ฮา วิน โท เป็นนักการศึกษาทางเลือกที่ช่วยเหลือเด็กๆ พิการในเวียดนามให้มีการศึกษาและรู้จักการใช้ชีวิตพอเพียง
โอกาสที่ใครจะทำเพื่อเด็กพิการให้มีการศึกษาและพึ่งพาตนเองได้ คงมีน้อยมาก แต่สำหรับนักการศึกษาคนนี้ใช้ทั้งชีวิตเรียนรู้เรื่องการศึกษาในระบบและนอกระบบตามแนววอลดอร์ฟ รวมถึงพุทธศาสนา และความพอเพียง ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามแบบฉบับของภูฎาน
ฮา วิน โท เป็นที่รู้จักในแวดวงการศึกษาทางเลือก เขาเป็นลูกครึ่งเวียดนามและฝรั่งเศส เคยทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายฝึกอบรมกาชาดสากล ต้องเดินทางไปประเทศต่างๆ ที่มีสงครามกว่า 7 ปี สิ่งที่เขาทำ จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลของสงคราม เพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ผู้คน
สำหรับ ฮา วิน โทแล้ว นั่นไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาสังคม เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราไม่เริ่มต้นที่การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การศึกษาก็ต้องมีรูปแบบผสมผสานเพื่อพัฒนามนุษย์ โดยเน้นหลักเหตุผลตามแนววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และพุทธศาสนา เพราะเขาเองก็ปฎิบัติธรรมตามแนวพุทธสายมหายานจากหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ นอกจากนี้เขายังเคยเป็นครูสอนยูริทมี่ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อยู่พักหนึ่ง
ตอนที่เขากลับมาประเทศบ้านเกิดที่เวียดนาม เขาพยายามหาเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กพิการ และเมื่อ 20 ปีที่แล้วเขาได้ตั้งโรงเรียน โดยใช้ชื่อ Peaceful bamboo family หนึ่งในโครงการของ EUASIA FOUNDATION AND ASSOCIATION เขาดำรงตำแหน่งประธาน และภรรยา Lisi Ha Vinh เป็นผู้อำนวยการ
งานอีกส่วน เขาเป็น Program Coordinator ที่ศูนย์ความสุขมวลรวมประชาชาติ ในประเทศภูฎาน (Gross National Happiness Centre ) เพราะอยากรู้ว่า ทำไมประเทศนี้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและมีความสุข
"ผมเคยไปเดียนเบียนฟู ซึ่งตอนนั้นมีสงครามระหว่างชนเผ่า เป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ผมก็เลยคิดว่า แนวทางพอเพียงแบบภูฏานน่าสนใจ เพราะเป็นรูปแบบที่ทำกันทั้งประเทศ" ฮา วิน โท เล่าถึงภูฎาน และบอกถึงเหตุผลที่ทำให้ประเทศนี้น่าอยู่
"พวกเขามีความพอเพียง สามารถรักษาระบบนิเวศ รักษาป่าไว้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ พวกเขาประสบความสำเร็จเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ป่ายังคงรักษาไว้ 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เท่าที่ผมสัมผัส สุขภาพของประชาชนดีมาก อากาศดีไม่ค่อยมีสารพิษ พวกเขายังใช้การแพทย์แบบดั้งเดิมและการแพทย์แบบตะวันตกรักษาคน คนที่นั่นเมื่อป่วยไปโรงพยาบาลรักษาฟรี ส่วนในเรื่องการศึกษา จากที่ต้องเรียนในวัด ไม่มีโรงเรียนเลย ตอนนี้ประชาชนมีโรงเรียน เห็นได้ชัดว่า การทำเรื่องความสุขมวลรวมที่นี่เป็นรูปธรรมที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นทางเลือกที่คนในโลกควรเดินไปในทิศทางนี้ "
