ดูเหมือนกระแสการรวมตัวเพื่อก่อตั้ง"ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"ในบ้านเราจะคึกคักยิ่ง
ไม่เว้นแม้แต่ในวงการหนังสือที่มีหนังสือเกี่ยวอาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อมขึ้นเต็มแผง บางเล่มกลายเป็นหนังสือขายดีเสียด้วยซ้ำ
สำหรับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะอดีตเลขาธิการอาเซียนก็ไม่พลาดที่จะออกหนังสือเกี่ยวกับอาเซียน ซึ่งถือเป็นผู้รู้ลึกรู้จริงคนหนึ่ง เพราะด้วยหน้าที่การงานตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 และหมดวาระไปเมื่อปลาย พ.ศ.2555 ตลอดเวลาห้าปีบนเวทีอาเซียนนับเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งในชีวิตและการเข้าใจกระบวนการรวมตัวของอาเซียน เพราะเป็นช่วงที่มีการบังคับใช้กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งเปรียบได้กับธรรมนูญขององค์กรเป็นครั้งแรก กฎบัตรนี้เองที่ทำให้อาเซียนเป็นสากลมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น และเป็นดั่งลู่ทางที่จะทำให้คนอาเซียน 10 ประเทศ เกือบ 100 ล้านคนจะได้รวมเป็นครอบครัวเดียวกัน
สำหรับหนังสือทั้งสองเล่มของ ดร.สุรินทร์ ล้วนถ่ายทอดจากชีวิตและประสบการณ์โดยตรงทั้งสิ้น เล่มหนึ่งคือหนังสือที่ตรงกระแส A.E.C. 'อาเซียน รู้ไว้ ได้เปรียบแน่' คือหนังสือที่พาผู้อ่านไปรู้จักอาเซียนแบบถึงรากถึงโคน จากประสบการณ์ตรงของอดีตเลขาธิการอาเซียนคนนี้ ถือเป็นหนังสือที่อ่านง่าย ต่างจากหนังสือวิชาการทั่วไป แต่ยังคงไว้ซึ่งสาระความรู้ เริ่มจากตั้งคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับอาเซียน ในประเด็นที่คนทุกเพศทุกวัยทุกสาขาอาชีพควรรู้ โดย ดร.สุรินทร์ เป็นผู้ตอบคำถามอย่างชัดเจน อาทิ อาเซียนคืออะไร, รวมแล้วได้อะไร, ไม่รวมแล้วอยู่ได้ไหม, อยู่อย่างไรเมื่อประเทศไทยเข้าร่วมอาเซียน, ทำไมเด็กไทยต้องเรียนเรื่องอาเซียน เป็นต้น
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า "การที่อาเซียนรวมอยู่กันเป็นประชาคมก็เพื่อปรับตัวเพื่ออยู่รอดแบบหนึ่งทว่าการอยู่รอดนี้เราไม่ได้อยู่รอดคนเดียว แต่ต้องช่วยๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะเรากำลังพูดถึงการขยับพร้อมกันทั้งองคาพยพ รวมแล้วเกือบ 600 ล้านคน ทุกวันนี้คนจากหลายๆ ประเทศเข้ามาแวะเวียน อยากทำความรู้จักอยากจะสนิทสนมกับอาเซียนมากขึ้น ถึงขั้นที่เรียกว่ามะรุมมะตุ้ม เราชาวอาเซียนด้วยกันเองก็ต้องอย่าน้อยหน้า ต้องเร่งทำความเข้าใจและรีบปรับตัวไปพร้อมๆ กัน"
และด้วยค่าที่เข้าไปคลุกคลีตีโมงกับอาเซียนอยู่นานจึงพบว่าในความเป็นอาเซียนมีกลไกซับซ้อนทั้งยังมีฟันเฟืองที่ไม่ถูกร่องถูกรอยมากโข ทว่าเมื่อเลขาธิการอาเซียนชาวไทยได้มีบทบาท โฉมหน้าภูมิภาคนี้ก็เปลี่ยนไปด้วย โดยดร.สุรินทร์บอกว่าต้องการให้ทุกประเทศเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ใช่ประเทศใดพร้อมก็รุดหน้าไปก่อน แล้วปล่อยให้ประเทศที่ไม่พร้อมต้องล้าหลังเช่นนั้นตลอดมา
