จากอดีตพนักงานประจำที่เคยเปลี่ยนงานทุก 6 เดือน จนเงินเดือนแตะ 90,000 ดอลลาร์ต่อปี สู่โค้ชเจรจาต่อรองเงินเดือน อาชีพใหม่สุดจึ้ง สอนวัยทำงานไม่ให้โดนกดค่าตัว
KEY POINTS
- ฮันนาห์ วิลเลียมส์ อดีตนักวิเคราะห์ข้อมูลผันตัวมาเป็นโค้ชสอนต่อรองเงินเดือน หลังมีประสบการณ์ตรงในการเปลี่ยนงานบ่อยครั้งจนทำให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- เธอสร้างแพลตฟอร์ม "Salary Transparent Street" โดยสัมภาษณ์ผู้คนตามท้องถนนเกี่ยวกับอาชีพและรายได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสด้านค่าจ้างและเป็นข้อมูลให้คนทำงาน
- วิลเลียมส์แนะนำให้ผู้สมัครงานศึกษาข้อมูลเงินเดือนในตลาดและสอบถามงบประมาณของบริษัทสำหรับตำแหน่งนั้นๆ ก่อนการเจรจา เพื่อไม่ให้พลาดรายได้ที่ควรจะได้รับ
- สำหรับพนักงานปัจจุบัน เธอแนะว่าไม่ควรรอขอขึ้นเงินเดือนตอนสิ้นปี แต่ควรนัดหมายหัวหน้าเพื่อพูดคุยเรื่องค่าตอบแทนล่วงหน้า เพราะงบประมาณมักถูกกำหนดไว้แล้ว
ถ้าการถามเงินเดือนคนอื่นถือเป็นเรื่องน่าอึดอัด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินเดือนปัจจุบันที่ได้มา เหมาะสมแล้วหรือว่าน้อยกว่าที่ควรจะได้? นี่คือคำถามที่ทำให้ "ฮันนาห์ วิลเลียมส์" (Hannah Williams) สาววัย 29 ปี ลาออกจากงานประจำที่ตนเองเคยได้เงินเดือนสูง มาทำอาชีพใหม่ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาเรื่องความโปร่งใสของค่าจ้างและการต่อรองเงินเดือน สอนวัยทำงานไม่ให้ถูกกดค่าตัว
ปัจจุบัน ฮันนาห์ วิลเลียมส์ เป็นผู้ก่อตั้งและพิธีกรของ Salary Transparent Street แพลตฟอร์มสื่อที่ออกไปถามคนทำงานตามท้องถนนว่า พวกเขาทำอาชีพอะไรและได้รับเงินเดือนเท่าไร เพื่อเปิดเผยข้อมูลที่คนส่วนใหญ่มักไม่กล้าพูดถึง โดยมีผู้ติดตามบน Instagram ราวๆ 1 ล้านคน และ TikTok อีกประมาณ 1.5 ล้านคน
แต่ก่อนจะมาช่วยให้คนอื่นรู้จักเรียกเงินเดือนอย่างเหมาะสม เธอเองก็เคยเป็นคนทำงานประจำในสายงาน Data Analyst ที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรได้เงินเท่าไร และเธอได้เรียนรู้ว่าต่อให้มีผลงานดีแค่ไหน หากไม่รู้มูลค่าของงานในตลาดและไม่รู้วิธีต่อรอง ก็อาจพลาดรายได้ที่ควรได้รับไปหลายพันดอลลาร์
เปลี่ยนงานทุก 6 เดือน สู่เงินเดือน 90,000 ดอลลาร์ต่อปี ตั้งแต่วัย 23 ปี
Fortune รายงานว่า หลังเรียนจบจาก Georgetown University ในปี 2019 วิลเลียมส์เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการย้ายงานหลายครั้ง เพื่อเพิ่มทั้งประสบการณ์และรายได้
เธอเริ่มจากทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านการเพิ่มประสิทธิภาพงานขายในรัฐเวอร์จิเนียเป็นเวลา 2 เดือน ก่อนย้ายไปเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลระดับต้นที่ Artlin Consulting จากนั้น 8 เดือนต่อมา เธอเปลี่ยนไปทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ Booz Allen Hamilton บริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ และย้ายอีกครั้งไปเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลอาวุโสที่ Avantus Federal
ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี วิลเลียมส์ผ่านการเปลี่ยนงานมาแล้ว 4 แห่ง และมีรายได้ 90,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 3 ล้านบาทต่อปี) ขณะที่มีอายุเพียง 23 ปีในตอนนั้น ซึ่งเธอรู้สึกว่าแค่นี้ตัวเองมาได้ไกลมากแล้ว
แต่ความมั่นใจนั้นเริ่มสั่นคลอน เมื่อมีบริษัทจัดหางานติดต่อมาว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งอยากจ้างเธอโดยเสนอเงินเดือนสูงกว่าที่เดิมถึง 25,000 ดอลลาร์ต่อปี (คิดเป็นเงิน 115,000 ดอลลาร์ต่อปี) ทั้งที่เป็นตำแหน่งงานเดียวกัน
เธอจึงลองเจรจาขอขึ้นเงินเดือนกับนายจ้างปัจจุบัน (ยังไม่ได้รับงานใหม่ของอีกบริษัทเสนอมา) โดยเตรียมข้อมูลผลงานและตัวเลขความสำเร็จไปประกอบการพูดคุย แต่กลับพบว่า บริษัทปฏิเสธคำขอของเธอ ทำให้เธอตระหนักว่าการมีผลงานดีไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินเดือนเพิ่มตามที่ต้องการ
นายจ้างให้เหตุผลว่าเธอทำงานกับบริษัทมายังไม่ถึงหนึ่งปี จึงยังไม่มีสิทธิ์ขอขึ้นเงินเดือนตามที่เสนอ อีกทั้งการขอเพิ่ม 15,000 ดอลลาร์จากเงินเดือนเดิมยังเท่ากับการขึ้นเงินเดือนเกือบ 17% ขณะที่บริษัทมักปรับเงินเดือนให้พนักงานครั้งละประมาณ 3-5% เท่านั้น
เมื่อคำนวณแล้ว เธอพบว่าหากรอขึ้นเงินเดือนตามรอบปกติ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีรายได้เท่ากับที่บริษัทอื่นพร้อมจ่ายให้ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอเข้าใจว่า การทำงานให้ดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่รู้ว่าตลาดงานในสายอาชีพนั้นๆ ให้ค่าตอบแทนกับงานของเรามากแค่ไหน
จุดเปลี่ยนจากคนหางาน สู่คนที่เปิดเผยเงินเดือนให้คนทั้งโลกเห็น
ต่อมาเธอจึงเริ่มหางานใหม่ และระหว่างหางานใหม่ วิลเลียมส์เจอคำถามที่ผู้สมัครงานคุ้นเคยกันดี นั่นคือ “คุณคาดหวังเงินเดือนเท่าไร?” แต่ครั้งนี้เธอเลือกถามกลับว่า บริษัทตั้งงบเงินเดือนไว้สำหรับตำแหน่งนี้เท่าไร
คำตอบที่ได้รับคือ บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนได้สูงถึง 115,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่เธอเตรียมจะต่อรองไว้ถึง 10,000 ดอลลาร์ เธอรับข้อเสนอนั้นและเข้าทำงานเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลอาวุโสที่ Cathexis บริษัทรับจ้างดำเนินงานให้หน่วยงานภาครัฐ
การได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับตำแหน่งถือเป็นความสำเร็จ แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจเธอคือ หากไม่ถามถึงงบเงินเดือนของบริษัท เธออาจพลาดรายได้อีก 10,000 ดอลลาร์ไปโดยไม่รู้ตัว วิลเลียมส์จึงเริ่มตั้งคำถามว่า ยังมีคนทำงานอีกมากแค่ไหน? ที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ควร เพียงเพราะไม่รู้ว่าตำแหน่งของตัวเองมีมูลค่าเท่าไรในตลาด
เธอเลยออกมาบอกเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รับรู้ เริ่มจากโพสต์วิดีโอบน TikTok เปิดเผยรายได้และประสบการณ์การต่อรองเงินเดือนของตัวเอง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ก่อนต่อยอดเป็นแนวคิดในการออกไปถามคนทำงานตามท้องถนนว่า ทำอาชีพอะไรและได้เงินเดือนเท่าไร
หลังทำงานเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ Cathexis ได้ 7 เดือน เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อทำธุรกิจคอนเทนต์รายการ Salary Transparent Street อย่างเต็มตัว
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงช่องทางบนโซเชียลมีเดีย รายการดังกล่าวค่อย ๆ เติบโตเป็นธุรกิจสื่อที่เผยแพร่บทสัมภาษณ์เรื่องเงินเดือนหลายร้อยรายการ ตั้งแต่ช่างภาพ ผู้ช่วยนักวิจัย นางแบบ ไปจนถึงครูประถมศึกษา วิดีโอจำนวนมากมียอดเข้าชมหลายล้านครั้ง และเปิดโอกาสให้ผู้คนพูดคุยเรื่องเงินเดือน ช่องว่างรายได้ และการต่อรองค่าตอบแทนอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
อยากได้เงินเดือนดี ต้องต่อรองตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
จากประสบการณ์ของตัวเองและบทสัมภาษณ์คนทำงานหลายร้อยคน วิลเลียมส์พบข้อผิดพลาดสำคัญที่วัยทำงานหลายคนทำเหมือนกัน นั่นคือ ตอบรับข้อเสนองานก่อนรู้ว่า ตำแหน่งนั้นควรได้เงินเดือนเท่าไร
เธอมองว่าการต่อรองเงินเดือนให้ได้ตามมูลค่าของงานตั้งแต่วันแรก สำคัญกว่าการพยายามไล่ตามรายได้ให้ทันในภายหลัง เพราะคนที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือนต่ำกว่าตลาด มักต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อชดเชยส่วนต่างนั้นผ่านการขึ้นเงินเดือนประจำปี
ก่อนเซ็นสัญญารับงาน เธอจึงแนะนำให้ผู้สมัครศึกษาข้อมูลเงินเดือนของตำแหน่งเดียวกันในตลาด ตรวจสอบช่วงเงินเดือนที่บริษัทจ่าย รวมถึงพิจารณาสวัสดิการและผลตอบแทนอื่นๆ ไม่ควรดูเพียงตัวเลขเงินเดือนที่ปรากฏในข้อเสนอ
อีกเรื่องที่สำคัญคือ อย่ารอให้บริษัทเสนอเงินเดือนมาแล้วจึงค่อยเริ่มต่อรอง หากยังไม่รับข้อเสนออย่างเป็นทางการ ผู้สมัครควรใช้โอกาสนี้สอบถามงบประมาณเงินเดือนของตำแหน่ง เพื่อให้รู้ว่าบริษัทพร้อมจ่ายเท่าไร ก่อนกำหนดตัวเลขที่ตัวเองต้องการ
แม้การถามเรื่องเงินเดือนอาจทำให้รู้สึกอึดอัด แต่การไม่ถามอาจทำให้เสียโอกาสรับรายได้เพิ่มขึ้นหลายพันดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีงบประมาณสูงกว่าตัวเลขที่ผู้สมัครคิดไว้ตั้งแต่แรก
อยากขึ้นเงินเดือน อย่ารอจนถึงสิ้นปี
สำหรับคนที่ทำงานอยู่แล้วและต้องการขอขึ้นเงินเดือน วิลเลียมส์แนะนำว่า นอกจากการเก็บสะสมผลงานแล้ว จังหวะเวลาและการเตรียมตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน แทนที่จะเดินเข้าไปขอขึ้นเงินเดือนแบบกะทันหัน ควรแจ้งหัวหน้าล่วงหน้าว่าต้องการนัดพูดคุยเรื่องค่าตอบแทน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเตรียมข้อมูลและพิจารณาประเด็นที่จะหารือกัน
เธอยังย้ำด้วยว่าไม่ควรรอจนถึงปลายปี เพราะหลายบริษัทจัดสรรงบประมาณขึ้นเงินเดือนล่วงหน้าไปแล้ว การเริ่มพูดคุยเร็วขึ้นอาจช่วยให้มีโอกาสพิจารณาค่าตอบแทนได้มากกว่า
เส้นทางการเปลี่ยนสู่อาชีพ "โค้ชด้านเงินเดือนที่โปร่งใส" ของวิลเลียมส์แสดงให้เห็นว่า การรู้มูลค่าของงานตัวเองและกล้าพูดเรื่องเงินเดือนไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานตัดสินใจเรื่องอาชีพได้ดีขึ้น และไม่ปล่อยให้รายได้ที่ควรได้รับหลุดมือไปเพียงเพราะไม่กล้าถาม