นั่นเป็นสิ่้งที่ ฮา วิน โท ได้สัมผัสและคิดว่าสิ่งเหล่านี้ คงนำมาใช้กับชีวิตและการพัฒนาสังคมได้ หลังสงครามเวียดนาม เขาเปิดโรงเรียนเพื่อช่วยเด็กพิการในประเทศเวียดนาม เนื่องจากเด็กๆ จำนวนมากพิการเพราะได้รับผลกระทบจากฝนเหลืองในสงคราม
"เราก็ทำโรงเรียนทางเลือกเพื่อเด็กพิการได้เรียนหนังสือ เป็นตัวอย่างในสังคมเวียดนาม อยากให้ขยายไปยังหมู่บ้านเล็กๆ เพื่อช่วยเด็กๆ ที่ผมสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะตอนนั้นเวียดนามมีปัญหามาก ครูคนหนึ่งต้องดูแลเด็กกว่าห้าสิบคน และมีเด็กพิการหลายแบบ เราก็ทำห้องพิเศษให้เด็กๆ ตอนหลังจึงแยกออกมาเป็นโรงเรียนเพื่อเด็กพิการ "
ฮา วิน โท ทำให้เด็กพิการได้มีการศึกษาและพัฒนาตัวเอง สามารถพึ่งพิงตนเองได้ระดับหนึ่ง โดยการช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมของเด็กพิการ ให้ทุนการศึกษาเด็กพิเศษผู้กำพร้า , สร้างชั้นเรียนเพื่อฝึกฝนทักษะการดำรงชีวิตในกรุงโฮจิมินท์สำหรับเด็กพิเศษ ให้ทุนการศึกษากับครูการศึกษาพิเศษไปศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ โดยปัจจุบัน Peaceful bamboo family มีเด็กพิการกว่า 40 คน
เขาเล่าถึงสิ่งที่ทำด้วยใจรักว่า โรงเรียนสำหรับเด็กพิการเหล่านี้ นอกจากพวกเขาจะได้รับการศึกษาในแบบตะวันตกแล้ว ยังนำแนวคิดวอลดอร์ฟมาผสมผสาน เพราะตัวเขามีโอกาสเรียนการศึกษาแนวนี้และเคยเป็นครูมาก่อน ผสมผสานกับแนวทางพุทธที่ได้เรียนรู้จากท่านติช นัท ฮันห์ ซึ่งแนวทางหลังเขาใช้ในการอบรมพ่อแม่และครู เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต
"ท่านติช นัท ฮันห์ ก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งเราก็นำแนวทางนี้มาฝึกอบรมครูด้วย" ฮา วิน โท เล่าถึงงานการศึกษา โดยเขาตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อหาเงินสนับสนุนในสวิสเซอร์แลนด์
เมื่อถามว่า การศึกษาในแนวทางของเขาที่บอกว่า เน้นธรรมชาติ พุทธศาสนา และการศึกษาแบบตะวันตก เป็นอย่างไร เขาอธิบายว่า นำแนวทางวิทยาศาสตร์ หลักเหตุและผลมาใช้ เป็นพื้นฐานในการศึกษา ส่วนหลักการวอลดอร์ฟ เป็นแนวทางการศึกษาที่เข้าใจหลักการพัฒนาเด็กแต่ละช่วงวัย
"แนววอลดอร์ฟ เป็นหลักการที่เข้าถึงเด็กทุกช่วงวัยเพื่อให้เรารู้ว่า เด็กแต่ละช่วงวัยต้องการอะไร และควรเรียนรู้ด้านไหน ที่นี่จึงไม่ใช่แค่การฝึกให้เป็นปัญญาชนอย่างเดียว แต่พวกเขาจะมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งสำคัญมาก ส่วนหลักการพุทธศาสนาตามแนวติช นัท ฮันห์ เป็นการทำความเข้าใจตัวเอง และสำคัญมากในการพัฒนาครู เพราะตัวครูเป็นยังไง เด็กก็จะเป็นอย่างนั้น ในโลกสมัยใหม่ สิ่งสำคัญก็คือ การฝึกจิตขัดเกลาตัวเองให้ได้ก่อน เพราะแนวทางพุทธมีความชัดเจนในการพัฒนาจิต"
ระดับความพิการของเด็กๆ แม้จะมีปัญหาต่อการเรียนรู้ แต่การศึกษาก็จัดให้พวกเขาเรียนรู้ตามศักยภาพ ฮา วิน โท บอกว่า บางคนสามารถร่ำเรียนต่อในระดับสูง มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ แต่เด็กพิการอีกส่วนก็ต้องอยู่ที่นี่ฝึกฝนอาชีพ และเรียนหนังสือ