หากย้อนไปเมื่อเหตุการณ์พายุนากีซถล่มประเทศเมียนมาร์หรือพม่า มีคนตายจำนวนมาก แต่ประเทศเมียนมาร์ไม่ยอมเปิดประเทศเพื่อรับความช่วยเหลือจากภายนอก ดร.สุรินทร์ เล่าว่าตัวเองในฐานะเลขาธิการอาเซียนจำต้องเจรจาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เมียนมาร์เห็นแก่ประโยชน์ของประชากรเมียนมาร์มากกว่าหน้าตาของรัฐบาลทหาร
"คำถามตอนนั้นคือเราจะได้รู้กันว่าเมียนมาร์มีความหมายแค่ไหนสำหรับอาเซียน เพราะสิ่งที่อยู่ตอนนั้นมันทำลายภาพพจน์ของอาเซียน คนตายและคนจะตายอยู่โดยไม่ตัดสินใจเปิดประเทศรับความช่วยเหลือจากข้างนอกได้ นี่คือที่มา และก็เลขาธิการสหประชาชาติโทรมาหาผม ให้ช่วยเปิดหน่อย เพราะฉะนั้นการประชุมเพื่อระดมทุนที่ย่างกุ้งวันที่ 28 - 29 พฤษภาคมปีนั้น เป็นการประชุมที่ประหลาดมาก เพราะทุกประเทศมาทั้งๆ ที่ คว่ำบาตรเมียนมาร์อยู่ ยูเอ็นเองก็สะอึกเหมือนกันว่าทำไมคำว่าอาเซียนต้องมาก่อน และผมเป็นคนพูดบนเวทีนั้นต่อหน้าเลขาธิการ ตอนนั้นเป็นสมัยของนายกเต็งเส็ง พูดเลยว่า เรากำลังพิสูจน์ให้เมียนมาร์เห็นว่าโลกข้างนอกเนี่ย ไม่ได้เป็นศัตรู ไม่ได้จับตาจดจ่ออยู่ทุกเรื่องเสมอไป ตลอดเวลา มันมีบางครั้ง บางเรื่อง บางโอกาสที่โลกสามารถที่จะยับยั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเงื่อนไขที่คว่ำบาตร ที่รุมกินโต๊ะเมียนมาร์ เพื่อที่จะมาทำภารกิจนี้ เพื่อให้คน 4 ล้านกว่าคนในลุ่มแม่น้ำอิรวดีอยู่รอด
แล้วหลังจากนั้นความช่วยเหลือก็ไหลมาเทมา และตอนนี้คนก็บอกว่าเมียนมาร์เปิด เมื่อปี 2012 เพราะว่าโมเมนตัมจากสมาชิกอาเซียนและโลกเข้าไปช่วย มันมีส่วนจริง และผมอยากจะเคลมข้อนั้นเพราะมันคือผลงานของอาเซียน แต่ว่าแน่นอน เราทำให้เขาคุ้นกับโลกมากขึ้น เราทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น เราทำให้เขามองในแง่ดีขึ้นมาได้ว่าโลกทั้งโลกพร้อมที่จะเป็นมิตร ถ้าเมียนมาร์ปรับเปลี่ยนทิศทางเสียหน่อย"
สำหรับหนังสืออีกหนึ่งเล่มคือ 'ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น' หนังสือที่บอกเล่าถึงประวัติของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ บทพิสูจน์ของความสำเร็จที่ใครก็ทำได้ ใครก็เป็นได้ คู่มือของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จใดๆ ก็ตามในชีวิต อีกทั้งช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ทำให้เด็กบ้านนอกแสนธรรมดาไต่ขึ้นสู่หน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพียงแต่ในระดับประเทศทว่าเป็นระดับอนุทวีป บางคนอาจเชื่อว่ามันคือดวงชะตาหรือฟ้าลิขิต แต่ ดร.สุรินทร์ บอกว่าไม่ใช่โชคช่วยแน่นอน เขามุ่งมั่นตั้งใจและพยายามร่ำเรียนจนมีวันนี้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เล่าไว้ในหนังสือแล้ว และเพื่อตอกย้ำว่าความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้นจริงๆ จึงอธิบายให้ฟังว่า
