แต่พ่อครูว่า พวกเขาก็ยังไม่สามารถถอดความรู้ที่ได้ออกมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน


"หน่วยละคอนจำปาลาว เกิดขึ้นจากสมาคมพัฒนาวัยหนุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยมีพระนางพันนารี เทพะวงสา เป็นประธานสมาคม ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2001 แล้วก็เริ่มสร้างหน่วยละคอนขึ้นมาพร้อมกันเพื่อเน้นโฆษณาเกี่ยวกับสิทธิเด็ก"


"เน้นโฆษณา" แบบที่พ่อครูว่า หมายถึง การทำหน้าที่เป็นสื่อหนึ่งในการนำความรู้ต่างๆ ไปถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ในชุมชนที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงพลังที่มีอยู่ในตัวของทุกๆ คน เหมือนอย่างสินไซที่มีความกล้าหาญ และเชื่อมั่นในตัวเอง จนสามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงได้สำเร็จ


นอกจากเรื่อง "สินไซ" ที่เป็นตัวแทนของความไม่รู้จักย่อท้อแล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เป็นภาพสะท้อนของสังคมอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาหนักๆ ของเยาวชนในสังคม ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่นำมาแสดงพ่อครูและสมาชิกหน่วยละคอนจะช่วยกันทำการสำรวจก่อนว่า ชุมชนไหนมีปัญหาเรื่องใดเป็นพิเศษ จากนั้นจึงค่อยๆ นำเรื่องราวมาเขียนเป็นบทละครเพื่อสะท้อนปัญหา


"จริงๆ ปัญหามันก็คล้ายๆ เมืองไทยนั่นแหละ ปัญหาของเราคือสังคมกำลังเกิดขึ้น มันมีโทรศัพท์ที่เห็นกันได้ทั่วโลก มี 4G เด็กติดเทคโนโลยี เราก็นำเอาข้อมูลข่าวสารที่ได้นี้ไปศึกษา เพื่อไม่ให้เขาหลงไปในทางที่ผิด เราทำละครหลายบท ถ้าเกี่ยวกับโลกร้อน มันก็มีสาเหตุมาจากหลากหลาย อย่างตัดไม้ทำลายป่าก็เป็นสาเหตุหนึ่ง หรือถ้าเราไม่อนุรักษ์แหล่งน้ำก็อาจจะเป็นต้นเหตุหนึ่ง หรืออย่างเรื่องการใช้สารเคมี ก็ไปเล่นให้เด็กน้อยรู้ว่า การใช้สารเคมีมันไม่ดีอย่างไร มันจะมีผลกระทบกับร่างกายยังไง สมมติพ่อแม่ใช้สารเคมีมันจะมีผลกระทบไปถึงสุขภาพลูกๆ นะ"


ถามว่าทำไมจึงมุ่งเน้นทำกิจกรรมกับชุมชนยากจน พ่อครูว่า ประชากรยากจนในลาว ตามสถิติที่รัฐบาลลาวได้ทำการสำรวจล่าสุดมีอยู่ 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลลาวใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อปลดโซ่ตรวนแห่งความยากจนนั้นให้หมดไป และตั้งเป้าหมายว่าจะนำพาประเทศออกจากบัญชีประเทศที่ยากจนที่สุดตามคำนิยามของสหประชาชาติให้ได้ภายในปี 2020


"เด็กยากจน เป็นเด็กกลุ่มที่ด้อยโอกาส บางคนไม่ได้เรียนหนังสือ ถูกตัดวงจรชีวิตให้ต้องไปทำงานตั้งแต่ยังเด็ก หรือบางคนมีปัญหาท้องก่อนวัย หรือติดยาเสพติด ซึ่งทำให้สังคมเสื่อมโทรมลงทุกวัน เมื่อเราเป็นคนที่มีโอกาส เราก็อยากไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสเหล่านั้นให้เขามีโอกาสขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องน้อยใจว่าตัวเองไม่มีโอกาส ให้คิดว่าเราก็เป็นคนหนึ่ง ถ้าเราบึกบึน(อดทน)เราจะมีโอกาส"

จาก "ขาด" กลับ "เติมเต็ม"


หนึ่งในคนที่เคยเป็นเด็กด้อยโอกาสอย่าง เข็มพอน ชัยวงสัก ศิลปินผู้เชิดหุ่นของหน่วยละคอนจำปาลาว บอกว่า อย่าคิดว่าเราด้อยโอกาส ให้คิดว่า สักวันหนึ่งโอกาสต้องเป็นของเรา


"ผมเคยเป็นคนด้อยโอกาสมาก่อน แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ในสมาคม สมาคมได้พัฒนาจนผมมีชีวิตแบบทุกวันนี้ได้ ก็อยากให้คนอื่นได้มีโอกาสบ้าง เหมือนกับเป็นการส่งต่อโอกาสนั้นให้กับคนอื่นๆ"


เข็มพอน เผยว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนของลาวที่ควรเร่งแก้ไขที่สุดในสายตาเขาคือ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการท้องก่อนวัย รวมถึงปัญหาการไม่สนใจกฎจราจร ไม่สวมใส่หมวกกันน็อคจนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตในที่สุด ปัญหาเหล่านี้จะถูกสะท้อนผ่านการแสดงละครหุ่น โดยเน้นที่ผลของการกระทำเพื่อให้เด็กจดจำว่า ทำแล้วไม่ดีอย่างไร


"ละครของเราพยายามสร้างอะไรที่เป็นผลลบให้มันเป็นจุดเด่น อย่างเรื่อง "สุกก่อนห่าม" ก็หมายถึง นักเรียนท้องก่อนแต่ง ในเนื้อละครตอนคลอดลูก เราก็จะสร้างลูกให้ออกมาหัวใหญ่ๆ ไม่สมบูรณ์ เป็นตัวแทนของความพิการ เด็กๆ เห็น หรือนักเรียนเห็นเขาก็จะจดจำได้ดี จะติดอยู่ในความคิดของพวกเขาว่า อันนี้ไม่ดี นอกจากนี้ผัวก็ยังตี โรงเรียนก็ไม่ได้เรียน สังคมก็รังเกียจ คือเราพยายามสร้างผลที่เกิดขึ้นให้มันเด่นเพื่อการจดจำ" จันทะคอน ธรรมโนสุด อีกหนึ่งศิลปินผู้เชิดหุ่น บอก


ก่อนและหลังการแสดง จันทะคอนบอกว่าจะต้องมีการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินผลว่า การแสดงแต่ละชุดเพิ่มความรู้ให้กับเด็กและคนในชุมชนมากน้อยแค่ไหน


"ก่อนชมการแสดงเราก็จะถามเขาว่า รู้สึกอย่างไร หลังจากชมละครแล้วเข้าใจมั้ย ถ้าชมแล้วรู้เรื่องเขาก็จะตอบว่ารู้ อันนั้นเป็นตัววัดที่เราประเมินผล ส่วนใหญ่นักเรียนโตๆ เขาก็จะรู้เรื่องมากกว่า อย่างเด็กมัธยมแบบนี้ แต่ถ้าเด็กเล็กๆ ก็ยังไม่รู้ ไม่เหมือนพระอภัยมณีในไทยที่เด็กเล็กๆ จะรู้เรื่อง เพราะดูผ่านโทรภาพ แต่ลาวไม่มีสื่อแบบนั้น เด็กเข้าถึงวรรณคดีลาวยังน้อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ยังน้อยมาก โดยเฉพาะสิทธิเด็กที่ควรได้รับข้อมูลข่าวสารก็ยังน้อยมากจริงๆ"

ละครเป็นสื่อหนึ่งที่เข้าถึงเด็กได้อย่างดี แต่ถ้าจะให้เด็กๆ เหล่านี้เข้าใจลึกซึ้งถึงความหมายที่สอดแทรกไว้ จันทะคอนว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่สีสัน สร้างเทคนิค พร้อมกับเขียนเรื่องราวให้มีความสนุกสนานไม่น่าเบื่อด้วย

"ละครตุ๊กตาส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ไม่สนใจ แม้ว่าเนื้อเรื่องจะดี เขาก็ไม่สนใจ แต่เด็กน้อยจะชอบ เพราะฉะนั้นเราสนับสนุนสิทธิเด็ก เราก็เอาตุ๊กตาเข้ามาสื่อ เราพยายามทำให้เขาดู ให้เขาตัดสินใจเองว่ามันดีกับเขามั้ย เราเป็นเพียงสื่อการสอน ก็ดึงดูดเขาด้วยการเล่นตลกบ้าง เวลาแต่งเรื่องก็ต้องให้มีความสนุก ให้เขาจดจำในสิ่งที่เป็นจุดอ่อน แล้วพยายามใส่เทคนิคเข้าไป เช่น ให้ปากขยับได้ คือเราต้องพัฒนาขึ้นด้วย ให้ทันสมัยกว่าเก่า หรือมีวิธีอะไรที่ดีกว่านี้ก็พยายามทำ"


นอกจากเป็นศิลปินเชิดหุ่นแล้ว จันทะคอนยังทำหน้าที่ผู้บริหารหน่วยละคอน ซึ่งต้องเขียนโครงการขอทุนสนับสนุนจากองค์กรเอกชนต่างๆ แม้งานที่เธอทำอยู่นี้จะเรียกว่า "อาสาสมัคร" เต็มตัว แต่จันทะคอนและสมาชิกหน่วยละคอนทุกคนก็ไม่เคยบ่นหรือย่อท้อ เพราะพวกเขามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ พัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมลาวให้ได้


"อยากให้เด็กน้อยมีชีวิตที่ดี อยากให้เขาจบมหาวิทยาลัย แล้วมีงานทำดีๆ" ผู้บริหารห่วยละคอนจำปาลาว บอก

เข็มทิศชีวิตใหม่


การแสดงหุ่นของลาวถือว่าเป็นศิลปะโบราณ ซึ่งหาดูยากมากในปัจจุบัน นอกจากหน่วยละคอนของรัฐบาลแล้ว ก็เห็นจะมีหน่วยละคอนจำปาลาวแห่งนี้เองที่สืบสานศิลปะการแสดงแบบโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น


