อายุ 50 ปี ก็ไม่สายที่จะเริ่มอาชีพใหม่! เปิดเรื่องราวผู้ก่อตั้งแบรนด์ขนม Doughlicious แม้อายุใกล้เกษียณ เคยเป็นมะเร็ง แต่ลุยทำงานวันละ 20 ชม. สร้างรายได้แตะ 7 ล้านปอนด์
KEY POINTS
- แคทรีน บริคเคน เริ่มต้นธุรกิจคุกกี้โดว์ Doughlicious ในวัย 50 ปี จากการทำขนมที่บ้าน แต่สามารถเติบโตจนสร้างรายได้ประมาณ 316 ล้านบาท
- เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานหนักถึงวันละ 20 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูก 3 คน และการต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม
- ปัจจุบัน Doughlicious เติบโตเป็นแบรนด์ขนมที่ผลิตสินค้ามากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์ และวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก
ใครว่าคนทำงานวัย 50+ ต้องเริ่มคิดถึงการเกษียณ? นั่นไม่จริงเสมอไป เพราะสำหรับ แคทรีน บริคเคน (Kathryn Bricken) แล้ว เธอเลือกเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของตัวเองในวัย 50 ปี จากการทำคุกกี้โดว์ในครัวที่บ้าน จนเติบโตสู่แบรนด์ Doughlicious ที่สร้างรายได้ 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 316 ล้านบาท) ในปี 2024 และผลิตขนมมากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์ เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานหนักถึงวันละ 20 ชั่วโมง ควบคู่กับการเลี้ยงลูก 3 คน และการต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม
ในวันที่หลายคนเริ่มมองหาความมั่นคงหรือวางแผนเกษียณเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี แคทรีน บริคเคน กลับเลือกเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอย่างจริงจัง โดยนำความหลงใหลในอาหารมาต่อยอดเป็น Doughlicious แบรนด์ขนมหวานที่เติบโตจนมีมูลค่าธุรกิจหลายล้านดอลลาร์
เส้นทางของเธอไม่ได้เริ่มจากการมีโรงงานขนาดใหญ่หรือเงินทุนมหาศาล แต่เริ่มจากการมองเห็นโอกาสในตลาด และลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่เตรียมส่วนผสม ปั้นคุกกี้โดว์ บรรจุสินค้า ไปจนถึงจัดส่งให้ลูกค้า
ปัจจุบัน Doughlicious เติบโตเป็นแบรนด์ขนมแช่แข็งที่มีมูลค่าธุรกิจมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 338 ล้านบาท) ตามข้อมูลจาก Money.co.uk ในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมขยายตลาดในสหรัฐฯ และได้รับเงินลงทุนเพิ่มเติมในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโต เธอเคยทำงานอย่างหนักแทบไม่ได้นอน เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญทั้งความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ภาระครอบครัว และปัญหาสุขภาพครั้งใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต
จากงานการเมือง ล็อบบี้ยิสต์ สู่เจ้าของธุรกิจขนม
ก่อนจะมาเป็นผู้ก่อตั้ง Doughlicious บริคเคนเคยทำงานในแวดวงการเมืองและธุรกิจในสหรัฐฯ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยด้านงานนิติบัญญัติบนแคปิตอลฮิลล์ ก่อนทำงานด้านนโยบายสุขภาพร่วมกับวุฒิสมาชิก และต่อมาเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้กับสมาคมประกันสุขภาพแห่งอเมริกา
แม้เส้นทางอาชีพในช่วงแรกจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารโดยตรง แต่เธอหลงใหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าครัวกับแม่ รวมถึงประสบการณ์ทำงานในร้านขายของชำ Publix
จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ประกอบการเกิดขึ้นหลังเธอตั้งครรภ์ลูกแฝด และมีลูกอีกคนตามมาในเวลาไม่นาน เมื่อมีลูกเล็กถึงสามคนอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เธอจึงต้องหางานที่สามารถทำได้ในช่วงที่ลูกหลับ เพื่อให้มีรายได้ควบคู่กับการเลี้ยงลูก
เธอเริ่มทำเค้กและคุกกี้ตกแต่งตามสั่ง โดยตั้งใจให้ขนมมีทั้งรูปลักษณ์สวยงาม รสชาติอร่อย และมีส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แต่การเริ่มต้นธุรกิจในช่วงที่ต้องดูแลลูกเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเคยทำขนมจนถึงตี 4 ก่อนตื่นขึ้นมาเป็นแม่ในเวลา 7 โมงเช้า
ต่อมาในปี 2008 ครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่ลอนดอน ที่นั่นเธอสังเกตเห็นความแตกต่างของตลาดขนมในอังกฤษ ซึ่งมีบิสกิตเป็นที่นิยม แต่ยังมีคุกกี้สไตล์อเมริกันที่เนื้อสัมผัสนุ่มและหนึบ รวมถึงคุกกี้โดว์แบบที่เธอคุ้นเคยอยู่ไม่มากนัก
สิ่งที่เธอสังเกตเห็นกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะเธอมองเห็นความต้องการที่ตลาดยังตอบสนองได้ไม่เต็มที่ ก่อนต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่ Doughlicious แบรนด์ขนมที่นำเสนอคุกกี้โดว์และขนมเจลาโตไบต์
ทำงานวันละ 20 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจเติบโต
ในช่วงแรก บริคเคนลงมือทำแทบทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว เธอต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายอย่างมาก โดยเคยทำงานถึงวันละ 20 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า
