วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

เปิดเทรนด์ Future of Work  ชี้โลกการทำงานยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนคน แต่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ (Skills-Based) องค์กรต้องเร่งอัปสกิลพนักงานด่วน พัฒนาคนยุค “Skills Intelligence” ผสานเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาทักษะแบบ All-in-One ครอบคลุมทั้ง Work Skills และ Life Skills สร้างแรงงานไทยสู่ยุค Skills Economy 

โลกการทำงานกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแทบทุกอุตสาหกรรม ส่งผลให้รูปแบบธุรกิจ วิธีการทำงาน และทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย โดย “นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โคนิเคิล จำกัด (Conicle) ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในโลกของการทำงานที่จะเกิดขึ้นในปี 2030 หรือ “Future of Work 2030” ว่าไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งกลุ่มนี้จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งและเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหลายเจเนอเรชัน การเคลื่อนย้ายตำแหน่งงานภายในองค์กรที่จะไม่ได้ยึดติดกับ Job-Based อีกต่อไป ตลอดจนความคาดหวังด้านคุณภาพชีวิตของพนักงานที่เพิ่มสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

โรค NCDs ฉีดยาไม่หาย เร่งสร้าง 'สภาพแวดล้อม'เอื้อ‘กิจกรรมทางกาย’

ศิริราช เปิดตัวนวัตกรรมรักษาลิ่มเลือดอุดกั้นปอดเรื้อรัง สำเร็จแล้ว 23 ราย

พัฒนาทักษะที่นำไปใช้ในทำงานได้จริง

เขาอธิบายว่า Conicle เชื่อว่าองค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมมีความท้าทายเป็นอย่างมากในยุค AI ที่ต้องก้าวข้ามการวัดผลจากจำนวนคอร์สหรือชั่วโมงการเรียนรู้ไปสู่ “การพัฒนาทักษะ” ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริง เพื่อสร้างความพร้อมของคนทำงาน (Workforce Readiness) และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Performance) ได้อย่างยั่งยืน

 ภายใต้การพัฒนาทักษะในยุคที่มีการแข่งขันสูง ต้องสร้างกระบวนการการพัฒนาทักษะที่เกิดขึ้นได้จริงและตอบโจทย์ทุกส่วนของ Ecosystem นี้ ด้วย “All-in-One People Development Platform, Powered by Learning, Skills, and AI” จากแพลตฟอร์มด้านการเรียนรู้ สู่ “แพลตฟอร์มพัฒนาคนแบบครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรสร้างคนที่พร้อมทำงานและเติบโตได้ทันโลกยุคดิจิทัล

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

ยกระดับคนก้าวข้ามข้อจำกัดในการทำงาน

“โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย องค์กรไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนพนักงานอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการพัฒนาทักษะของคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง องค์กรจะเปลี่ยนรูปแบบของการทำงานของพนักงานจาก Job-Based สู่ Skills-Based เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในการทำงาน สู่การปรับตัว และสร้างความพร้อมของพนักงานและองค์กรให้ทันยุค AI” นกรณ์ กล่าว

 แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของโลกการทำงานในรายงาน Future of Jobs Report ของ World Economic Forum ที่สะท้อนว่า ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของ AI และเทคโนโลยี ขณะที่องค์กรจำเป็นต้องเร่ง Reskill และ Upskill บุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 การพัฒนาคนในอนาคตจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดอบรมหรือการเรียนออนไลน์ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การค้นหาทักษะที่องค์กรต้องการ การออกแบบเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล การติดตามการพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งพนักงานและธุรกิจ 

โดย Conicle ได้กำหนดกรอบการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่แบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก เพื่อตอบโจทย์ทั้งความสำเร็จในงานและคุณภาพชีวิต ได้แก่ 1. Work Skills (ทักษะด้านการทำงาน) ประกอบด้วยกลุ่มทักษะ Tech | Data | AI, Business, Leadership และ People ซึ่งเป็นแกนหลักในการแข่งขันของธุรกิจยุคใหม่ สอดคล้องกับตัวเลขสถิติระดับโลกที่คาดการณ์ว่ากว่า 50% ของพนักงานทั่วโลกจำเป็นต้องได้รับการ Reskill เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมืออย่าง AI และ Data ในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ได้อย่างแท้จริง

 2. Life Skills (ทักษะด้านการใช้ชีวิต) ประกอบด้วยกลุ่มทักษะ Life, Money และ Language ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะทักษะทางการเงิน (Money) ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย รวมถึงทักษะการบริหารจัดการชีวิต (Life) ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) ให้คนทำงานสามารถรับมือกับความเครียดและรักษาสมดุลชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งสุดท้ายแล้ว คุณภาพชีวิตที่ดีนอกเวลางาน ย่อมส่งผลสะท้อนกลับมาเป็นประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมให้แก่องค์กร

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

ขณะเดียวกันสร้าง Ecosystem ด้านการพัฒนาคนร่วมกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน ทั้ง บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทเกอร์ซอฟท์ (1998) จำกัด, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) รวมถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรด้านองค์ความรู้ เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยี เนื้อหา และโอกาสการพัฒนาทักษะให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 “เราเชื่อว่าการสร้างคนที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทั้ง Ecosystem ที่ช่วยให้คนเข้าถึงการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม และช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” นกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ Conicle เตรียมประกาศทิศทางใหม่ขององค์กร พร้อมเผยแนวคิดและนวัตกรรมที่จะเข้ามายกระดับการพัฒนาทักษะของคนและองค์กรอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะในอนาคต องค์กรจะไม่ได้แข่งขันกันที่ว่า “ใครมีคนมากกว่า” แต่แข่งขันกันที่ “ใครสามารถสร้างคนที่พร้อมทำงานได้เร็วกว่ากัน”

