การเดินทางกว่า 4 ทศวรรษของบริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME อาณาจักรค้าส่งและค้าปลีกวัสดุก่อสร้างระดับประเทศ ที่เริ่มต้นจากร้านค้าตึกแถวเพียงสองคูหา ใน จ.อุบลราชธานี เติบโตก้าวกระโดดสู่บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
KEY POINTS
- ในยามที่พนักงาน รวมถึงครอบครัวของพนักงานเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งผู้นำต้องพร้อมยื่นมือลงไปช่วยจัดการในทันที นั่นจะทำให้การดูแลคนกลายเป็นเกราะคุ้มกันและขับเคลื่อนองค์กรให้แข็งแกร่ง
- การสร้างคนไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เพราะคนเก่งไปที่ไหนก็ได้เงินเยอะกว่า แต่ศรัทธาจะดึงเขาไว้ได้
- กลยุทธ์การรับมือกับ “Generational Gap” ได้แก่ 1.การรับมือกับ “Generational Gap” 2.สร้างแนวป้องกัน รักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว และ3.สละพื้นที่แถวหน้า ให้ลูกได้ยืนอย่างภาคภูมิ
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลง การเดินทางกว่า 4 ทศวรรษของบริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME อาณาจักรค้าส่งและค้าปลีกวัสดุก่อสร้างระดับประเทศ ที่เริ่มต้นจากร้านค้าตึกแถวเพียงสองคูหา ใน จ.อุบลราชธานี เติบโตก้าวกระโดดสู่บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสาขาและเครือข่ายกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วไทย คือบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญ การปรับตัว และการสร้างรากฐานที่มั่นคงของเจนผู้ก่อตั้งพร้อมส่งไม้ต่อสู่เจนใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน อย่างราบรื่น
“กรุงเทพธุรกิจ“ สัมภาษณ์พิเศษ “ซ้อเป็ด”-นาตยา ตั้งมิตรประชา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) วัย 72 ปี ผู้บุกเบิกที่ยังผสานพลังกับเจนใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจ แต่คือบทเรียนที่ว่าด้วยศิลปะการบริหารคน และกลยุทธ์การถอยอย่างมีชั้นเชิงเพื่อเปิดทางให้เจนใหม่ อันเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวสู่ยุคใหม่อย่างราบรื่น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ฝึกงานคือ ‘พื้นที่สร้างตัวตน’บล.บัวหลวง ปั้นคนรุ่นใหม่ โตไร้ขีดจำกัด
เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ
คำสอนของ“แม่”คือต้นทุนชีวิต
เพราะเติบโตในครอบครัวคนจีนที่ลูกผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่บ้านช่วยแม่ขายของในร้านโชห่วย “ซ้อเป็ด” จึงได้เรียนรู้เรื่องการค้าขายมาตลอด อีกทั้งได้รับการหล่อหลอมให้มีความขยัน ซื่อสัตย์ อดทน รับผิดชอบ และตรงไปตรง กลายเป็นทรัพย์ติดกายที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินที่แม่ให้ติดตัวมา 200,000 บาทเมื่อแต่งงาน และนำมาเป็นทุนเปิดร้านค้าวัสดุก่อสร้าง โดยมองเห็นโอกาสต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของสามี “อดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา” ประธานกรรมกรรมการบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ที่เป็นวิศวกรโยธา
“ซ้อใกล้ชิดแม่มาก ถูกสอนให้สู้ชีวิตเหมือนกัน ตอนแต่งงานออกมาแม่ย้ำว่า ต้องเข้มแข็ง ไปให้รอด ห้ามกลับมา เพราะครอบครัวจีนยุคเก่า ลูกสาวแต่งงานออกไปแล้วจะกลับมาไม่ได้ และบอกด้วยว่า ซ้อเหมือนเมล็ดข้าวที่ถูกหว่านออกไปแล้ว ไม่ว่าเป็นหรือตายอย่ากลับมา ซึ่งเรามั่นใจว่ามีความรู้ ต้องพาครอบครัวเดินไปข้างหน้าได้แน่”
ใช้ “เครดิต” นำทางต่อสู้ในยุคแรก
ในยุคแรกของดูโฮม หรือ หจก.ศ.อุบลค้าวัสดุ เลือกใช้กลยุทธ์สร้างจุดต่าง พาธุรกิจข้ามผ่านขีดจำกัดด้วยความไว้วางใจ โดยเป็นร้านค้าแรกในจังหวัดที่กล้าเสี่ยงปล่อย “เครดิต” ให้ผู้รับงานราชการ ใช้การอ่านคน และการประเมินความซื่อสัตย์ของคู่ค้าเป็นหลักประกัน แม้จะถูกมองว่าเสี่ยงสูงจนไม่มีใครกล้าทำ ซึ่ง “ซ้อเป็ด” มองว่าเครดิตเป็นสิ่งสำคัญมาก พร้อมสอนพนักงานให้สร้างเครดิตและรักษาไว้ด้วยความดี ขยันและอดทน เพราะถ้ามีเครดิตแม้ว่าเป็นคนจน สังคมจะยอมรับและให้โอกาส
จากห้องแถวเล็ก ๆ เริ่มขยายใหญ่ขึ้น มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญคือ การย้ายร้านจากในเมืองไปที่วารินชำราบ เพื่อรองรับรถขนส่งสินค้าและสร้างคลังสินค้า แม้ในช่วงแรกธนาคารจะไม่ยอมปล่อยกู้ จากนั้นยังได้ขยายสาขาที่ 2 ไปยัง จ.นครราชสีมา และค่อย ๆ กระจายไปทั่วภาคอีสาน รวมถึงภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ดูโฮม จำกัด ในปี 2550 เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้มีความเป็นศูนย์รวมสินค้าบ้านและวัสดุก่อสร้างที่ทันสมัยแบบครบวงจร
“บารมีและความศรัทธา”ขับเคลื่อนองค์กร
ในมิติการบริหารและดูแลพนักงาน“ซ้อเป็ด” เลือกใช้ “บารมีและความศรัทธา” เพราะมองว่า การจะสร้างองค์กรขนาดใหญ่ต้องเกิดจากบารมี ต้องให้พนักงานมีความศรัทธา จึงจะขับเคลื่อนทุกอย่างได้ ไม่ว่าภูเขาลูกใหญ่แค่ไหนก็ตาม ทุกคนก็พร้อมจะเดินไปกับองค์กร ซึ่งการสร้างคนไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เพราะคนเก่งไปที่ไหนก็ได้เงินเยอะกว่า แต่ศรัทธาจะดึงเขาไว้ได้
การได้ใจคนของ“ซ้อเป็ด” เกิดจากการพูดตรง ๆ ดุอย่างมีเหตุผล ให้แนวทางแก้ไข และที่สำคัญคือ “กอดคอร่วมทุกข์ร่วมสุข” ในยามที่พนักงาน รวมถึงครอบครัวของพนักงานเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งผู้นำต้องพร้อมยื่นมือลงไปช่วยจัดการในทันที นั่นจะทำให้การดูแลคนกลายเป็นเกราะคุ้มกันและขับเคลื่อนองค์กรให้แข็งแกร่ง
แม้ในยุคปัจจุบันที่ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ซ้อเป็ด ให้ข้อคิดกับผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจว่า “องค์กรทุ่มเทพัฒนา AI กันเยอะ แต่เคยกลับมาดูการพัฒนาคนหรือไม่ ซ้อขอให้พัฒนา AI ควบคู่กับการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ทุ่มให้ AI 80% คนเหลือ 20% ดูให้ดีคนตาดำ ๆ รอเราพัฒนาเขาอยู่ ไม่ใช่ทุ่มไป AI ทั้งหมดแล้วไม่ดูคนเลย เพราะ AI ก็ต้องมีคนควบคุม”
ถอยอย่างมีชั้นเชิง เปลี่ยนผ่านสู่ Gen ใหม่
อีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจและแหลมคมอย่างยิ่งคือ การรับมือกับ “Generational Gap” เมื่อธุรกิจครอบครัวต้องส่งไม้ต่อจากรุ่นผู้ก่อตั้งสู่รุ่นลูก “ซ้อเป็ด” เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เคยเกิดความขัดแย้งเชิงความคิดและสไตล์การทำงานเช่นกัน แต่ผู้นำที่แท้จริงคือ ผู้ที่รู้จัก “ปรับตัว” และ “ถอยอย่างมีชั้นเชิง” ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ
- ถอยคนละก้าว ใช้ “คนกลาง” เป็นสะพานเชื่อม: เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ ไม่เดินหน้าชนเอง แต่ใช้ “ผู้ช่วยหรือผู้บริหารมืออาชีพ” เป็นสื่อกลางถ่ายทอดข้อคิดและกลยุทธ์ โดยกำชับผู้บริหารเหล่านั้นให้ทำหน้าที่เป็น “สะพานบุญ” ที่นำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดแรงปะทะและรักษาสายสัมพันธ์ครอบครัว
- สร้างแนวป้องกัน รักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว: หนึ่งในข้อคิดจากผู้ใหญ่ในแวดวงการเงิน ที่“ซ้อเป็ด”ยึดถือคือ ตั้งกติกาไม่ให้เขยหรือสะใภ้เข้ามาบริหารองค์กร เน้นสนับสนุนให้ไปเติบโตในธุรกิจอื่น ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เป็นกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งในเชิงธุรกิจลามไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว
- สละพื้นที่แถวหน้า ให้ลูกได้ยืนอย่างภาคภูมิ: เปิดพื้นที่ให้ลูกยืนแถวหน้า โดยพาตัวเองถอยออกจากหน้าสื่อ การรับรางวัล หรือการเป็นจุดศูนย์กลาง ส่งมอบเวทีทั้งหมดให้ลูก ๆ ขึ้นมานำทัพอย่างเต็มตัว พร้อมเปลี่ยนบทบาทไปอยู่ฉากหลัง คอยให้คำปรึกษาและเป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยง
“ซ้อได้รับการเตือนสติว่า หากเราไม่เปิดพื้นที่ให้ แล้วลูกเราจะยืนในสังคมได้อย่างไร สัมภาษณ์สื่อ ถ่ายรูปอะไร ไม่ใช่เราแล้ว เวทีนี้ไม่ใช่เรา ต้องไปอยู่ข้างหลัง คอยช่วยดูว่าอันไหนถูกผิด นั่นคือการส่งไม้ต่ออย่างสมบูรณ์”
“ซ้อเป็ด” ทิ้งท้ายเรื่อง “ผู้นำ” ไว้อย่างน่าสนใจว่า คนเป็น CEO ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุกเรื่อง แต่คนที่จะขับเคลื่อนองค์กรหมื่นล้านได้อย่างแท้จริง ต้องมีความ “ยืดหยุ่นและประนีประนอมสูง” ทำหน้าที่สมานรอยร้าว การบริหารความต่างระหว่างคนรุ่นเก่าที่เป็นเสมือน รปภ. เฝ้าทรัพย์สินกับนักต่อยอดคือคนรุ่นใหม่ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น อีกทั้งต้องไม่ยอมรับทุจริต มีความเด็ดขาดในเรื่องความถูกต้องและกติกา
เรื่องราวของ “ซ้อเป็ด-นาตยา ตั้งมิตรประชา” จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจวัสดุก่อสร้าง แต่เป็น “บทเรียนชีวิตและการบริหารคน” ที่ผสมผสานความเด็ดขาดแบบถอยหลังไม่ได้ กับความเมตตาและยืดหยุ่นได้อย่างลงตัว





