วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

7 อาชีพจ้างงานสูง! ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน ขึ้นแท่น No.1 มาแรงสุด

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เผย 7 อาชีพโตแรง ตลาดงานจ้างงานสูง อันดับ 1 คือ ผู้ดูแลสุขภาพที่บ้าน ตำแหน่งงานว่างถึง 7.6 แสนตำแหน่งต่อปี เติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2035

KEY POINTS

  • สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เผย 7 อาชีพ ต้องการจ้างงานสูงไปจนถึงปี 2035 โดย "ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน" ขึ้นแท่นอันดับ 1 เป็นสายงานที่จ้างงานมากที่สุดราว 760,500 ตำแหน่งต่อปี
  • กลุ่มอาชีพด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) มีความต้องการสูงและติดอันดับถึง 4 อาชีพ ได้แก่ ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน, พยาบาลวิชาชีพ, ผู้จัดการบริการสุขภาพ และผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • อาชีพสายเทคโนโลยีและทักษะเฉพาะทางยังคงเติบโต เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และช่างไฟฟ้า โดยเฉพาะ "นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล" ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของการจ้างงานสูงสุดถึง 35%

ตลาดงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน หลายบริษัทชะลอการรับคนใหม่ ขณะที่บางอุตสาหกรรมปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และลดจำนวนตำแหน่งงาน หลายสายอาชีพแข่งขันกันสูงขึ้น ทำให้วัยทำงานยุคนี้เจอสภาพตลาดงานที่ฝืดอย่างหนัก งานหายากเข้าขั้นวิกฤติ คนทำงานต้องใช้ทั้งทักษะและประสบการณ์มากกว่าเดิมเพื่อให้ได้งานที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของตลาดงานจะชะลอตัวลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอาชีพจะมีความต้องการลดลง เพราะยังมีบางสายงานที่นายจ้างต้องการจ้างงานแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ Healthcare เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ

ภาพสะท้อนหนึ่งมาจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ เมื่อ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Labor Statistics: BLS) ระบุถึงรายงานของ Job Openings and Labor Turnover Survey (JOLTS) ล่าสุด ที่ระบุว่า สหรัฐฯ มีตำแหน่งงานว่างประมาณ 7.3 ล้านตำแหน่ง

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ บอกอีกว่า ในช่วงปี 2025-2035 สหรัฐฯ จะมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 5.9 ล้านตำแหน่ง หรือ 3.5% แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ถึงอย่างนั้น ตามรายงานดังกล่าวกลับยังพบว่า มีบางอาชีพที่ความต้องการจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง โดย Home Health and Personal Care Aides หรือ "ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน" ขึ้นแท่นเป็นอาชีพอันดับ 1 ในลิสต์นี้ ด้วยตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 760,500 ตำแหน่งต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2035

หากรวมอาชีพ "ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน" แล้ว ตามรายงานข้างต้นเปิดเผยว่า ยังมีสายอาชีพอื่นๆ ด้วย รวม 7 อาชีพ ที่เติบโตแรงที่สุดในช่วงปีนี้ไปจนถึงปี 2035 "กรุงเทพธุรกิจ" ชวนเช็กลิสต์ว่า มีอาชีพอะไรบ้าง และมีตำแหน่งงานเยอะแค่ไหน แม้จะเป็นตัวเลขจากตลาดงานของสหรัฐ แต่อย่างน้อยข้อมูลนี้ก็อาจช่วยเป็นไกด์ไลน์ให้วัยทำงานทั่วโลกได้เช่นกัน จะมีอาชีพใดบ้างตามมาดูกันเลย

1. ผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่บ้าน (Home Health Aides) 

Home Health Aides เป็นอาชีพที่มีตำแหน่งงานเปิดรับมากที่สุดในกลุ่มอาชีพที่ BLS จัดอันดับ และคาดว่าจะมีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 760,500 ตำแหน่งต่อปี ไปจนถึงปี 2035

ผู้ที่ทำงานในสายนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การอาบน้ำ แต่งตัว ทำอาหาร พาไปพบแพทย์ ไปจนถึงช่วยทำกิจกรรมต่างๆ ที่คนเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ในบางกรณี ผู้ดูแลยังอาจต้องช่วยติดตามอุณหภูมิร่างกาย ชีพจร หรือการหายใจ ภายใต้การดูแลของพยาบาล ค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ประมาณ 35,800 ดอลลาร์ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตำแหน่งงานที่เปิดรับสูง ไม่ได้หมายความว่าอาชีพนี้ดึงดูดแรงงานได้ง่าย เพราะงานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุเป็นงานที่ใช้แรงกายและต้องรับผิดชอบสูง ขณะที่ค่าตอบแทนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยหากเป็นแรงงานที่ทำงานไม่เต็มเวลา รายได้ต่อปีของแรงงานกลุ่มนี้ อยู่ที่ไม่ถึง 26,000 ดอลลาร์ จึงเกิดสถานการณ์ที่นายจ้างต้องการคนจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญกลับอยู่ที่ การหาคนเข้ามาทำงาน และทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นอยู่ในอาชีพต่อไป

2. พยาบาลวิชาชีพ (Registered Nurses)

พยาบาลยังเป็นที่ต้องการสูง แต่ระบบผลิตคนไม่ทันตลาด โดยสายอาชีพ Registered Nurses (RN) มีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 180,800 ตำแหน่งต่อปี ค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 97,550 ดอลลาร์ต่อปี และ BLS คาดว่าการจ้างงานจะเติบโต 6%

แต่ความต้องการพยาบาลที่เพิ่มขึ้นกำลังชนกับข้อจำกัดอีกด้าน นั่นคือ ความสามารถในการผลิตบุคลากรของระบบการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2025-2026 สถาบันการศึกษาด้านพยาบาลในสหรัฐฯ ต้องปฏิเสธผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมถึง 93,176 ราย เนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนอาจารย์ พื้นที่ฝึกปฏิบัติ ผู้สอนภาคสนาม ห้องเรียน และงบประมาณ

ในจำนวนนี้เกือบ 17,000 ราย เป็นผู้สมัครหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบ เพราะผู้เรียนในระดับนี้จำนวนหนึ่งจะก้าวไปเป็นอาจารย์ผู้สอนพยาบาลในอนาคต ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คนไม่อยากเป็นพยาบาล แต่เป็นเพราะ ระบบฝึกอบรมยังมีข้อจำกัดในการผลิตบุคลากรให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด

3. นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer)

กลุ่ม Software Developers, Quality Assurance Analysts and Testers มีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 106,100 ตำแหน่งต่อปี โดย Software Developers มีค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 135,980 ดอลลาร์ต่อปี แม้ความต้องการแรงงานในสายซอฟต์แวร์ยังเพิ่มขึ้น แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการมองหา “คนที่มีทักษะ” ไปสู่การมองหา คนที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถนำทักษะไปใช้ทำงานจริง

ข้อมูลการประกาศงานระหว่างเดือนพฤษภาคม 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 พบว่า ตำแหน่งระดับ Senior คิดเป็น 71% ของการเพิ่มขึ้นของประกาศงาน และประกาศรับสมัครจำนวนมากขึ้น ยังระบุทักษะด้าน AI ไว้ในชื่อตำแหน่ง นั่นหมายความว่า Software ยังเป็นตลาดที่มีโอกาส แต่สำหรับคนที่กำลังเข้าสู่วงการ เกณฑ์ในการแข่งขันอาจสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต้องการคนที่มีประสบการณ์และพร้อมสร้างผลลัพธ์ได้ตั้งแต่เริ่มงาน

4. ช่างระบบไฟฟ้า (Electrician)

Electricians เป็นอีกอาชีพที่ตลาดต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพราะยังขาดแคลนอยู่มาก ประกอบกับเส้นทางเข้าสู่อาชีพนี้ต้องใช้เวลาหลายปี โดยสายงานนี้มีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 72,700 ตำแหน่งต่อปี และค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 63,190 ดอลลาร์ต่อปี

อย่างที่บอกไปว่า การเข้าสู่อาชีพนี้ต้องใช้เวลาฝึกฝน โดยทั่วไปผู้ฝึกงานจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เรียนรู้ทั้งการทำงานจริงและภาคทฤษฎี ตั้งแต่การเดินสายไฟฟ้า อ่านแบบผังการเดินสายไฟ การทำงานกับระบบไฟฟ้า ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยและข้อกำหนดตามกฎหมาย ข้อดีคือ ผู้ฝึกงานสามารถ เรียนไปด้วยและมีรายได้ไปด้วย ก่อนก้าวเข้าสู่อาชีพเต็มตัวเมื่อผ่านข้อกำหนดและได้รับใบอนุญาต

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของ Data Centers กำลังเพิ่มความต้องการแรงงานในสายนี้ โดยมีการประเมินว่าสหรัฐฯ อาจต้องการช่างไฟฟ้าเพิ่มอีกกว่า 300,000 คนในช่วงทศวรรษหน้า นี่จึงเป็นอีกอาชีพที่สะท้อนว่า แม้ตลาดงานโดยรวมจะชะลอตัว แต่แรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางยังเป็นที่ต้องการสูง

5. ผู้จัดการด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Health Services Managers)

เมื่อธุรกิจ Healthcare เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งโรงพยาบาล คลินิก ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถานพยาบาลต่างก็ขยายตัว ความต้องการแรงงานด้านการบริหารจัดการระบบจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตลาดงานในสายนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแพทย์ พยาบาล หรือผู้ดูแลผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการให้ระบบทั้งหมดเดินหน้าได้

นี่คือบทบาทของ Medical and Health Services Managers ซึ่งดูแลตั้งแต่การจัดบุคลากร ตารางงาน งบประมาณ ระบบข้อมูล ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งนี้ BLS คาดว่าจะมีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 62,300 ตำแหน่งต่อปี จนถึงปี 2035 ค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 123,860 ดอลลาร์ต่อปี และการจ้างงานมีแนวโน้มเติบโตถึง 24%

