วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลห์ กับเพื่อนใหม่ชาวลาดักห์

24 ชั่วโมงระทึกบน Hightway มนาลี-เลห์ จบสิ้นไปแล้ว ฉากใหม่เช้านี้คือ สวนดอกไม้สีสดในบ้านหลังน้อย กับยอดภูเขาหิมะสีขาวโพลน

ที่นี่คือ เมืองเลห์ เมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ ในรัฐจัมมู-แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย ดินแดนในอ้อมกอดของหิมาลัยที่ร้อยเรียงวิถีชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

“จูเล” คำทักทายแรกในยามเช้าของ “พาโม” และ “ทาชิ” เจ้าของบ้านที่ให้ที่พักกับฉันเมื่อคืน จริงๆ บ้านหลังนี้คือหนึ่งในโฮมสเตย์ บริเวณจางสปา (Changspa) ถนนสายเล็กๆ ที่ยังหาความเงียบสงบได้อยู่ แม้จะปะปนไปด้วยร้านค้า และบริษัททัวร์ท้องถิ่นก็ตามที

ฉันหมายตาไว้แล้วว่าชีวิตในเมืองเลห์คงไม่พ้นละแวกนี้ และทางเลือกที่ดีก็คือ พักมันซะที่นี่ดีกว่า...

เลห์ ในวันที่หิมะละลาย

หลังจากนอนพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพกับพื้นที่สูง ตื่นมาอีกทีบ่าย 3 โมง เจ้าของบ้านคงเคยชินแล้วกับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง ทุกรายกว่าจะฟื้นคงใช้เวลาเกือบทั้งวัน ถ้าท้องไม่หิวก็คงไม่ลุกจากเตียง
บ้านของ “พาโมและทาชิ” อยู่ลึกเข้าไปในตรอกเล็กๆ เส้นทางนี้ขนานไปกับร่องน้ำเล็กๆ ที่มีน้ำใสไหลรินอยู่ตลอดเวลา เจ้าของบ้านบอกว่า เดินไปตามร่องน้ำที่คดเคี้ยวนั่นก็จะเห็นถนนใหญ่ด้านนอก ระหว่างทางเห็นชาวบ้านบางคนกำลังนำผ้ามาซักอยู่บริเวณร่องน้ำสายน้อย รอยยิ้มและเสียง “จูเล” กล่าวทักทายอยู่ตลอดเส้นทาง ทำเอาฉันเริ่มหลงเสน่ห์เมืองเลห์เข้าแล้ว

เมืองเลห์ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งในย่านจางสปา ถนนสายเล็กๆ ที่ด้านสุดปลายถนนคือที่ตั้งของ เจดีย์สันติภาพ (Shanti Stupa) ส่วนอีกด้านหนึ่งคือบริเวณย่านเมนบาซาร์ ใจกลางเมืองเลห์

ฉันเดินผ่านร้าน Dzomsa ร้านเล็กๆ ที่มีบริการเติมน้ำดื่ม (refill) แทนที่จะซื้อน้ำในขวดพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะในลาดักห์ พร้อมสั่งน้ำแอพริคอทสดๆ หวานหอมดื่มแก้กระหาย หลังจากนั้นเดินต่อไปจนถึงจัตุรัสกลางเมือง บริเวณนี้คึกคักไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริษัททัวร์ จนกระทั่งผ่าน วัดโสมะ (Soma Gompa) กลางเมืองเลห์ เห็นชาวลาดักห์กำลังเดินประทักษิณหมุนกงล้อมนตร์ ปากท่อง โอม มณี ปัทมี หุม อยู่รอบๆ วิหาร

ตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงตลาดผัก-ผลไม้ ที่วางขายอยู่ริมถนนในช่วงเวลาเย็น แต่ยังไม่ทันถึงไหน อาการเหนื่อยหอบก็เริ่มถามหา เพราะเลห์ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ออกซิเจนเบาบาง ร่างกายที่ยังอ่อนล้าจากการเดินทางจึงไม่อาจทานทน คืนนั้นหลังอาหารเย็นฉันก็นอนหลับไปพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างแรง