ความทุ่มเทดังกล่าวส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างหนัก การจับและยกชามผสมวัตถุดิบซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทำให้กระดูกอ่อนบริเวณข้อนิ้วหัวแม่มือเสียหาย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดและเปลี่ยนข้อในที่สุด แต่สิ่งที่หนักหนากว่านั้นเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2019 เมื่อเธอพบก้อนเนื้อที่เต้านม และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น "มะเร็งเต้านมระยะที่ 1"
แม้ต้องเข้ารับการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกและฉายรังสี บริคเคนก็ยังคงบริหารธุรกิจต่อไป เธอเล่าว่าการมี Doughlicious เป็นเป้าหมายให้มุ่งไปข้างหน้าช่วยให้เธอไม่จดจ่ออยู่กับความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดมากเกินไป เพราะยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ ปัจจุบันเธอผ่านพ้นโรคมะเร็งมาแล้ว 5 ปี และธุรกิจที่เธอพยายามประคับประคองก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างมาก
แบรนด์โตแรง ยอดขายพุ่ง! ผลิตขนมมากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์
แคทรีน บริคเคน เล่าในรายการ The Kara Goldin Showว่า เธอเริ่มต้นสร้างธุรกิจ Doughlicious ในวัย 50 ปี หลังทดลองพัฒนาสูตรคุกกี้โดว์มาตั้งแต่ปี 2014 ก่อนเปิดตัวแบรนด์อย่างจริงจังในปี 2017 วันนี้ Doughlicious เติบโตจากธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นในโรงรถ จนกลายเป็นแบรนด์ขนมหวานที่ผลิตคุกกี้โดว์และเจลาโตไบต์มากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์
ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์วางจำหน่ายในร้านค้าหลายพันแห่ง ทั้ง Tesco, Morrisons, Whole Foods Market และ Ocado ในสหราชอาณาจักร รวมถึง Target และ Whole Foods ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ธุรกิจยังขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ซาอุดีอาระเบีย และสวิตเซอร์แลนด์
จากเดิมที่เธอต้องผสมวัตถุดิบ ปั้นขนม บรรจุ และจัดส่งสินค้าเองแทบทุกชิ้น ปัจจุบันบริคเคนเป็นผู้นำทีมงานประมาณ 50 คน เพื่อดูแลการดำเนินธุรกิจในระดับที่ใหญ่ขึ้น
การเติบโตนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากผู้ประกอบการที่ลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไปสู่การสร้างระบบและทีมงานที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้มากกว่าขีดความสามารถของคนเพียงคนเดียว
อายุ 50 ปีแล้ว แต่เจ้าของแบรนด์ Doughlicious ยังทำงานแทบทุกวัน
แม้ Doughlicious จะเติบโตจนมีทีมงานและช่องทางจำหน่ายจำนวนมาก แต่บริคเคนยังคงมีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการบริหารธุรกิจ และยอมรับว่าการรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องยาก
วันทำงานของเธอเริ่มตั้งแต่เวลา 6.40 น. ด้วยการเช็กอีเมล จากนั้นจึงพาสุนัขไปเดินเล่นพร้อมดื่มกาแฟ ก่อนเดินทางไปสำนักงานในเวลาประมาณ 8.30 น. และมักกลับออกจากที่ทำงานในช่วง 19.30-20.00 น.
ส่วนวันหยุดพักผ่อน เธอแทบไม่เคยหยุดงานอย่างเต็มที่ แม้จะเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวประมาณหนึ่งสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน เธอก็ยังใช้เวลาช่วงเช้าทำงาน ก่อนแบ่งเวลาบางส่วนในช่วงบ่ายให้กับการพักผ่อน
สำหรับเธอ การเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจหมายถึงความรับผิดชอบที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดเวลา และแม้จะพยายามสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน แต่การตัดขาดจากงานในวันธรรมดายังคงเป็นเรื่องยาก เธอจึงพยายามเว้นวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างน้อยหนึ่งวันเพื่อพักจากงานให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เธอยังหาวิธีผ่อนคลายจากการทำงานด้วยการพาสุนัขไปเดินเล่นหลังเลิกงาน เพราะช่วยให้ได้ขยับร่างกายและทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
ความสำเร็จไม่ได้มีแค่การเติบโตของธุรกิจ
เรื่องราวของบริคเคนสะท้อนให้เห็นว่า การเริ่มต้นธุรกิจในวัย 50 ปีไม่ได้หมายความว่าสายเกินไปสำหรับการสร้างสิ่งใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประสบการณ์ชีวิต ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองชอบ และความสามารถในการมองเห็นโอกาสที่ตลาดยังขาดอยู่
จากผู้หญิงที่เริ่มทำขนมเพื่อหารายได้ระหว่างเลี้ยงลูก เธอสามารถต่อยอดความหลงใหลให้กลายเป็นธุรกิจที่ขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้ แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรค ตั้งแต่การทำงานหนักจนร่างกายบาดเจ็บ ไปจนถึงการรักษามะเร็งเต้านมระหว่างบริหารบริษัท
แต่เรื่องราวนี้ก็มีอีกด้านที่น่าคิด เพราะแม้ธุรกิจจะประสบความสำเร็จและมีทีมงานช่วยดูแลการผลิตแล้ว การทำงานของผู้ก่อตั้งก็ยังแทบไม่หยุดพัก และการใช้เวลาว่างจากงานอย่างเต็มที่ยังคงเป็นความท้าทาย
ท้ายที่สุด บทเรียนจากบริคเคนจึงไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าอายุ 50 ยังสามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ แต่ยังชวนให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนอาจต้องอาศัยทั้งความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจ และการหาจังหวะให้ตัวเองได้พักผ่อนระหว่างทางด้วย
อ้างอิง: Fortune, Doughlicious