"ที่นี่เป็นองค์กรต้นแบบเพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ ในเวียดนามได้เรียนรู้และลองทำตาม เพราะเด็กๆ ในศูนย์ของชุมชนต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน บางครั้งเราพาออกไปนอกสถานที่สัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้วัฒนธรรม" ฮา วิน โท เล่าถึง Peaceful bamboo family ซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปจากเดิม
"เมื่อยี่สิบปีก่อนมีความเชื่อผิดๆ ครูบางคนในเวียดนามไม่กล้าสอนเด็กพิการ เพราะเชื่อว่า ถ้ามีลูกแล้วจะพิการไปด้วย เป็นความเชื่อที่ไม่มีพื้นฐานของเหตุและผล ซึ่งผมก็พยายามทำให้เห็นว่า คนพิการสามารถทำอะไรได้บ้าง เราพยายามให้เด็กพิการและเด็กปกติเรียนในโรงเรียนเดียวกันได้ นอกจากนี้เรายังให้คนพิการทำการเกษตรออแกนิค ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสังคมเวียดนาม เพื่อให้เห็นว่า คนพิการก็ให้อะไรต่อสังคมได้เหมือนกัน"
ฟาร์มออแกนิคที่เขาเล่าให้ฟัง มาจากน้ำพักน้ำแรงของนักเรียนบกพร่องทางร่างกายและสมอง โดยการปลูกผัก ผลไม้ แม้กระทั่งเด็กที่มีพัฒนาการสมองเชื่องช้า ก็สามารถทำได้ เขาบอกว่า ก็มีคนสอนเรื่องการเกษตร ปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตรสามารถเลี้ยงคนในศูนย์ และที่เหลือทำเป็นแยม ไอศกรีมออกจำหน่าย ในลักษณะธุรกิจเพื่อสังคม
"ในเวียดนามมีผลไม้เยอะ และผมสังเกตเห็นว่า ในโรงแรมก็มักจะเสิรฟแยมนำเข้าจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวก็คงอยากกินแยมในท้องถิ่นบ้าง ซึ่งเราก็ทำส่งตามโรงแรม โดยใช้ชื่อ Peaceful bamboo family" ฮา วิน โท เล่า เพราะมั่นใจว่า การศึกษาคือประตูสู่อนาคต
"การศึกษาในระบบเวียดนามเปลี่ยนแปลงได้ยาก การศึกษาทางเลือกที่เราทำเป็นตัวอย่างในสังคม ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้แนวทางพุทธด้วย ซึ่งสำคัญต่อชีวิต" ฮา วิน โท เล่า เพราะก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไปที่เกิดมานับถือพุทธ แต่ไม่ค่อยสนใจ จนเมื่ออายุ 18-19 ปีเขามีโอกาสเรียนรู้พุทธศาสนาสายทิเบต เพราะครอบครัวลี้ภัยไปอยู่เมืองนอก
"เมื่อมีโอกาสไปอินเดียได้พบลามะชาวทิเบต จึงได้เรียนรู้พุทธศาสนา ก่อนหน้านี้ผมเคยสนใจว่า ตายแล้ว...ไปไหน พุทธสอนเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ ผมพบว่า การฝึกสมาธิเป็นจุดสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต สิ่งที่ผมสนใจคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ตอนที่ผมเจอท่านติช นัท ฮันห์ เมื่อได้ฟังท่านพูด รู้สึกว่าคำพูดสัมผัสใจผมได้ จนผมนำมาใช้พัฒนาครู"
เมื่อถามถึงการเปลี่่ยนแปลงการศึกษาในเวียดนาม ฮา วิน โท บอกว่า เวียดนามปกครองด้วยพรรคเดียว จึงยากในการพัฒนาเรื่องการศึกษา แต่สิ่งที่ทำได้คือ การจุดประกายการศึกษาทางเลือกในเวียดนาม ค่อยๆ ทำค่อยๆ ขยายตัว
"เพราะคนส่วนใหญ่ก็คิดแค่ว่าอยากจะรวย ทำให้ทุนนิยมเต็มรูปแบบโตขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความสุขมวลรวมกับทุนนิยมจึงอยู่คนละเส้นทางกัน เหมือนต่อสู้กัน แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมระบบใหญ่ได้ จึงต้องค่อยๆ เปลี่่ยนจากตัวเองก่อน"