เช้าวันใหม่อากาศสดใส วันนี้ฉันรู้สึกว่าเริ่มปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในลาดักห์ได้แล้ว วันที่สองฉันเริ่มทดสอบพละกำลังด้วยการเดินขึ้นไปตามบันไดสูงชัน เพื่อยลโฉมเมืองเลห์บนลานกว้างของเจดีย์สันติภาพ กว่าจะถึงก็ทำเอาเหนื่อยหอบ แต่ภาพจากมุมสูงด้านบนนั้นมองเห็นเลห์ได้ทั้ง 360 องศาเลยเชียว

เลห์ เมืองหลวงของลาดักห์ คือดินแดนตอนเหนือของอินเดีย โอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงโดยมีเทือกเขาหิมาลัยทางตอนใต้ และเทือกเขาคาราโครัมขนาบอยู่ทางด้านเหนือ มีพรมแดนติดกับปากีสถานและจีน ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางทหาร แต่สถานการณ์ในเขตลาดักห์ถือว่ายังสุขสงบกว่าส่วนอื่นๆ ในแคว้นจัมมู-แคชเมียร์ของอินเดีย

ก่อนหน้านั้นลาดักห์เคยเป็นดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง เมื่อรัฐบาลอินเดียเล็งเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของลาดักห์ ทั้งด้านวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเริ่มเปิดเส้นทางท่องเที่ยวสู่ลาดักห์ ตั้งแต่ ค.ศ.1974 เรื่อยมา พร้อมๆ กับการมาถึงของถนน เมืองเลห์วันนี้จึงมีหน้าตาไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวทั่วไป

แม้จะมีความทันสมัยเพิ่มขึ้น แต่วิถีชีวิตในแบบเก่าๆ ของชาวลาดักกี้ยังสัมผัสได้อยู่ตามหมู่บ้านและตรอกซอกซอยต่างๆ ลึกเข้าไปจากย่านจางสปาคือ หมู่บ้านสังคะ หมู่บ้านอันสงบร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และดอกไม้หลากสีสัน หลบเร้นจากสายตาของนักท่องเที่ยว ที่นั่น ฉันได้รู้จักกับ “รันจิตา”กับ “อังโม” สาวน้อยลาดักกี้ เราพบกันระหว่างทาง วันนั้นเธอกลายเป็นไกด์นำชมหมู่บ้านของเธอ

บ้านเรือนของชาวลาดักกี้นั้นทำขึ้นจากวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น บางหลังสร้างด้วยแผ่นหิน โครงไม้ หรืออิฐดินเหนียวที่ทำขึ้นเอง ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างเป็นบ้านสูงสองถึงสามชั้น ชั้นล่างจะมีคอกสัตว์ ส่วนชั้นสองของตัวบ้านนอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังแบ่งเป็นห้องครัวและห้องเก็บเสบียงพวกธัญพืชไว้กินในยามฤดูหนาวมาเยือน บนดาดฟ้าหรือลานหลังคาใช้เป็นที่สำหรับเก็บหญ้าแห้งหรือตากผักผลไม้ แม้กระทั่งบ้านชั้นเดียวก็มีลานหลังคาเช่นกัน

แต่ละหลังจะมีกระบอกผสมชา “กรูกรู” ชาเนยรสเค็ม สีชมพู ไว้ประจำครัว เห็นบางครอบครัวกำลังชักเข้าชักออกอยู่ที่กระบอกชา พวกเขาจะตักก้อนเนยใส่ลงในกระบอกไม้นี้ จากนั้นนำชาที่ต้มใส่เกลือจนเดือดเทใส่ แล้วชักคันลูกสูบกระทุ้งไปมาให้เนยกับชาเข้ากัน ฉันได้ลองชิมแต่ยอมรับว่าไม่ค่อยถูกลิ้นสักเท่าไหร่ เจ้าของบ้านเลยต้ม “กะรัมจาย” ชาร้อนใส่นมแบบอินเดียมาเสริฟ์แทน