สำหรับเรื่องราวที่นำมาจัดแสดง อย่างที่บอกว่านอกจาก "สินไซ" ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณแล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่แต่งขึ้นมาเอง โดยขณะนี้จันทะคอนกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นนักเขียนบทละครด้วย


"ตอนนี้แต่งเรื่องได้แล้ว เพราะเราเห็นสังคมที่หลากหลายมากขึ้น แต่เพิ่งแต่งไปได้เรื่องเดียวคือ เรื่องเด็กติดเกม เนื้อเรื่องประมาณว่า คนสมัยใหม่ทำงานเยอะก็มักจะซื้อเกมให้ลูก เวลาลูกไปโรงเรียนก็เล่นแต่เกม ชั่วโมงอะไรก็ไม่สนใจ ข้าวน้ำก็ไม่กิน ตื่นสาย นอนดึก ลูกเข้าห้องก็ไม่สนใจ ลูกได้ทำการบ้านมั้ย ไม่มีเวลาดูลูกก็ทิ้งไว้กับคนใช้ ประมาณนั้น ไม่มีเวลาดู ลูกก็อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร ไปพบหมอ เราก็จะสร้างตัวสอนนั่นก็คือ หมอ ให้หมอสอน เรื่องนี้ลูกจะขาดสารอาหาร ไม่มีแรง ไม่กินข้าวไม่กินน้ำ ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่เพิ่งสะท้อนออกมาด้วยตัวเอง" จันทะสอน เล่า

ส่วนเข็มพอนบอก อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับการกดขี่แรงงานเด็ก เพราะปัญหาการค้าแรงงานข้ามชาติ และการกดขี่แรงงาน ถือเป็นปัญหาที่สังคมตระหนักรู้ร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้


"ทุกวันนี้มีบริษัทมาล่า เป็นเรื่องที่เกือบทุกครอบครัวต้องเจอเลย ลูกพออายุ 15-16 หาเงินได้แล้วก็ไม่ให้เรียนหนังสือ ให้ไปหางานทำ ไปหาเงิน บางทีก็มีคนจากภายนอกมาชวนไปทำงานที่ประเทศโน้นประเทศนี้ ซึ่งก็ถูกทารุณ กักขัง แรกๆ ก็เห็นหน้ากันอยู่บ้าง แต่พอนานๆ ไปไม่เห็นหน้ากันอีกเลย" เข็มพอน เล่าแบบธรรมดา แต่เนื้อหาค่อนข้างเศร้าจริงๆ


ไม่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้นที่ต้องอาศัยข้อมูลและประสบการณ์ แต่การผลิตหุ่นแต่ละตัวก็ต้องใช้ความสามารถที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเข็มพอนที่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตหุ่นตุ๊กตาด้วย บอกว่า หุ่นทุกตัวผลิตจากวัสดุเหลือใช้ที่หาได้ทั่วไป เช่นเศษผ้า เศษกระดาษ แล้วนำมาปรับใช้ แต่สิ่งที่ยากกว่าการดีไซน์รูปร่างหน้าตา ก็คือ การเข้าใจตัวละครที่อยู่ในบทละครนั้นๆ ซึ่งทั้งหมดมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา


"เราต้องรู้บุคลิกของตัวละครว่าการแสดงจะเป็นแบบไหน หน้าตาจะเป็นแบบไหน หน้าตาใจดี หน้าตาใจร้าย แต่ที่สำคัญคือตุ๊กตาทุกตัวจะต้องยิ้มตลอด" เข็มพอน อธิบายว่าเป็นจิตวิทยา อยากให้ใครยิ้มกับเราเราต้องยิ้มให้เขาก่อน
ส่วนเรื่องการสร้างเครือข่าย หรือทายาทที่จะสืบทอดศิลปวัฒนธรรมชิ้นนี้ต่อไป พ่อครูคำมณีบอกว่า กำลังปฏิบัติอยู่อย่างเข้มแข็ง


"เราสอนให้เขาผลิตเอง มีการจัดฝึกอบรมให้โรงเรียนในเครือข่ายที่เราเลือก เราไปสอนเขา แล้วมีงบให้เขาผลิตเป็นตุ๊กตาของโรงเรียน ให้เขาเอาไว้เคลื่อนไหวเวลามีเรื่องอะไร ที่ผ่านมามีโรงเรียนที่เราฝึกให้แล้วประมาณ 10 แห่ง อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ แต่เราก็อยากออกไปที่อื่นบ้าง ขาดแต่งบประมาณที่บางครั้งไม่เพียงพอ จริงๆ การผลิตละครเราก็ลงทุนกันเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สังคมมันดีขึ้น"


"ลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สังคมดีขึ้น" คงไม่ยากเย็นเท่าไรนัก แต่ถ้าบางคนมีมากแล้วอยากลงทุนมากๆ บ้าง ก็คงจะไม่มีใครว่า