วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลังเวทีวงการเพลง ‘Edinburgh’ ชวนมองระบบที่ทำให้ศิลปินเติบโต

พื้นที่การแสดงหลากหลาย การสนับสนุนทุนระยะยาว และนโยบายเมืองที่เข้มแข็ง คือบทเรียนจากวงการเพลงเอดินบะระ และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

KEY POINTS

  • ความสำเร็จของวงการเพลง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทศกาลหรือตัวศิลปินเท่านั้น แต่เกิดจากระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกัน ตั้งแต่พื้นที่แสดง เงินทุน องค์กรพัฒนาศิลปิน และการบริหารจัดการเมือง
  • ระบบของเอดินบะระมีพื้นที่หลากหลายสำหรับศิลปินในทุกระดับ ตั้งแต่เวทีเปิดกว้างให้ทดลองผลงาน ไปจนถึงเทศกาลที่คัดสรรคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสที่แตกต่างกัน
  • การพัฒนาศิลปินเป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องใช้เวลาและการสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์ โดยมีองค์กรที่ทำงานตลอดทั้งปีเพื่อสร้างผู้ชม พัฒนาทักษะ และให้ทุนเพื่อเปลี่ยนงานสร้างสรรค์เป็นอาชีพ
  • ความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ และการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เช่น การแบ่งปันข้อมูล การวิจัย และการอำนวยความสะดวกต่างๆ

ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ได้เข้าร่วม Momentum Delegate Programme ในช่วงที่เทศกาลศิลปะหลายงานกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเมืองเอดินบะระ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ คอนเสิร์ต โรงละคร ผู้ชม และกิจกรรมจำนวนมาก แต่เมื่อมองลึกลงไป เทศกาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบที่ประกอบด้วยพื้นที่แสดง ระบบพัฒนาศิลปิน เงินทุน มหาวิทยาลัย เครือข่ายผู้จัดงาน และการบริหารเมือง

คำถามเรื่องการพัฒนาวงการเพลง จึงไม่ได้มีเพียงว่าจะสร้างศิลปินหรือเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นอย่างไร แต่อยู่ที่ว่า ตั้งแต่วันที่คนหนึ่งเริ่มทำเพลง จนสามารถสร้างอาชีพจากมันได้จริง มีอะไรสนับสนุนอยู่บ้าง

ตัวอย่างหนึ่งคือการแสดงของ Scottish Ensemble ร่วมกับ Brìghde Chaimbeul ศิลปินที่เล่นปี่สกอตขนาดเล็ก ซึ่งนำเสียงดนตรีพื้นเมืองมาผสมกับวงคลาสสิก ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และภาพยนตร์สั้น เป็นภาพของการนำรากทางวัฒนธรรมมาตีความใหม่ให้สื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัยได้กว้างขึ้น

หลังเวทีวงการเพลง ‘Edinburgh’ ชวนมองระบบที่ทำให้ศิลปินเติบโต

แต่การทำให้ “งานเดินทางได้” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเพลงเพียงอย่างเดียว Tom Forster โปรดิวเซอร์ของ Summerhall อธิบายว่า งานศิลปะที่ประสบความสำเร็จในประเทศต้นทางอาจไม่ได้ผลเหมือนเดิมในอีกตลาด เพราะยังต้องคำนึงถึงรูปแบบการนำเสนอ ขนาดของการแสดง เวลา ต้นทุน พื้นที่ และพฤติกรรมของผู้ชมด้วย

พื้นที่แสดงเองก็มีผลต่อการสร้างโอกาส Summerhall เคยมีงานแสดงประมาณ 250 โชว์ใน 15 พื้นที่ โดยขายบัตรได้เฉลี่ยราว 41-42% ของความจุ ก่อนลดจำนวนลงเหลือประมาณ 80 โชว์ และมีอัตราการขายเพิ่มเป็นราว 55%

การมีงานน้อยลงทำให้แต่ละการแสดงเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้นและเกิดการบอกต่อได้ดีขึ้น กรณีนี้สะท้อนว่า จำนวนเวทีหรือจำนวนกิจกรรมอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดโอกาสเพียงอย่างเดียว ศิลปินที่กำลังทดลองงาน กำลังสร้างฐานผู้ชม และพร้อมก้าวสู่ตลาดใหญ่ ต่างต้องการพื้นที่และเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน

หลังเวทีวงการเพลง ‘Edinburgh’ ชวนมองระบบที่ทำให้ศิลปินเติบโต

เทศกาลเองก็ไม่ได้มีหน้าที่แบบเดียว Edinburgh International Festival ใช้ระบบคัดเลือกและเชิญศิลปิน พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายสำคัญ ขณะที่ Edinburgh Festival Fringe เปิดให้ศิลปินเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกจากส่วนกลาง หากสามารถหาพื้นที่และบริหารการแสดงของตัวเองได้

ความแตกต่างนี้ทำให้บางเทศกาลเป็นพื้นที่นำเสนอผลงานที่ผ่านการคัดสรร ขณะที่บางงานเปิดโอกาสให้ศิลปินทดลอง พบผู้ชม และสร้างเครือข่าย เมื่อศิลปิน ผู้จัดงาน และคนในอุตสาหกรรมจากหลายประเทศมารวมตัวกัน เทศกาลจึงสามารถขยับจากการเป็น “เวที” ไปสู่การเป็น “ตลาดกลาง” ที่ก่อให้เกิดการพบปะและความร่วมมือทางธุรกิจได้ด้วย

อีกเงื่อนไขสำคัญคือเวลา โดย ‘Surge’ องค์กรด้านศิลปะการแสดงของสกอตแลนด์ไม่ได้ทำงานเฉพาะช่วงเทศกาล แต่พัฒนาศิลปินตลอดปีและมีโครงการพำนักระยะสั้นเพื่อให้ได้ทดลองแนวคิดใหม่ ขณะที่ Creative Scotland เล่าถึงการสร้างผู้ชมให้กับการแสดงรูปแบบหนึ่ง ที่เริ่มต้นด้วยผู้ชมเพียง 12 คน และใช้เวลาประมาณ 10 ปีจนสามารถขายเต็มพื้นที่ 220 ที่นั่ง

หลังเวทีวงการเพลง ‘Edinburgh’ ชวนมองระบบที่ทำให้ศิลปินเติบโต

ส่วน Creative Informatics สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยเงินทุน ที่ปรึกษาทางวิชาการและธุรกิจ รวมถึงพื้นที่ทำงาน โดยออกแบบเงินสนับสนุนให้ช่วยทดแทนรายได้ เพื่อให้ผู้รับทุนมีเวลาพัฒนางานจริง ตลอด 5 ปีที่ให้ทุน โครงการนี้ช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่ 49 บริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ 212 รายการ และดึงดูดเงินลงทุนเพิ่ม 7.1 ล้านปอนด์

ภาพเหล่านี้ชี้ว่า การพัฒนาศิลปินไม่ใช่เพียงการอบรมแล้วส่งขึ้นเวที แต่เกี่ยวข้องกับเวลาทดลอง การสร้างผู้ชม ทักษะธุรกิจ และความสามารถในการเปลี่ยนงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอาชีพ

ความร่วมมือระหว่างองค์กรก็เป็นอีกส่วนของระบบ Edinburgh มีเทศกาลหลัก 11 งานที่ยังรักษาชื่อ ผู้ชม และวิธีทำงานของตัวเอง แต่ร่วมกันตั้ง Festivals Edinburgh เพื่อดูแลเรื่องที่มีประโยชน์ร่วมกัน เช่น ข้อมูล งานวิจัย เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการทำงานกับภาครัฐ มีทั้งการรวมข้อมูลรายการแสดงไว้ในระบบกลาง การทำงานกับมหาวิทยาลัย และการใช้ข้อมูลการขายบัตรเพื่อดูว่าพื้นที่ใดของเมืองยังเข้าถึงกิจกรรมวัฒนธรรมน้อย

หลักคิดที่ใช้คือ “Adapt, not Adopt” หรือปรับใช้ ไม่ใช่ลอกตาม งานบางเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องแยกกันทำทั้งหมด หากสามารถแบ่งปันข้อมูล ความรู้ หรือทรัพยากรบางส่วนได้ โดยแต่ละองค์กรยังรักษาบทบาทของตัวเองไว้

หลังเวทีวงการเพลง ‘Edinburgh’ ชวนมองระบบที่ทำให้ศิลปินเติบโต

เมื่อเทศกาลขยายตัว เมืองก็เข้ามาอยู่ในสมการ สภาเมืองเอดินบะระต้องดูแลตั้งแต่ใบอนุญาต ความปลอดภัย ถนนคนเดิน การแสดงในพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงระบบขนส่งและแผนฉุกเฉิน เมืองยังมีแนวคิดนำรายได้จากค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวบางส่วน กลับไปสนับสนุนวัฒนธรรม เทศกาล มรดก และโครงสร้างพื้นฐานด้วย

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของวงการเพลงจึงอาจกว้างกว่ายอดสตรีมมิง จำนวนคอนเสิร์ต รายได้จากบัตร หรือจำนวนศิลปินที่ไปต่างประเทศ แต่รวมถึงความสามารถของคนทำงานในการอยู่ในอาชีพ การเกิดขึ้นของศิลปินใหม่ ๆ และผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ตลอดจนประโยชน์ที่กิจกรรมทางดนตรีสร้างให้กับเมืองและชุมชนด้วย 

ระบบเทศกาลของ Edinburgh ไม่ได้เกิดจากแผนใหญ่ที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น แต่ค่อย ๆ ถูกสร้างและปรับแก้ทีละส่วน จนเกิดเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้คนทำงานมีพื้นที่ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครรู้จัก ไปจนถึงวันที่สามารถพางานของตัวเองออกไปพบตลาดใหม่ได้