คนรุ่นใหม่ในไทยสนใจการเกษียณระยะสั้น (Micro-Retirement) มากขึ้น ลาออกไปชาร์จพลังชีวิตสักพัก แล้วค่อยหางานทำใหม่ ขณะที่คนเกษียณงานแล้ว ก็กลับมาทำงานในบทบาทอื่นๆ
KEY POINTS
- คนไทยวัยทำงานเปลี่ยนมุมมองการเกษียณ จากเดิมที่ยึดอายุ 60 ปี มาสู่การเกษียณที่ยืดหยุ่นและออกแบบได้เองตามจังหวะชีวิต
- แนวคิด "Micro-Retirement" หรือการพักงานระยะสั้น (3 เดือน - 1 ปี) เพื่อดูแลสุขภาพหรือทำตามเป้าหมายส่วนตัว ได้รับความสนใจสูงถึง 83%
- คนไทย 69% ยังสนใจแนวคิด "Unretirement" คือการกลับไปทำงานอีกครั้งหลังเกษียณ โดยเฉพาะการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง
- ความท้าทายสำคัญคือ "Flex-Ready Gap" หรือช่องว่างระหว่างความต้องการเกษียณแบบยืดหยุ่นกับความพร้อมทางการเงินที่ยังไม่สอดคล้องกัน
ทำงานไปจนถึงอายุ 60 ปีแล้วค่อยเกษียณอายุงาน อาจไม่ใช่คำตอบของคนยุคนี้! เมื่อการเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตการทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของ “จังหวะชีวิต” ที่แต่ละคนเลือกออกแบบเองได้
ภาพจำของการเกษียณแบบเดิม คือ การทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 60 ปี ก่อนหยุดทำงานและเริ่มต้นชีวิตหลังเกษียณอย่างเต็มตัว แต่แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนวัยทำงานเริ่มมองว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นเพียงสองช่วง คือ “ทำงาน” และ “เกษียณ” แต่อาจสลับระหว่างการทำงาน การหยุดพักแบบเกษียณสั้น ๆ และการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้หลายครั้งตลอดชีวิต
หนึ่งในแนวโน้มที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือ “Micro-Retirement” หรือการเว้นช่วงจากการทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ตั้งแต่ประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี เพื่อกลับมาให้เวลากับสุขภาพ ครอบครัว การเดินทาง หรือสิ่งที่อยากทำ ก่อนกลับเข้าสู่เส้นทางการทำงานอีกครั้ง
แนวโน้มดังกล่าวเปิดเผยออกมาผ่านผลสำรวจ T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 ซึ่งสำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ พบว่า 68% ของคนไทยวัยทำงาน สนใจแนวทางการเกษียณที่มีความยืดหยุ่น มากกว่าการเกษียณตามรูปแบบดั้งเดิม
ภาพนี้สะท้อนว่า สำหรับคนวัยทำงานยุคนี้ “คำว่าเกษียณอายุงาน” อาจไม่ได้มีคำตอบเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงิน เส้นทางอาชีพ สุขภาพ ภาระครอบครัว และเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน
จาก “เกษียณตามอายุ” สู่ “เกษียณตามจังหวะชีวิต”
ในอดีต การเกษียณมักถูกกำหนดด้วยอายุเป็นหลัก โดยเฉพาะหมุดหมาย 60 ปี แต่ผลสำรวจ T. Rowe Price พบว่า 51% ของคนไทยมองว่า อายุเกษียณควรถูกกำหนดจากการวางแผนส่วนบุคคล มากกว่าการยึดตัวเลขอายุที่กำหนดไว้แบบตายตัวเหมือนสมัยก่อน
ซอง-ฮัน ลี (Zong-Han Lee), Senior Director, Southeast Asia Intermediary Distribution จาก T. Rowe Price ซึ่งดูแลธุรกิจบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกสัญชาติอเมริกันในภูมิภาคอาเซียน มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยต้องการเกษียณเร็วขึ้นหรือช้าลง แต่กำลังต้องการให้การเกษียณสอดคล้องกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น
เมื่อมองในมุมนี้ การเกษียณจึงไม่ใช่เพียง “หมุดหมายตามอายุ” (Age Milestone) แต่กำลังกลายเป็น “หมุดหมายส่วนบุคคล” (Personal Milestone)