ทั้งสองคนบอกว่าบ่ายนี้จะมีคณะแพทย์ต่างชาติเข้ามาตรวจสายตาให้กับชาวลาดักห์ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน เธอกำลังจะเป็นอาสาสมัคร เนื่องจากลาดักห์อยู่ในพื้นที่สูง แสงอาทิตย์เจิดจ้า หลายคนจึงมีปัญหาด้านสายตา ฉันไม่ปฏิเสธเมื่อได้รับคำชวนให้ไปร่วมกิจกรรมกับพวกเธอ

หน้าอาคารกิจกรรมของโรงเรียนวันนั้นคลาคล่ำไปด้วยลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตั้งใจมารอคุณหมอจากแดนไกล การได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้แต่เริ่มต้นทำให้ฉันรู้สึกสนิทกับ “ลาดักห์” เร็วขึ้น วันนั้น...ฉันมีสาวน้อยทั้งสองคนเป็นเพื่อนใหม่ มิตรภาพของเราเปรียบเสมือนดอกไม้หน้าร้อนที่กำลังเบ่งบานขึ้นในเมืองเลห์

เลห์ อดีตแห่งความรุ่งเรือง

วันนี้ขอใช้ชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวสักวัน ด้วยการชื่นชมอดีตอันรุ่งเรืองของแคว้นลาดักห์...

บนจุดสูงสุดในย่านกลางเมืองเลห์ ที่นั่นคือที่ตั้งของ พระราชวังเลห์ (Leh Palace) สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ตามแบบพระราชวังโปตาลาในทิเบต ภาพแทนอดีตที่เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้... วันนี้ถูกทิ้งร้าง

แต่หากจะมองให้เห็นความงดงามของพระราชวังเลห์แล้วล่ะก็ คงต้องเพ่งพิศในยามเย็นเมื่อภูผาสีน้ำตาลถูกทาบด้วยสีทองเหลืองอร่ามของแสงสุริยา พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดย กษัตริย์ ทาชิ นัมเกียล ผู้รวบรวมแคว้นลาดักห์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือสถานที่แรกซึ่งฉันเดินทางย้อนอดีตของลาดักห์

จากนั้นรถแท็กซี่ซึ่งเช่ามาจากตลาดในเมืองเลห์ พาไปชม เชย์ พาเลส (Shey Palace) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ห่างจากเมืองเลห์ประมาณ 15 กิโลเมตร ที่นี่คือเมืองหลวงเก่าของลาดักห์ พระราชวังเชย์ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านขนาดใหญ่ชื่อเดียวกัน หมู่บ้านร่มรื่นอีกแห่งหนึ่งในลาดักห์ หากใครต้องการหลบจากความวุ่นวายในตัวเมืองเลห์ มาสัมผัสกับชีวิตเรียบง่ายของชาวลาดักห์ หมู่บ้านเชย์มีเกสต์เฮาส์ไว้คอยต้อนรับ ฉันยังแอบติดใจ แต่ที่หมายของฉันคือ หมู่บ้านอัลชิ (Alchi) อีก 60 กิโลเมตรจากเมืองเลห์

วันนี้ขอชื่นชมพระราชวังเชย์ไปก่อน สถานที่แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อน จุดเด่นคือ พระศรีศากยมุณีขนาดใหญ่ สร้างขึ้นโดย Deldan Namgyal เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เป็นบิดา Singay Namgyal ...งดงาม น่าชม

อากาศในเมืองเลห์วันนี้ดูเหมือนจะร้อนเอามากๆ บวกกับความแห้งของอากาศแบบทะเลทรายบนพื้นที่สูง ทำให้เวลาเที่ยงวันในเขตลาดักห์ไม่ต่างจากเตาเผาขนาดใหญ่ การหลบมาหาร่มเงาของ วัดติกเช่ กอมปา(Thinksay Gompa) ขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่กว่า 500 ปี ดูท่าจะเหมาะ เพราะที่นี่มีร้านอาหารให้ฝากท้องในมื้อกลางวัน ลิ้มรสอาหารในแบบทิเบตที่รสชาติไม่เลว ก่อนเดินชมอารามสีสันสวยสะดุดตา นี่คืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของวัดวาอารามในแบบพุทธวัชรยาน