"ชีวิตผมจริงๆ ก็ธรรมดาๆ เป็นเด็กบ้านนอกเกิดในชุมชนหนึ่งในนครศรีธรรมราช 10 กิโลห่างจากตัวเมือง ดิ้นรนเรียนโรงเรียนวัด เดินเท้าไปเรียน ทั้งหมดทั้งหลายมันไม่มีอะไรแปลกไปจากคนไทยอื่นๆ แต่พอทำงานเป็นอาจารย์ เป็นสภาผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรีสองรอบ แล้วมาเขียนหนังสือพิมพ์ให้ไทยโพสต์หลายฉบับ แล้วก็มาเป็นเลขาธิการอาเซียน เพราะฉะนั้นก็มีหลายเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง...
หลังๆ หลายท่านบอกว่า ดร.สุรินทร์ เป็นสองคนที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับสังคมไทย คนอื่นทำไม่ได้ งั้นลูกหลาน ลูกศิษย์ของครูในชนบท พ่อแม่ ก็จะบอกว่าดูไว้เป็นตัวอย่างนะลูก ตรงนี้บาดใจผมมาก เพราะว่าถ้าคนคิดอย่างนั้นคือยอมแพ้หมดเลย ก็เลยอยากให้ผมเป็นข้อยกเว้น
ทีนี้ถามว่าทำไมเด็กจากปอเนาะ ถึงเรียนฮาวาร์ดได้ เพราะความไม่ยอมแพ้และยอมจำนนต่อข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิต ซึ่งมีเยอะมาก รองเท้าไม่มีตั้งแต่ 11 ขวบ อันนี้พูดมาหลายครั้งแล้ว กางเกงมีตัวเดียวก็ปะแล้วปะอีก มันขาดก็ต้องเอามาเย็บใหม่ คุณตาบอกว่ากางเกงขาด เสื้อขาดเราแก้ไม่ได้ ที่เรารับผิดชอบมันได้คือทำให้มันสะอาด เพราะเรามีชุดเดียว ปั่นจักรยานไปเรียนหนังสือ มีรถจากวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชสมัยนั้นเป็นรถปรับอากาศลูกหลานคนอื่นเขาก็นั่งรถคันนั้นไปเรียนหนังสือที่เดียวกันกับผม ผมขี่จักรยาน ถนนก็ไม่มีเวลาฝนตกถนนหาย รถมาจากข้างหลังขับตกหลุมโคลนที่ถนนก็สาดใส่เรา เราก้มลงดู มีแค่นี้ชุดนี้ ก็นึกขึ้นว่าอยากเป็นนายอำเภอ อยากจะมาลาดยางถนนสายนี้
เรียนไปเรียนมาก็ได้ทุนแล้วก็สอบเข้าม.ธรรมศาสตร์ได้ มันก็เปลี่ยนข้อจำกัดมาเป็นแรงดลใจ เรียนไปเรียนมาเขาลาดยางเสร็จแล้ว ก็เลยไม่ต้องสอบแล้วนายอำเภอ แต่อยากสอบเป็นผู้ว่าเพราะตอนนั้นเรียนรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์"
นอกจากนี้ ดร.สุรินทร์ ยังชวนคิดต่อด้วยว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเขานั้น ในบริบทความเชื่อของคนไทยต้องถูกปรับทิศทางใหม่ มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่าทุกคนไม่ต้องดิ้นรน หากไม่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองย่อมไม่มีวันประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่จริง หนังสือความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้นนี่เองเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างเขาและผู้อ่านเพื่อกระบวนคิดที่ถูกต้อง