อีกด้านหนึ่ง คนวัยทำงานในไทย 66% มองว่าแนวทางการเกษียณแบบเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะแต่ละคนมีสุขภาพ ฐานะทางการเงิน ภาระครอบครัว และเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน
ที่น่าสนใจคือแนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนทำงานในกรุงเทพฯ เพราะความต้องการเกษียณแบบยืดหยุ่นพบในทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยสัดส่วนผู้ที่สนใจแนวทางนี้อยู่ระหว่าง 59% ในกลุ่มคนทำงานในภาคตะวันออก ไปจนถึง 78% ของกลุ่มคนทำงานในภาคตะวันตก
คนไทย 83% สนใจ Micro-Retirement “ลาออกสักพัก” ค่อยหางานใหม่
ที่น่าสนใจมากที่สุดจากผลสำรวจนี้ ก็คือ มีวัยทำงานมากถึง 83% ที่สนใจการเกษียณแบบ Micro-Retirement หรือการเว้นช่วงจากการทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แบบยืดหยุ่น
ทั้งนี้ ระยะเวลาที่คนไทยมองว่าเหมาะสมกับการทำ Micro-Retirement อยู่ที่ประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี โดยเป้าหมายของการพักเบรกงานสักพัก มีตั้งแต่การดูแลสุขภาพ ครอบครัว การเดินทาง ไปจนถึงการกลับมาเติมพลังให้ตัวเอง
แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพชีวิต โดย 61% ต้องการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน หรือ work-life balance ขณะที่ 58% ต้องการลดความกดดันจากการทำงานและฟื้นฟูสุขภาพ ดังนั้น Micro-Retirement จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการลดเวลาทำงาน แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับเรื่องอื่นที่มีความสำคัญในชีวิต
“Micro-Retirement ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของการทำงานให้น้อยลง แต่มันคือการสร้างพื้นที่ในช่วงชีวิตการทำงาน เพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต” ซอง-ฮัน ลี อธิบาย
อย่างไรก็ตาม การจะทำ Micro-Retirement ได้ คนไทยเองก็มองว่าตนเองจะต้องวางแผนทางการเงินให้พร้อมก่อน โดย 50% ของวัยทำงานไทย ระบุว่าต้องการมีสินทรัพย์สะสมอย่างน้อย 2 ล้านบาทก่อนตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อพักเบรกระยะสั้น ๆ ก่อนหางานใหม่
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้คนทำงานจะต้องการอิสระมากขึ้น แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า การพักงานคือการหยุดสร้างรายได้ ดังนั้น จำเป็นต้องมีเงินทุนรองรับก่อนจะออกจากงาน
Unretirement อีกหนึ่งรูปแบบการเกษียณ ของคนวัย 60 ปีขึ้นไป
อีกแนวคิดที่เข้ามาเปลี่ยนภาพของการเกษียณแบบเดิมๆ ก็คือ “Unretirement” หรือ การกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งหลังจากเกษียณแล้ว ทั้งในรูปแบบเต็มเวลาและแบบพาร์ทไทม์
ผลสำรวจพบว่า 69% ของคนไทยสนใจแนวทางเกษียณแบบ Unretirement และ 53% สนใจที่จะสลับระหว่างช่วงทำงานและหยุดพัก ไปตลอดเส้นทางชีวิต การเกษียณจึงอาจไม่ได้เป็นเส้นทางเที่ยวเดียวจาก “ทำงาน” ไปสู่ “หยุดทำงาน” แต่เป็นวงจรที่สามารถ ทำงาน แล้วหยุดพัก แล้วกลับมาทำงาน ได้ตามจังหวะชีวิต
โดยเหตุผลด้านการเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดย 60% สนใจ Unretirement เพื่อรักษารายได้อย่างต่อเนื่อง และ 52% ต้องการลดแรงกดดันทางการเงิน แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ 46% มองว่าการกลับมาทำงานเป็นโอกาสทดลองงานใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ หรือทำสิ่งที่ตรงกับความสนใจมากกว่างานเดิมที่เคยทำมา
สำหรับประเทศไทย Unretirement ยังมีอีกมิติที่โดดเด่น นั่นคือ การเป็นผู้ประกอบการ ผลสำรวจพบว่า 41% ของคนไทยสนใจกลับมาทำงานหลังเกษียณด้วยการเริ่มต้นหรือทำธุรกิจขนาดเล็กของตัวเอง เทียบกับ 15% ในสิงคโปร์
ซอง-ฮัน ลี มองว่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Unretirement ในไทยไม่ได้หมายถึงการกลับไปทำงานแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ โดยเขาเล่าว่า “Unretirement ในประเทศไทยมีมิติความเป็นผู้ประกอบการที่สูงมาก คนไทยถึง 41% บอกว่าต้องการเริ่มต้นหรือทำธุรกิจขนาดเล็กของตนเองหลังออกจากงานประจำ”
ขณะเดียวกัน 45% ระบุว่า หากต้องพักจากการทำงาน ก็พร้อมกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีหรือภายใน 3-6 เดือน สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการหายออกจากโลกการทำงานเป็นเวลานาน
อยากมีอิสระ ทำงาน-เบรกงาน ได้ตามใจ แต่เงินพร้อมหรือยัง?
เมื่อความต้องการเกษียณแบบยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “อยากเกษียณแบบไหน?” แต่คือ “มีเงินพร้อมสำหรับการเกษียณแบบนั้นหรือยัง?” ตรงนี้เองที่ผลสำรวจพบประเด็นสำคัญที่เรียกว่า “Flex-Ready Gap” หรือช่องว่างระหว่างความต้องการมีชีวิตการทำงานที่ยืดหยุ่น กับความพร้อมทางการเงิน ที่จะรองรับทางเลือกเหล่านั้น
คนไทยจำนวนมากมีภาพชีวิตหลังเกษียณที่ค่อนข้างชัดเจน โดย 43% ต้องการรักษาระดับการใช้ชีวิตเดิมไว้ และอีก 43% คาดหวังว่าจะมีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าเดิม เท่ากับว่า 86% ต้องการรักษาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ
เมื่อถามถึงจำนวนเงินที่ต้องมีเพื่อให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสบายใจ วัยทำงานคนไทย 53% มองว่าต้องมีเงินประมาณ 3-10 ล้านบาท และ 71% เชื่อว่าต้องมีสินทรัพย์สะสมประมาณ 3-25 ล้านบาท
แต่เมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าตัวเองต้องมีเงินเท่าไรจึงจะเกษียณได้อย่างสบายใจ มีเพียง 31% ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน ขณะที่ 59% รู้เพียงคร่าว ๆ และ 10% ไม่รู้เลย
แม้จะมีความฝันว่าอยากเกษียณตามใจตนเอง แต่ก็ยังมีความท้าทายว่า จะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงได้ไหม (ต้องมีแผนการเงินที่จริงจัง) โดยเมื่อเจาะเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเกษียณแบบยืดหยุ่น มีเพียง 49% ที่รู้สึกว่าตัวเองมีความพร้อมทางการเงิน และเพียง 27% ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายทางการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน
“ผู้คนอยากได้ความยืดหยุ่นในการเกษียณ แต่การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อมารองรับความต้องการนั้น กลับเติบโตตามไม่ทัน ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นประเด็นใหญ่ที่เราต้องเร่งแก้ไข” ซอง-ฮัน ลี อธิบาย
4 ความเสี่ยงที่ต้องคิด ก่อนกดปุ่ม Pause ชีวิต
การพักงาน 3 เดือนหรือ 1 ปีอาจดูเป็นเรื่อง Lifestyle แต่ในมุมการเงิน การหยุดสร้างรายได้แม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อเงินออมและแผนการเงินระยะยาวได้ จึงมีความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้านที่วัยทำงานต้องคิดให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจเกษียณระยะสั้น