วัดติกเช่ เป็นวัดขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหนาตา วัดนี้อยู่ห่างจากเมืองเลห์ 17 กิโลเมตร และถัดจากพระราชวังเชย์เพียง 2 กิโลเมตร ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย หรือพระพุทธเจ้าแห่งอนาคต ขนาดใหญ่สูง 15 เมตร รวมทั้งห้องสมุดที่งดงามเก่าแก่ เต็มไปด้วยคัมภีร์ซึ่งจารึกจากหนังสัตว์ที่มีคุณค่าทางพุทธศาสนา และภาพวาดบอกเรื่องราวต่างๆ อีกทั้งแบบแม่พิมพ์ไม้แกะสลักพิมพ์กดทับทีละหน้า ซึ่งใช้พิมพ์เฉพาะคัมภีร์ทางศาสนาที่ได้รับความนับถืออย่างสูง

วัดติกเช่ ถือเป็นโรงเรียนสงฆ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในลาดักห์ มีผู้มาร่ำเรียนทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างปรัชญา ศาสนาพุทธ ภาษาฮินดี ทิเบต อังกฤษ และคณิตศาสตร์ หากมาเยือนวัดติกเช่ในเวลาเช้าตรู่สามารถร่วมชมพิธีทำวัตรเช้าของเหล่าลามะ ในสำเนียงเสียงสวดที่ขรึมขลัง พร้อมเสียงแตร กลอง และฉาบเช่นเดียวกับสำเนียงการสวดในแบบทิเบต ...แต่วันนั้นฉันพลาดไปแล้ว

เฮมิส (Hemis Gompa) เป็นอีกวัดหนึ่งที่สำคัญในลาดักห์ โชเฟอร์แท็กซี่พามุ่งไปบนถนนที่ตัดผ่านแม่น้ำสินธุ สองข้างทางข้าวบาร์เลย์ยังคงเขียวขจี ระยะทาง 47 กิโลเมตรจากเมืองเลห์ อีกไม่นานนักเห็นอารามสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

วัดเฮมิส มีอายุอานามกว่า 400 ปี ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ ตั้งแต่ ค.ศ. 1998 เป็นสถานที่เก็บรักษาผ้าทังก้า (Thangka) ภาพมัณฑลา (Mandala) เก่าแก่จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งวาดด้วยสีผสมทองคำแท้ โชเฟอร์ชาวลาดักห์ถวายผ้าสักการะ หรือผ้าขะตะสีขาว ก่อนก้มลงกราบด้วยท่านอนคว่ำหน้า ที่เรียกว่า “อัษฎางคประดิษฐ์” ต่อพระพุทธรูปโบราณที่ประดิษฐานอยู่ตรงหน้า

ขากลับมายังเมืองเลห์ ฉันแวะที่ วัดสตักนา มีคนบอกว่าวัดแห่งนี้แม้จะเล็กแต่ความงามด้านในนั้นน่าชม แถมยังสงบเงียบจากนักท่องเที่ยว แล้วภาพที่เห็นก็เป็นจริงตามนั้น ก่อนจะแวะชม พระราชวังสต็อก (Stok Palace) เมื่อรถขับข้ามแม่น้ำไปยังทางแยกอีกด้านหนึ่ง ที่นี่คือที่ประทับของกษัตริย์แห่งลาดักห์องค์ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปวัตถุต่างๆ ...พระราชวังแห่งนี้ยังอบอวลไปด้วยชีวิตชีวา

นอกจากโบราณสถานเหล่านี้แล้ว กอมปาขนาดเล็กยังพบเห็นอยู่ตลอดทั่วไปในเขตลาดักห์ ไม่ต่างจากวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน การบริกรรมภาวนามีให้เห็น ไม่เว้นแม้กระทั่งบนท้องถนน...นี่คือดินแดนที่รุ่มรวยไปด้วยศรัทธา

