วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออสการ์ใน 'สงครามและความขัดแย้ง'

Argo และ Zero dark Thirty มีเพื่อนร่วมขบวนอย่าง Lincoln, Life of Pi, Django Unchained และ Les Miserables มิติที่ชัดเจนคือ ความขัดแย้ง

แค่ Argo และ Zero dark Thirty ยังไม่อาจบอกได้ว่านี่คือ “ออสการ์” ที่เป็นปีของเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม แต่เมื่อมีเพื่อนร่วมขบวนอย่าง Lincoln, Life of Pi, Django Unchained และ Les Miserables มิติที่ชัดเจนคือ ความขัดแย้งในทุกระดับ ที่อาจชี้ให้เห็นว่า ประกายจากตุ๊กตาทองตัวที่ดังที่สุดนั้น ไม่ได้เป็นสวยเหมือน “สี” ที่มองเห็น

กลิ่นกัญชาและเสียงท่อไอเสีย ที่ดังมาจากหนัง Easy Rider ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าฮอลลีวู้ดยุค 60’s มีลักษณะแอนตี้สถาบันจริงจังแค่ไหน แต่ทันทีที่หนุ่มสาวมากมาย ตอบรับเสียงปืนของสองโจรใน Bonnie and Clyde ในยุคสมัยเดียวกันนั้น นั่นแสดงว่าหนังหลายเรื่องได้ทำหน้าที่สะท้อนความจริงในสังคม

ถ้า 60’s แสวงหาและแอนตี้สถาบัน, ยุค 70’s ก็คงออกค้นหาตัวตน เหมือนที่ 80’s พยายามจะกลับบ้านและรื้อฟื้นคุณค่าของครอบครัว

ผ่านมาถึงปี 2013 น่าสนใจว่าหนังที่เข้าชิงออสการ์ทั้ง 9 เรื่อง มีประเด็นร่วมอย่างบังเอิญตรงที่มีแง่มุมของ ”สงครามและความขัดแย้ง” มากบ้าง น้อยบ้าง ปะปนอยู่อย่างชัดเจน

หรือนี่คือยุคของสงคราม ถ้าวัดเอาจากหนังชิงออสการ์ ?

"ผมคิดไปถึงฉากหนึ่งในหนัง killing them softly ทื่ตัวละครมันพูดว่า พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเราเป็นพวกเดียวกัน มันเป็นแนวทางของการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ผมว่ามันสะท้อนว่าภายใต้คำพูดแบบนี้ แสดงว่าประเทศหรือสังคมมันกำลังแตกแยกและไม่สามัคคี ซึ่งมันก็สะท้อนได้ถึงความเป็นไปของโลก" อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว บรรณาธิการนิตยสาร Filmax ให้สัมภาษณ์แก่ "จุดประกาย"

"แง่มุมที่น่ามองที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจก็คือ โทนของหนัง 9 เรื่องที่ชิงออสการ์นั้น จะว่าไปรายละเอียดหรือฉากหลังนั้น มันสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การหย่าร้างหรือสงครามความขัดแย้ง มันล้วนผสมอยู่ในหนัง และสอดคล้องกับความเป็นจริง ตัวละครก็ดูเป็นคนที่วิตกกังวลนะ"

บรรณาธิการ Filmax ชี้ว่า ความขัดแย้งที่อัดแน่นอยู่ใน 9 หนังชิงออสการ์นั้น มันมีมุมความหวังเหมือนกัน

"แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวละครจะมีความหวัง แต่ก็เป็นความหวังแบบสับสนในใจ ผมรู้สึกว่า หนังมันต้องการให้เรากลับมาตระหนักว่า ถึงที่สุด ชีวิตที่จะเดินไปนั้น เราต้องการไปสู่อะไร การเอาชนะและได้อะไรจริงแท้มั้ย ผมว่าหนังออสการ์ 2013 สะท้อนว่า สภาพการณ์ปัจจุบันของอเมริกา ตกอยู่ในสภาพบอบช้ำทางจิตใจ และมันก็ถูกเล่าจากหนังทั้ง 9 เรื่อง อเมริกาเป็นอย่างไร คนของเขาเป็นอย่างไร ก็ดูเอาจากหนังที่เข้าชิงออสการ์แต่ละปี"

มีการตั้งคำถามว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เห็นในหนังและมักได้รัยบการเชิดชูจากการเข้าชิงรางวัลนั้น ก็คือภาพเป็นจริงของโลก

สกุล บุณยทัต นักวิจารณ์สังคม-การเมือง และเป็นคณะกรรมการตัดสินของคมชัดลึกอวอร์ดส์ และ "ซีไรต์" มองขยายออกไปว่า