1. เงินเฟ้อ (เงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง): ค่าใช้จ่ายในอนาคตสูงกว่าปัจจุบันไปเรื่อยๆ หากวางแผนเกษียณโดยไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ เงินที่คิดว่าเพียงพอในวันนี้อาจไม่พอสำหรับชีวิตในอนาคต
2. อายุยืน (เงินอาจหมดก่อนชีวิต): เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินหลังเกษียณก็ยาวขึ้นตามไปด้วย การวางแผนจึงต้องเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตที่อาจยาวนานกว่าที่คาด
3. ความผันผวนของตลาดทุน (เงินลงทุนไม่ได้โตขึ้นเสมอไป): สำหรับคนที่เอาเงินเก็บไปลงทุน หรือวางแผนการเงินด้วยการลงทุนในพอร์ตหุ้น หากต้องถอนเงินออกมาใช้ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง พอร์ตอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีรายได้ประจำเข้ามารองรับ
4. พฤติกรรมของตัวเอง (ความกลัวอาจทำให้ตัดสินใจผิดจังหวะ): เมื่อเห็นตลาดตก นักลงทุนอาจตื่นตระหนกและขายสินทรัพย์ออก ขณะที่เมื่อเห็นตลาดขึ้นแรงก็อาจรีบเข้าไปลงทุน สุดท้ายกลายเป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก” ซึ่งกระทบผลตอบแทนระยะยาว
แนะกลยุทธ์ Glide Path วางแผนเงินให้เปลี่ยนตามชีวิต
เมื่อรูปแบบการทำงานและการเกษียณมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แผนการเงินก็ไม่ควรกำหนดแผนแค่ครั้งเดียวแล้วใช้เหมือนเดิมไปตลอดชีวิต ซอง-ฮัน ลี แนะนำว่า หนึ่งในแนวคิดที่ใช้จัดการเรื่องนี้ได้ก็คือ “Glide Path” ซึ่งเป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงชีวิตและระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป
ในช่วงที่ยังห่างจากการเกษียณ วัยทำงานอาจปรับพอร์ตลงทุนโดยอาจให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า เพื่อสร้างเงินทุนและรับมือกับเงินเฟ้อ แต่เมื่อเข้าใกล้ช่วงที่ต้องใช้เงิน ความสำคัญจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการสร้างผลตอบแทนไปสู่การรักษาเงินต้นและลดความผันผวน
แนวคิดนี้สามารถนำมาปรับใช้กับ Micro-Retirement ได้เช่นกัน หากวางแผนจะหยุดทำงานเป็นเวลา 1 ปี ควรเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยลงและเตรียมเงินสำรองสำหรับช่วงที่ไม่มีรายได้ อาจช่วยลดความเสี่ยงของแผนการเงินได้
เมื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีรายได้ประจำอีกครั้ง ก็สามารถปรับแผนการลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง หัวใจของแนวคิดนี้จึงไม่ใช่การหาสูตรลงทุนที่ดีที่สุดเพียงสูตรเดียว แต่คือ การทำให้แผนการเงินเคลื่อนไหวไปพร้อมกับช่วงจังหวะชีวิต
สิ่งที่ผลสำรวจจาก T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 สะท้อนออกมา จึงไม่ใช่เพียงว่า คนไทยอยากเกษียณเร็วขึ้น แต่คือ คนกำลังต้องการมีสิทธิ์เลือกมากขึ้นว่า จะทำงานเมื่อไร หยุดเมื่อไร และกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อไร แต่ทางเลือกที่มากขึ้นก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้นเช่นกัน เพราะอิสระในการหยุดทำงานไม่ได้เกิดจากการลาออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเงินสำรอง แผนการลงทุน และเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนรองรับ
ท้ายที่สุด การเกษียณในปี 2026 อาจไม่ได้หมายถึง “วันที่เราหยุดทำงาน” อีกต่อไป แต่อาจหมายถึง “วันที่เรามีอิสระมากพอที่จะเลือกว่าจะทำงานหรือไม่” และอิสระแบบนั้นไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เราเกษียณ แต่เริ่มต้นจากการวางแผนตั้งแต่วันนี้