เลห์ บันทึกแห่งความประทับใจ

การเดินทางคนเดียวบางครั้ง เราก็เพลิดเพลินไปกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้พบเจอ บางวันอบอุ่น แต่บางวันกลับว้าเหว่ หลังจากไปๆ กลับๆ สลับไปแต่ละหุบเขาในเขตลาดักห์ เหนื่อยนักฉันมักเลือกพักที่เมืองเลห์

เช้านี้ฉันออกตามหา “Lala’s Caf?” บริเวณย่านเก่าด้านหลัง จามามัสยิด มัสยิดใหญ่กลางเมืองเลห์ เพื่อนชาวอินเดียที่รู้จักกันในลาดักห์แนะนำ ร้านนี้เท่จนอยากบอกต่อ นอกจากบรรยากาศของร้านที่น่าหลงใหลแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่เผยแพร่กิจกรรม-ข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองเลห์

3 ชั่วโมงกับการละเลียดกาแฟสดหมดลง เมื่อเดินออกมาจากร้านกาแฟไปตามตรอกเล็กๆ จนถึงหัวถนนด้านหน้า จู่ๆ ร่างของสาวน้อยสองคนก็วิ่งถลาเข้ามาด้านหลัง พร้อมกับเสียงเรียก “มิส...มิส..”

“รันจิตา”กับ “อังโม” นั่นเอง เธอมาถูกเวลาพอดี เหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังอยากคุยกับใครสักคน...

สาวน้อยรุ่นใหม่ในเลห์ชวนไปกินไอศกรีมที่ร้าน“วัยโจ๋”ย่านตลาดทิเบตต่อ เพิ่งรู้ว่าในเมืองเลห์ มีร้านไอศกรีมและน้ำผลไม้ปั่นเป็นที่สมาคมของบรรดาวัยรุ่น ระหว่างลิ้มรสไอศกรีมเย็นๆ สองคนชวนคุยเรื่องเรียนสลับกับรัก เรื่องหลังคงต้องเก็บไว้ในบันทึกลับ

ส่วนเรื่องเรียนเธอเล่าให้ฟังว่า...เด็กๆ ในลาดักห์โชคดี เพราะรัฐบาลอินเดียมักจะให้ทุนไปเรียนในรัฐอื่นๆ ที่มีความเจริญทางด้านการศึกษามากกว่า

รันจิตา ค่อนข้างขี้อายเธอเป็นลาดักกี้มุสลิม เพื่อนฉันคนนี้อยากไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองจัมมูในรัฐเดียวกัน ส่วนอังโมสาวกล้า ปราดเปรียวลาดักกี้ชาวพุทธ เธออยากไปเรียนที่เมืองจานดิการ์ ในรัฐปัญจาบ เมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการศึกษา

“แล้วเธออยากอยู่ในลาดักห์หรือเปล่า” ฉันถามต่อ

ทั้งสองคนตอบตรงกันว่า “ลาดักห์น่าอยู่ที่สุด เราแค่อยากไปเรียนหนังสือ”

บ่ายวันนั้น รันจิตา ชวนไปกินอาหารกลางวันที่บ้านยายของเธอ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกด้านหลังจามามัสยิด วันนั้นมีอาหารชุดใหญ่ อาการคิดถึงบ้านจึงหายเป็นปลิดทิ้ง

ก่อนลาจาก คุณยายรันจิตา บอกว่า “เมื่อไหร่ที่มาเมืองเลห์อีก ให้กลับมาพักที่บ้านของเธอ”

ลาดักห์ ภูมิประเทศที่ยากจะเชื่อว่า มนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่จิตใจของผู้คนกลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยน้ำใจ

ค่ำนั้นฉันถามตัวเองว่า “เราออกเดินทางเพื่ออะไร” ...สิ่งนี้กระมั่งที่อยากเจอ