"คนไทยเชื่อในเรื่องของชะตา เชื่อก็เชื่อเถอะไม่มีปัญหาแต่ว่าบางครั้งการเชื่อในโชคในชะตาคือการยอมแพ้ตั้งแต่ต้น ท่านทำอะไรไม่ได้เลยถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องของโชคของชะตา แต่ผมคิดว่าชีวิตของมนุษย์เป็นชีวิตที่ต้องออกมาและต้องดิ้นรน ภายในบริบท ภายในพื้นที่ อาจจะแคบอาจจะกว้างก็แล้วแต่ ชีวิตของแต่ละคนต้องดิ้นรนต้องต่อสู้ ต้องหาโอกาส
คนที่ไม่พร้อม โอกาสมาเราจับฉวยไม่ได้ เหมือนกับน้ำที่ไหลมาหน้าบ้าน ถ้าเราไม่ตักตวง ไม่สร้างเขื่อน ไม่สร้างทำนบ มันก็ไหลไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราสามารถที่จะขุดคลอง สร้างทำนบ สร้างเขื่อน มันสามารถที่จะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เลี้ยงปลาได้ เพราะฉะนั้นโอกาสมันจะมาสู่คนที่พร้อมอยู่ตลอดเวลา มองหา แสวงหาอยู่ตลอดเวลา ใครก็ตามแต่ที่อยู่แบบลอยๆ ไม่มีสติ ไม่มีความพร้อม ไม่มีความตื่นตัว เราต้องตื่นอยู่เสมอ เมื่อเราตื่นแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเราจะเห็น โอกาสที่ผ่านมาเราจะจับฉวยได้
เพราะฉะนั้น เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง และเรื่องที่จะเล่าให้ฟังนั้นเชื่อว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนอื่น ที่ว่าถ้าเริ่มต้นบอกว่าคนอื่นทำไม่ได้หรอก มีแค่สุรินทร์เท่านั้นที่ทำได้ อันนั้นผมอยากจะลบไปจากดิกชันนารีของคนไทย เพราะว่าทุกๆ คนทำได้ ขอให้เอาจริงแล้วกัน เพราะฉะนั้นเขียนเพื่อที่จะบอกว่าเราสามารถที่จะกำหนดพื้นที่ที่มีเหลืออยู่ให้เรา พระเจ้าจะช่วยเราอีกครั้ง จะช่วยให้เราสำเร็จ ทางศาสนาอิสลามเขาบอกว่า พระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงศรัทธานุภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าเขาจะปรับเปลี่ยนวิธีความคิด ทัศนะคติใหม่ของเขาก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยเปลี่ยนให้ อย่ามอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชะตา เชกสเปียร์ก็พูดอย่างเดียวกัน โชคชะตามันไม่ได้อยู่กับดวงดาวแต่อยู่กับตัวเรา"
หนังสือทั้งสองเล่มของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกี่ยวข้องกับอาเซียนทั้งทางตรงและอ้อม แต่ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือประสบการณ์ที่บ่มเพาะจนได้ที่ และคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าความรู้เรื่องอาเซียนกำลังทวีความสำคัญขึ้นทุกที ทั้งความรู้เชิงลึกและความรู้แวดล้อมย่อมสร้างมโนทัศน์อันเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ประชากรอาเซียน
โดยเฉพาะในบ้านเราซึ่งมีบุคลากรระดับอาเซียนที่เป็นชาวไทยอย่าง ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณด้วยแล้ว...เรื่องราวเกี่ยวกับอาเซียน รู้ไว้ ได้เปรียบแน่นอน!