"มันสะท้อนกระแสโลกที่อเมริกาเป็นใหญ่ แต่มันถูกเปลี่ยนผ่านมาในมิติของหนังฮอลลีวู้ดในมือของออสการ์ ยกตัวอย่างเช่น Zero Dark Thirty ซึ่งมันบอกกับเราถึงความจริงนะ อเมริกาเป็นใหญ่แต่การที่ตัวละครอย่าง มายา มันศรัทธาถึงความจริง เธอไม่เห็นด้วยกับวิธีการทรมานที่อเมริกานำมาใช้เพื่อเค้นเอาคำตอบ

"บางทีมันบอกถึงการมี power ที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ จากการกระทำ มายา นี่สังเกตคนรอบข้าง ฝ่ายตรงข้ามไปที่ไหน มีทฤษฏีในการเชื่อมโยง และมันชัดเจนว่า ไม่ต้องคิดลึกแบบหน่วยซีล" อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากรบอกว่า ในเนื้อหาที่เกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งอันนี้ มันบอกอะไรล่ะ โดยเฉพาะ zero dark thrity

"มันบอกว่า แคทรีน บิเกโลว์ ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดของอเมริกา อย่างน้อยการที่ โอบาม่า หรือผู้ใหญ่ในรัฐบาลนั่งมองดูช่วงการเข้าสังหาร หรือนั่งจิบไวน์ดูความเป็นไปในการลงมือตอนเที่ยงคืนครึ่งนั้น เธอไม่ได้เห็นด้วยแน่นอน ทีนี้พื้นที่ ที่ มายา อยู่ในกองทัพหรือทะเลทรายนั้น ผมคิดว่าหนังให้ความสำคัญกับเรื่องความศรัทธาท่ามกลางความขัดแย้งนะ เพราะผู้หญิงที่ต้องอยู่อย่างนั้น มันไม่น่าจะแบกรับไหว ถ้าเป็นคนปรกติ แต่การที่มันต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางเพศหญิง มันจึงมีเรื่องของความศรัทธา ที่น่าสรรเสริญมากกว่าความขัดแย้งหรือการแก้แค้น เอาคืน เทียบกันแล้วมันมีอะไรมากกว่า argo ที่ดูจะบังเอิญมากกว่า"

สกุล บอกว่า ออสการ์บางทีอาจจะดูไม่ได้ แต่ออสการ์ปีนี้ทั้ง 9 เรื่อง ไม่ถึงกับแย่ !

"โดยหน้าตาของหนัง 9 เรื่องที่เข้ามาชิงออสการ์นั้น ต้องถือว่าไม่ขี้เหร่นะ แต่มันจะไม่สง่างามทันทีถ้าเป็นหนังอย่าง argo ได้ ผมคิดว่าออสการ์จะไม่เดินตาม "ลูกโลกทองคำ" ในปีนี้ เพราะอะไร เพราะมันมีหนังที่พร้อมจะประกาศศักดาได้อยู่แล้ว เช่น Lincoln อันนี้ก็มีทฤษฏีล็อบบี้อยู่ หรืออย่าง Life of Pi ก็เป็นสีหนึ่งในหนังออสการ์ที่น่าสนใจ เพราะเรื่องนี้ ถึงมีความขัดแย้ง แต่กลับนำเอาความขัดแย้ง มาเล่นกับตัวตนของเด็กหนุ่มเอง เราคือเสือ เสือคือเรา ผมชอบ setting ในหนังนะ มันโครงเคลง ไปไหนไม่ได้ อั้งลี สะท้อนให้เราเห็นถึงแง่มุมจากความขัดแย้ง จากสรรพสัตว์ต่างๆ ในเรือ

"ใครจะรู้ล่ะว่าในความขัดแย้งระหว่างด้านในของคนกับสัตว์บนเรือนั้น วันหนึ่งมันอาจจะมาถึงโลกของเราจริงๆ และเราพร้อมหรือยังที่จะรับมือแบบนั้น life of Pi นี่คือทฤษฏีดาร์วิน เลยนะ มันสะท้อนลึก ไม่ใช่แค่หนังที่เล่นผ่านๆ กับความขัดแย้ง"

มีการตั้งข้อสังเกตว่า หนังที่ชิงออสการ์ทุกๆ ปีมักจะมีหนังหลายๆ แบบ แต่ปีนี้มันน่าสนใจว่า เนื้อหาแต่ละเรื่องเข้มข้นจนถึงขั้นหนักหน่วง เพราะไปอยู่ในพื้นที่ของความขัดแย้งทั้งหมด

"ถ้าพินิจพิจารณาดีๆ จากหนังทั้ง 9 เรื่อง เราจะเห็นจุดร่วมหนึ่งนั่นคือ เสรีภาพ สงครามและความขัดแย้ง” มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์หนังบ้านเรา พยายามจะโฟกัส