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

5 สัญญาณ Toxic Boss ตัวจริง

ผลสำรวจของ Harris Poll ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา Toxic Boss โดยพบว่า 53% ของพนักงานเคยเข้ารับการบำบัดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะได้รับผลกระทบจากหัวหน้าที่เป็นพิษ ขณะที่ 2 ใน 3 ตัดสินใจลาออกเพื่อหนีหัวหน้าลักษณะนี้

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ลอรา แฮมบลีย์ โลเวตต์ (Dr. Laura Hambley Lovett) นักจิตวิทยาองค์การ ที่อธิบายว่า “หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก” ยังเป็นคนที่ลูกทีมสามารถเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกัน ปรับตัว และเติบโตในหน้าที่การงานได้ แต่สำหรับ “หัวหน้าที่เป็นพิษ” การทำงานร่วมกันในระยะยาวมักไม่ยั่งยืน เพราะผลกระทบจะสะสมทั้งต่อการทำงาน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต

ดร.โลเวตต์ เผยให้เห็นความแตกต่างชัดเจน ดังนี้

1.หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก ทีมอาจเครียดบ้าง แต่หัวหน้าที่เป็นพิษจะทำร้ายใจจนหมดไฟ สิ่งที่พนักงานควรถามตัวเอง คือ “ความสัมพันธ์แบบนี้กำลังส่งผลต่อชีวิตเรามากแค่ไหน” หากพฤติกรรมของหัวหน้าทำให้คุณหมดความมั่นใจ รู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลา หรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

2.หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก มีข้อบกพร่องแต่แก้ไขได้ แต่หัวหน้าที่เป็นพิษมักไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด ดร.โลเวตต์ มองว่า หัวหน้าที่ทำงานด้วยยากจำนวนมาก เพียงแค่ยังขาดทักษะด้านการบริหารคน ไม่ใช่มีเจตนาจะทำร้ายลูกน้อง ตรงกันข้าม หัวหน้าที่เป็นพิษมักแสดง “รูปแบบพฤติกรรมแย่” ซ้ำๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงาน เช่น โยนความผิดให้ลูกน้องเมื่อเกิดปัญหา ปิดบังข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงาน เล่นพรรคเล่นพวก หรือสร้างความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในทีม เคลมผลงานของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

3. หัวหน้าที่ดีจะให้คำวิจารณ์งานที่ดี แต่หัวหน้าที่เป็นพิษจะทำให้คุณสงสัยในคุณค่าตัวเอง หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก อาจคาดหวังผลงานมาตรฐานสูง ขอให้กลับไปแก้งานหลายรอบ หรือชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา แม้จะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่เป้าหมายอยู่ที่ “คุณภาพของงาน” ไม่ใช่คุณค่าของตัวพนักงาน แต่หัวหน้าที่เป็นพิษอาจตำหนิลูกน้องต่อหน้าทุกคนในออฟฟิศ เปลี่ยนโจทย์งานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือสร้างบรรยากาศคุกคาม ทำให้พนักงานไม่กล้าพูด ไม่กล้าตั้งคำถาม และไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือถูกทำให้อับอาย

4. เคลมความสำเร็จของทีมเป็นของตนเอง Toxic Boss ตัวจริงเสียงจริง! หัวหน้าที่ดีควรเป็นคนผลักดันให้ลูกทีมได้รับการยอมรับ สำหรับหัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก อาจหลงลืมที่จะชื่นชมลูกน้องเป็นบางครั้ง แต่หัวหน้าที่เป็นพิษมักหยิบไอเดีย ผลงาน หรือความสำเร็จของลูกทีมไปใช้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

5. หัวหน้าเป็นพิษ ทำลูกน้องเสียสุขภาพจิตแม้หลังเลิกงาน หัวหน้าที่เป็นพิษส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของลูกน้องอย่างต่อเนื่องทำให้แรงจูงใจในการทำงานลดลง เกิดภาวะหมดไฟ อ่อนล้าทางอารมณ์ และมองงานในแง่ลบมากขึ้น

หัวหน้าที่ทำงานด้วยยากอาจทำให้คุณเหนื่อยกับงานในบางวัน แต่หัวหน้าที่เป็นพิษจะค่อยๆ ทำให้คุณลดคุณค่าในตัวเอง ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ และหลงลืมความสามารถของตน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ แม้พนักงานอาจเลือกไม่ได้ว่าจะเจอหัวหน้าแบบไหน แต่ก็ยังเลือกที่จะปกป้องสุขภาพใจ ชื่อเสียงในการทำงาน และเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ ก่อนที่สุขภาพกายและใจจะพังจนเกินแก้ 

อ้างอิง: Forbes, TheHarrisPoll, Dr.Laura, Leaders’ Credit Claiming

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ

เปิดเทรนด์ Future of Workโลกยุคใหม่แข่งกันที่ความพร้อมด้านทักษะ