จากบทเพลง Shanghai Nights เวอร์ชั่นปี 2013 ในอัลบั้ม Somewhere I Belong ของ คาเรน ม็อก ทำให้ผมต้องไปค้นเพลงเดียวกันนี้
ในเวอร์ชั่นเก่าของ โจว เสวียน (Zhou Xuan 1918-1957) แห่งยุคโฟร์ตีส์ มาฟังอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง กับการเดินทางของยุคสมัยตลอดช่วงเวลาอันยาวนานกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา
ดูเหมือนว่า แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในยุคสมัยที่จีนกำลังกำหนดทิศทางความเป็นไปของโลก แต่ราตรีในเซี่ยงไฮ้นั้นเหมือนเดิม ยังเป็นราตรีอันยาวนาน ที่เต็มไปด้วยแสงสี เสียงเพลง เมรัย และนารี
"Shanghai Nights Shanghai Nights
You're a city that never sleeps
The pretty lights come on The music sounds
Singing and dancing in peace and harmony
One only sees her, smiling in welcome
Who could have known she was feeling dejected on the inside"
ในด้านดนตรี ผมคิดว่า คาเรน ม็อก เข้าใจเลือกสรรบทเพลงที่เป็นตัวแทนของยุคสมัย เพลงนี้เป็นต้นแบบของเพลงแมนดารินป๊อปยุคแรกๆ (mandopop) ที่เริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีสากลมาใช้ในเพลงร้องของจีน ในเวลาเดียวกัน อาจจะเรียกได้ว่า เป็นเพลงในแบบ Shidaiqu ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเพลงจีน เพลงยุโรป และกลิ่นอายของแจ๊ส ที่มีต้นกำเนิดในนครเซี่ยงไฮ้ช่วงทศวรรษ 1930s เพียงแต่ในเวอร์ชั่นใหม่ คาเรน ถ่ายทอดเสียงร้องของเธอให้นุ่มนวลเยือกเย็นลง ราวกับอาการสงบนิ่งเพื่อพิจารณาความเป็นไปเสียมากกว่า
เหนืออื่นใด เพลงนี้พูดถึงเซี่ยงไฮ้ บันทึกเสียงที่เซี่ยงไฮ้ แถมยังมีงานเปิดตัวอัลบั้มที่เซี่ยงไฮ้อีกด้วย
ท่ามกลางมรสุมแห่งความเปลี่ยนแปลง เซี่ยงไฮ้ในวันนี้เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของจีน และน่าจะติดอันดับโลกแล้วด้วยซ้ำ คนหนุ่มสาวในจีนล้วนแต่ใฝ่ฝันจะเดินทางมายังนครแห่งความฝันนี้ เพื่อหาโอกาสในชีวิต ทำงานสร้างตัวสร้างฐานะ โดยอาศัยพื้นฐานอันแข็งแกร่งแต่เดิม จากการเป็นเมืองที่เติบโตขึ้นจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ในนามของการพัฒนา ขณะที่ เราพร้อมจะทุบอาคารเก่าเกือบทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่ความเป็นไปนี้ดูจะตรงกันข้ามกับนครเซี่ยงไฮ้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อนโยบายอนุรักษ์อาคารเก่าของที่นี่ค่อนข้างชัดเจน เป็นรูปธรรม แถมยังมีการติดป้าย "อาคารมรดก" ให้เห็นเด่นชัด ทำให้ย่านเมืองเก่าคงความงดงาม สง่างาม บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่มีแบบฉบับเฉพาะตัวมาตั้งแต่ครั้งอดีต
พื้นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่บ่งบอกถึงร่องรอยอันยิ่งใหญ่แต่ดั้งเดิม คงหนีไม่พ้นย่านหาดไวทั่น หรือที่เรียกกันว่า เดอะ บันด์ (The Bund) ที่มีอาคารเก่าแก่แสดงออกถึงสถาปัตยกรรมในสกุลต่างๆ มากมาย ตลอดความยาวเกือบ 2 กิโลเมตรของชายหาดที่เคยเป็นฉากในภาพยนตร์ซีรีส์ "เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้" มาแล้ว
เมื่อมองจากฝั่งเมืองเก่า (ผู่ซี) ไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำหวงผู่ หรือ Pearl River เราจะมองเห็นหอไข่มุก หรือ Pearl Tower ตั้งตระหง่านอยู่ในย่านผู่ตง นับเป็นทิวทัศน์หนึ่งเดียว ที่ไม่มีแผ่นดินใดมาเสมอเหมือน แม้จวบยามตีสาม ก็ยังมีผู้คนทยอยกันมาตากลมหนาว เพื่อชมความงดงามของแสงสียามราตรี ราวกับปรารถนาจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้นานที่สุด
จากชายหาดไวทั่นทางฝั่งเมืองเก่า ใกล้ต้นถนนนางจิง มีบาร์ชื่อดัง The Rouge ตั้งอยู่บนชั้นบนสุุดของอาคารที่เนืองแน่นไปด้วยนักเที่ยว ขณะที่ถัดออกไปทางใต้ไม่กี่ร้อยเมตร มีร้านอาหารและไวน์ House of Roosevelt ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 8 ของอาคาร ณ ที่นี้ คุณสามารถนั่งจิบไวน์ เพื่อชมบรรยากาศโดยภาพรวมได้อย่างงดงามไม่แพ้กัน
ยามค่ำคืนบนถนนสายนานจิง คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนืองแน่น บางคนเดินออกมาร้องเพลงกับเครื่องขยายเสียงราคาถูก หลายคนตัดสินใจโชว์สเต็ปกับบทเพลงลีลาศ ท่ามกลางสายตาของสาธารณชนที่ล้อมวงแบบ "จีนมุง" หลายคนเลือกหาร้านอาหารที่มีให้แวะชิมมากมาย ขณะที่บางคนเดินตัวเบา หลังจากการช็อปสินค้าแบรนด์หรู ที่มีป้ายไฟเชิญชวนอยู่ตลอดสองข้างทาง ในเวลาเดียวกัน ยังมีกระทาชายคอยตาจับมองหาแขก เพื่อเสนอบริการพิเศษ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ดูจะมีอยู่ในทุกถิ่นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศคอมมิวนิสต์
ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือชะตากรรมของหญิงสาวชาวจีนที่ต่างระหกระเหินมายังนครแห่งนี้ หลายคนอาจลงเอยเช่นเดียวกันกับชะตากรรมของตัวละครในหนังเรื่อง The Goddesss (1934) ที่นำแสดงโดย หรวนหลิงอี้ว์ แต่หลายคนในเวลานี้ แปรสภาพไปเป็นพนักงานต้อนรับสาวสวยในคลับสุดหรู ที่แต่ละนางต่างมีไอโฟน 5 รุ่นล่าสุดเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
ไม่น่าเชื่อว่า Shanghai Nights ยังทำหน้าที่บอกเล่าความเป็นไปของโลกวัตถุนิยมในนครที่มีตึกสูงระฟ้าได้อย่างสัตย์ซื่อจริงๆ
Song : Shanghai Nights
Artists : Zhou Xuan , Karen Mok
Place : Shanghai
Time Zone : UCT +8
Population : over 23 million (2010 - municipality)
Country : People's Republic of China