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นหลัง ถามว่าการที่หนังชิงออสการ์มันช่วยสะท้อนมุมนี้ มันบอกอะไรกับเราหรือ มันบอกว่า โลกของเราทุกวันนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไปสู่โลกยุคใหม่ ผ่านการต่อสู้แบบซ่อนรูป ไม่ใช่การต่อสู้แบบแบนยุคเก่าที่เห็นตัวเห็นตนกัน ตรงที่การต่อสู้แบบหลบซ่อน ไม่รู้ว่าใครทำนั้น นี่แหละ มันผ่านภาพของการลองก่อการร้าย วินาศกรรม และไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายวางแผน ผมว่านะ ความขัดแย้งที่อัดแน่นอยู่ในหนังออสการ์ 9 เรื่อง มันให้ความคิดหนึ่งว่า เราอยู่ในยุคที่ศัตรูมองไม่เห็น การกระทำบางอย่างเป็นพวกมือที่มองไม่เห็น แต่เราก็จะต้องอยู่ในสังคมนี้ต่อไป"

เขาเล่าว่า ความขัดแย้งในหนังชิงออสการ์นี่มีหลายระดับ

"ยกตัวอย่างเช่น les miserables เราจะเห็นว่าบทของ รัสเซลส์ โครว์ นั้น บอกชัดเจนถึงอะไรบางอย่าง เขาเป็นตัวแทนของกฎหมาย ของแบบแผนเก่า ของกฏกติกาที่ไม่สามารถจะประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งพบว่า ฝ่ายที่ตัวเองไล่ล่ามาตลอด ได้พลิกมาเป็นผู้ไล่ล่าตัวเขาเสียเองทางจิตใจ มันทำให้เขาไม่สามารถจะรับมือกับภาวะแบบนี้ได้ จึงต้องจัดสินใจขั้นรุนแรงปลิดชีวิต ซึ่งมันก็คือผลจากความขัดแย้งทางจิตใจ"

หลังจากวันที่ 11 กันยายน 2001 มีการตั้งข้อสังเกตว่า หนังฮอลลีวู้ดเปลี่ยนแนวทางเนื้อไปด้วย จริงจังขึ้น เพ้อฝันน้อยลง

"การมองหนังออสการ์ที่ชิงทั้ง 9 เรื่องนั้น โดยส่วนตัวผมว่ามันทำให้เราเห็นว่าจากเหตุการณ์ต่างๆ นั้น ยุคของโรแมนติคคงจบลง และยุคที่จะเข้ามาแทนที่ก็คือ ยุคสัจนิยม(Realism) คือความจริงจะเข้ามาแทนที่ โดยมีม่านมายาคติให้เราได้นึกว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว การฆ่าฝ่ายตรงข้ามลงได้นั้น มันคือจบปัญหาได้จริงๆ หรือไม่" มโนธรรม บอก

"ในหลายปัญหาของโลกนั้น อเมริกามีภาวะเป็นตัวกลาง มีการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในฐานะใดฐานะหนึ่ง น่าสนใจนะว่า ถ้าเรามองออสการ์ปีนี้ว่ามันเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ออสการ์ในอดีตมันเป็นเรื่องของอะไร ในทศวรรษที่ 80 นั้น ออสการ์พยายามจะรื้อฟื้นคุณค่าของสถาบันครอบครัว หนังอย่าง ordinary people ได้รางวัล ผมคิดว่าอเมริกาก่อนยุค 80 นี่มันผ่านการแตกหักมาจากหลายเหตุการณ์นะ สงครามเวียดนาม การเมืองและการหย่าร้าง อันหลังนี่มันมีหนังหลายเรื่องที่สะท้อนการร่วมกันอย่างผาสุกของพ่อแม่ลูกนั้น ไม่มี การเสียดสีทางปัจเจกมันรุนแรง"

ถึงตรงนี้แล้ว ออสการ์ 2013 ไม่ว่าเรื่องใดจะชนะสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ออสการ์สอนให้เราตระะหนักถึงอะไร

"ตระหนักถึงความจริงและมายาคติครับ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่มีน้ำหนักน่าสนใจก็คือ เสรีภาพ ซึ่งมองเห็นจากหนังหลายเรื่องของออสการ์ปีนี้ ทีมสร้างหนังจะช่วยตัวประกันใน Argo เสรีภาพทาสใน Lincoln นักโทษทางจิตวิญญาณใน Django Unchained และการตามล่าใน Les Miserables โดยยังไม่นับเสรีภาพกลางทะเลใน life of pi ที่ไม่รู้ว่ามีจริงมั้ย เพราะดันไปอยู่กลางทะเลกับเสือ บางทีความขัดแย้งก็ดี หรือเสรีภาพก็ดีนั้น บางทีก็เป็นมายาคติแบบหนึ่ง หรือการสร้างความขัดแย้งเพื่อไปสู่อะไร ก็เป็นมายาคติแบบหนึ่ง

"ไม่ต่างจากที่ "มายา" ใน zero dark thirty ก็ตั้งคำถามให้กับตัวเองในตอนท้าย ชนะแล้วอย่างไร ภารกิจสิ้นสุดแล้ว จะไปอย่างไรต่อ ฮอลลีวู้ดกับเราก็ต้องถามตัวเองด้วย"