ขณะเดียวกัน ภาค Healthcare and Social Assistance คาดว่าจะมีงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.2 ล้านตำแหน่งในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อระบบ Healthcare ขยายตัว ความต้องการคนที่สามารถบริหารจัดการระบบเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  อาชีพนี้มักต้องการวุฒิปริญญาตรีและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ จึงเป็นอีกเส้นทางที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรม Healthcare โดยไม่จำเป็นต้องทำงานด้านการรักษาผู้ป่วยโดยตรง

6. ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต (Mental Health Counselor) 

สายอาชีพด้านสุขภาพจิต นักจิตบำบัด และผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต กำลังเป็นสายงานที่เติบโตสูงไปทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน โดยในตลาดงานสหรัฐ มีการเปิดรับสมัครตำแหน่งงานเหล่านี้ประมาณ 50,500 ตำแหน่งต่อปี และค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 59,350 ดอลลาร์ต่อปี

โดยทั่วไปผู้ที่ต้องการเข้าสู่อาชีพนี้ ต้องผ่านการศึกษาระดับปริญญาโท การฝึกปฏิบัติภายใต้การดูแล และการได้รับใบอนุญาตตามข้อกำหนดของแต่ละรัฐ นั่นทำให้เส้นทางสู่อาชีพนี้ต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพจิตยังมีอยู่ในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ

สำหรับคนที่ต้องการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้คนโดยตรง อาชีพนี้จึงยังมีโอกาสในตลาดแรงงาน แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ความคุ้มค่าระหว่างรายได้ ระยะเวลาการศึกษา และต้นทุนในการเข้าสู่วิชาชีพ

7. นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) 

หากวัดจาก "อัตราการเติบโตของการจ้างงาน" ตามรายงานฉบับนี้พบว่า สายงานด้าน Data Scientist คืออาชีพที่โดดเด่นที่สุดใน 7 อาชีพนี้ โดย BLS คาดว่าการจ้างงาน Data Scientists จะเติบโตถึง 35% ระหว่างปี 2025-2035 และมีตำแหน่งงานเปิดรับประมาณ 24,800 ตำแหน่งต่อปี ขณะที่ค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 120,230 ดอลลาร์ต่อปี

หน้าที่ของ Data Scientist ครอบคลุมตั้งแต่การรวบรวมและจัดการข้อมูล การสร้างโมเดล ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและเปลี่ยนผลลัพธ์ให้กลายเป็นข้อมูลที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้

โดยทั่วไปผู้ที่เข้าสู่สายงานนี้มักมีปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ สถิติ Computer Science หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง และนายจ้างจำนวนไม่น้อยต้องการผู้สมัครที่มีวุฒิปริญญาโท ในอนาคต BLS คาดว่าจะมีตำแหน่งงาน Data Scientist เพิ่มขึ้นประมาณ 95,400 ตำแหน่ง ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า

สายงานนี้จึงเป็นสายงานที่เหมาะกับคนที่ชอบการวิเคราะห์และงานด้านเทคนิค แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถอธิบายข้อมูลที่ซับซ้อนให้คนที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคนิคเข้าใจ และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้

ตลาดงานชะลอตัว แต่ความต้องการแรงงานไม่ได้ลดลงไปหมดทุกอาชีพ

เมื่อมองทั้ง 7 อาชีพ จะเห็นว่า Healthcare ปรากฏอยู่ถึง 4 อาชีพ ตั้งแต่ ผู้ดูแลสุขภาพที่บ้าน, พยาบาลวิชาชีพ, ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ไปจนถึง ผู้จัดการด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพ สะท้อนว่าความต้องการบุคลากรไม่ได้อยู่เฉพาะในงานดูแลผู้ป่วยโดยตรง แต่ยังครอบคลุมถึงคนที่ช่วยบริหารและขับเคลื่อนระบบ Healthcare ด้วย

ขณะเดียวกัน Electricians กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตแรงงาน เพราะต้องใช้เวลาฝึกฝนและมีข้อกำหนดเฉพาะทาง ด้าน Software Developer ตำแหน่งงานยังมี แต่เกณฑ์ในการเข้าสู่ตลาดสูงขึ้น โดยเฉพาะประสบการณ์และทักษะด้าน AI ส่วน Data Scientist แม้มีจำนวนตำแหน่งงานเปิดรับน้อยที่สุดในลิสต์ แต่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 35%

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ท่ามกลางตลาดงานที่ฝืดเคือง หลายสายงานหางานยาก แต่ในสายงานที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม กลับมีความต้องการจ้างงานสูง 

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังหางานหรือคิดจะเปลี่ยนอาชีพ คำถามจึงไม่ควรมีแค่ “งานไหนมีตำแหน่งเปิดเยอะ?” แต่ต้องมองต่อว่า “ตลาดกำลังขาดคนที่มีทักษะแบบไหน และเราจะพัฒนาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในความต้องการนั้นได้อย่างไร?”

 

 

อ้างอิง: Forbes, Employment Projections: 2025-2035