วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

The New Scent Maker "กลิ่น" ไปได้ไกลกว่าความหอม

กลิ่นเชื่อมโยงกับเทรนด์ Wellness Economy ที่ผู้บริโภคใช้กลิ่นเพื่อดูแลสภาวะอารมณ์และจิตใจ ตลาดน้ำหอมไทยมีแนวโน้มเติบโตสูง คาดมีมูลค่ากว่า 21,308 ล้านบาทในปี 2030

KEY POINTS

  • บทบาทของ "กลิ่น" ขยายตัวไปไกลกว่าแค่การสร้างความหอม โดยถูกนำมาใช้ในหลากหลายธุรกิจเพื่อสร้างอารมณ์ ความทรงจำ และออกแบบประสบการณ์ให้ผู้บริโภค
  • กลิ่นเชื่อมโยงกับเทรนด์ Wellness Economy ที่ผู้บริโภคใช้กลิ่นเพื่อดูแลสภาวะอารมณ์และจิตใจ ทำให้ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "ชอบกลิ่นอะไร" แต่เป็น "อยากรู้สึกอย่างไร"
  • ตลาดน้ำหอมไทยมีแนวโน้มเติบโตสูง คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 21,308 ล้านบาทในปี 2030 โดยมูลค่าเพิ่มมาจากความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และการสร้างเรื่องราว ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ

คนทั่วไปคงคุ้นเคยกับ “กลิ่น” จากขวดน้ำหอม เทียน เครื่องหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย หากมองให้กว้างออกไป กลิ่นมีบทบาทอยู่ในหลากหลายธุรกิจมากกว่าที่คิด ทั้งความงาม การดูแลตัวเอง สปา โรงแรม รีเทล ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์และการสร้างแบรนด์ เพราะกลิ่นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความหอม แต่ยังสร้างอารมณ์ ความทรงจำ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผลิตภัณฑ์หรือสถานที่ได้

โอกาสของกลิ่นยังเชื่อมโยงกับ Wellness Economy ที่ทำให้เรื่องการดูแลกาย ใจ และคุณภาพชีวิตเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ขณะเดียวกัน  สิ่งที่ผู้บริโภคมองหาก็ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ชอบกลิ่นอะไร” แต่อาจรวมถึง “อยากรู้สึกอย่างไร” ด้วย

รายงาน Future Consumer 2027: Emotions WGSN มองว่า อารมณ์ของผู้คน กลายเป็นแรงขับสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค และมีผลต่อทั้งสินค้าที่เลือก ประสบการณ์ที่ต้องการ และความสัมพันธ์ที่มีกับแบรนด์

รายงานยังพูดถึง Strategic Joy ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความเครียด ความเบื่อ และภาวะที่ผู้คนต้องรับมือกับอารมณ์หลายอย่างพร้อมกัน ทำให้ผู้บริโภคมองหาความสงบ ความรู้สึกเชื่อมโยง และแรงบันดาลใจมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมี Witherwill หรือความรู้สึกอยากหลุดออกจากภาระและความรับผิดชอบชั่วคราว ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้ชีวิตให้ช้าลง ลดสิ่งที่ต้องจัดการ และให้เวลากับตัวเองและความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น

หากมองผ่านบริบทนี้ “กลิ่น” จึงมีพื้นที่เติบโตไกลกว่าตลาดน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เพราะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน การสร้างบรรยากาศ หรือเติมเต็มช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ผู้คนจะใช้ดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในแต่ละวันได้

ปี 2025 ตลาดน้ำหอมไทยมีมูลค่าราว 14,887 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน โดย Mass Fragrances มีมูลค่า 9,391 ล้านบาท และ Premium Fragrances มีมูลค่า 5,497 ล้านบาท และถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 21,308 ล้านบาทในปี 2030

 

สิ่งนี้ทำให้ “กลิ่น” เป็นอีกตลาดที่น่าจับตามอง เพราะมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สตอรี่ และความคิดสร้างสรรค์เข้ามาประกอบกัน ตั้งแต่การออกแบบกลิ่น การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 

ตัวอย่างที่น่าสนใจของการขยายบทบาทของกลิ่น คือ Art in Scents ประสบการณ์ที่ Louvre Abu Dhabi พัฒนาร่วมกับ Givaudan เพื่อชวนผู้ชมทำความรู้จักผลงานศิลปะผ่านประสาทสัมผัสอีกแบบหนึ่ง นักปรุงกลิ่น Dalia Izem และ Gaël Montero นำผลงานในคอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์มาเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างกลิ่น หยิบสิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพมาจำลอง ศึกษาทั้งประวัติศาสตร์ อารมณ์ และบรรยากาศของผลงาน

ก่อนจะแปลสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะสำหรับงานแต่ละชิ้นงาน ตั้งแต่กลิ่นที่เชื่อมโยงกับเครื่องหอมในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ กำยาน อาหารในภาพเขียน ไปจนถึงโลกในงานเซรามิกและศิลปะร่วมสมัย

ประสบการณ์นี้ยังถูกออกแบบให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับกลิ่นผ่านหนังสือ Art in Scents ซึ่งใช้เทคโนโลยี Micro-encapsulation ฝังกลิ่นไว้ในหน้ากระดาษ ขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ยังพัฒนากลิ่นประจำสถานที่ A Universal Breeze ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโดม แสงทะเลทราย และสภาพแวดล้อมริมทะเลของ Louvre Abu Dhabi แล้วนำไปใช้บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ วิธีนี้เป็นการใช้กลิ่นสร้างอีกชั้นของเรื่องราวและความทรงจำที่ผู้ชมมีต่อสถานที่

ความเคลื่อนไหวของตลาดก็ทำให้เรื่องของกลิ่นน่าจับตามองยิ่งขึ้น กลิ่นเริ่มขยับเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จากสินค้าที่ครั้งหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือยหรือใช้ในบางโอกาส กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเลือกใช้เพื่อบอกตัวตน สร้างบรรยากาศ หรือเลือกให้เหมาะกับอารมณ์และช่วงเวลาต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของแบรนด์น้ำหอมไทย ร้านน้ำหอมเฉพาะทาง และความสนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ต่อกลิ่นที่มีบุคลิกและเรื่องราวเฉพาะตัว ก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังมีพื้นที่สำหรับผู้เล่นและแนวคิดใหม่ ๆ มากขึ้น 

ในไทยเอง อุตสาหกรรมกลิ่นยังมีโอกาสสร้างมูลค่าได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์และแบรนด์ปลายทาง โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีทั้งพืช สมุนไพร ดอกไม้ รวมถึงองค์ความรู้และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สามารถนำมาต่อยอดได้

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อความต้องการเรื่องกลิ่นเพิ่มขึ้น ไทยจะเข้าไปมีบทบาทตรงส่วนไหนของห่วงโซ่นี้ เราจะเป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบและตลาดรองรับผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ หรือสามารถพัฒนาไปสู่การพัฒนากลิ่น ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองได้