วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

งานไฮบริดเงินเดือนสูงกว่า 40% เทียบกับงานแบบเข้าออฟฟิศทุกวัน

วิจัยชี้ งานที่ถูกบังคับให้เข้าออฟฟิศ ได้เงินเดือนน้อยกว่างานแบบไฮบริดถึง 40% โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น แถมงานไฮบริดยังช่วยประหยัดค่าเดินทางได้ด้วย

KEY POINTS

  • ข้อมูลจาก JobLeads ในสหรัฐฯ พบว่า งานระดับเริ่มต้นแบบไฮบริด มีเงินเดือนมัธยฐานสูงกว่างานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันถึง 40%
  • พนักงานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน นอกจากจะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าแล้ว ยังต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง ค่าอาหาร
  • ในขณะเดียวกัน งานแบบรีโมทก็มีเงินเดือนมัธยฐานสูงกว่างานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันประมาณ 27%

ในวันที่หลายบริษัทกำลังบังคับใช้คำสั่ง RTO เรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ ส่งผลให้พนักงานต้องปรับตัวใหม่ค่อนข้างเยอะ นอกจากจะต้องกลับมาเจอปัญหาเดิมๆ อย่างการต้องเสียเงินไปกับค่าเดินทาง และเสียเวลาขณะเดินทางแล้ว ยังมีข้อมูลที่อาจทำให้วัยทำงานท้อแท้ใจมากขึ้น นั่นคือมีรายงานพบว่า งานที่ต้องเข้าออฟฟิศได้เงินเดือนน้อยกว่างานแบบไฮบริดเสียอีก

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงานการวิเคราะห์ของ JobLeads แพลตฟอร์มลงประกาศงานในสหรัฐฯ โดยพบว่า งานระดับเริ่มต้นแบบ Hybrid มีเงินเดือนมัธยฐานอยู่ที่ 77,020 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่งานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอยู่ที่ 54,900 ดอลลาร์ต่อปี หรือแตกต่างกันมากกว่า 22,000 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนงานแบบ Remote มีเงินเดือนมัธยฐานอยู่ที่ 69,860 ดอลลาร์ สูงกว่างาน On-site ราว 27% 

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า การบังคับเข้าออฟฟิศทำให้เงินเดือนลดลงโดยตรง เพราะงาน Hybrid อาจเป็นงานในสายอาชีพ บริษัท หรือพื้นที่ที่มีระดับเงินเดือนสูงกว่าอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างของเงินเดือนที่เห็นในรายงานก็น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน เพราะยังมีอำนาจต่อรองเรื่องเงินเดือนหรือรูปแบบการทำงานไม่มากนัก

สำหรับคนที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เงินเดือนที่เห็นบนประกาศรับสมัครงานอาจไม่ใช่เงินที่เพียงพอต่อความต้องการจริงๆ เพราะเมื่อลองคำนวณค่าเดินทาง ค่าจอดรถ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายเพื่อไปทำงานแล้ว รายได้ที่เหลือในแต่ละเดือนอาจน้อยกว่าคนที่ทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote อย่างเห็นได้ชัด

ใบประกาศงานระบุตำแหน่งเริ่มต้น แต่กลับอยากได้คนมีประสบการณ์ 

ปัญหาของคนหางานระดับเริ่มต้นไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเดือน แต่ยังมีเรื่องที่หลายคนน่าจะเคยเจอ นั่นคือ ประกาศงานที่เขียนว่า Entry-Level แต่กลับต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี

โดยทั่วไป งานระดับเริ่มต้นควรเป็นตำแหน่งที่เปิดโอกาสให้เด็กจบใหม่ คนเพิ่งจบการศึกษา หรือคนที่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่อาชีพใหม่ได้เริ่มต้น โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งนั้นมาก่อน แต่ข้อมูลจาก JobLeads ซึ่งวิเคราะห์ทั้งประกาศงานและพฤติกรรมของคนหางานมากกว่า 18,000 คน พบว่า การดูแค่ชื่อตำแหน่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้

ในบรรดางาน On-site ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Entry-Level มีเพียง 9% ที่ใช้ชื่อตำแหน่งระบุชัดว่าเป็นงานระดับ Junior หรือ Entry-Level ขณะที่งาน Remote มีสัดส่วนดังกล่าวถึง 33% หรือมากกว่า 3 เท่า

ส่วนงาน On-site จำนวนไม่น้อยใช้คำว่า “Associate” แทน ซึ่งทำให้คนสมัครไม่รู้แน่ชัดว่าบริษัทต้องการคนที่มีประสบการณ์ระดับไหน เพราะตำแหน่งที่ใช้คำนี้ อาจมีทั้งงานสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้น และงานที่ต้องการประสบการณ์มาแล้ว

สำหรับเด็กจบใหม่ ความไม่ชัดเจนนี้อาจทำให้เกิดปัญหาสองทาง บางคนอาจไม่กล้าสมัครเพราะคิดว่างานยากเกินประสบการณ์ของตัวเอง ขณะที่บางคนอาจเสียเวลาเข้าสู่ขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์ ก่อนจะพบภายหลังว่าบริษัทต้องการคนที่มีประสบการณ์มากกว่าที่ระบุไว้ในประกาศ

เงินเดือนน้อยกว่า แต่ต้องเสียเงินค่าเดินทางไปทำงานมากกว่า

งาน On-site ระดับเริ่มต้นมีเงินเดือนมัธยฐาน 54,900 ดอลลาร์ต่อปี เมื่อเทียบกับงาน Hybrid เงินเดือนมัธยฐานอยู่ที่ 77,020 ดอลลาร์ พบว่า ห่างกันประมาณ 22,120 ดอลลาร์ต่อปี

แต่ความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่ในเงินเดือน เพราะคนที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ ค่าโดยสาร หรือค่าอาหารกลางวัน รวมถึงค่าเสื้อผ้าสำหรับทำงาน พูดง่าย ๆ คือ คนกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า อาจเป็นกลุ่มเดียวกับคนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการไปทำงานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังไม่สามารถใช้สรุปได้ว่า บริษัทจ่ายเงินเดือนต่ำลงเพราะกำหนดให้พนักงานเข้าออฟฟิศ เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้เงินเดือนแตกต่างกัน เช่น ประเภทงาน ที่ตั้งของบริษัท ขนาดองค์กร หรือทักษะเฉพาะที่ตำแหน่งนั้นต้องการ

สิ่งที่ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นคือ คนหางานควรนำรูปแบบการทำงานและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อไปทำงาน มาคำนวณควบคู่กับเงินเดือน ไม่ควรดูแค่ตัวเลขเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

บริษัทต้องการคนที่มีทักษะมนุษย์ มากกว่าทักษะสายเทคฯ

แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ทักษะที่บริษัทต้องการจากคนทำงานระดับ Junior ส่วนใหญ่ยังเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับคนอื่น

ขณะที่ Communication หรือทักษะการสื่อสาร ปรากฏอยู่ในประกาศรับสมัครงานเกือบ 31% ซึ่งมากที่สุดเท่าที่พบในรายงาน ขณะที่ Customer Service หรือทักษะการดูแลลูกค้า ปรากฏอยู่ในประกาศรับสมัครงานประมาณ 28%

ที่น่าสนใจ คือ ไม่มีทักษะด้านเทคนิคใดปรากฏในประกาศงานระดับ Junior มากกว่า 10% นั่นหมายความว่า บริษัทจำนวนมากยังมองหาคนที่สื่อสารได้ดี รับฟังผู้อื่น ทำงานกับลูกค้า แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับทีมได้ มากกว่าการมีทักษะด้านเทคนิคที่ซับซ้อนเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนที่กำลังเริ่มทำงาน จึงไม่ควรเขียนใน Resume เพียงว่า “มีทักษะด้านการสื่อสาร” แต่ควรแสดงให้เห็นว่าเคยนำทักษะนี้ไปใช้จริงอย่างไร เช่น เคยนำเสนอโครงงานมหาวิทยาลัย ดูแลลูกค้า จัดกิจกรรม หรือทำงานร่วมกับคนหลายฝ่ายเพื่อแก้ปัญหา

First Jobber กำลังเจอแรงกดดันจากทั้ง AI และการกลับเข้าออฟฟิศ

อีกด้านหนึ่ง คนเริ่มต้นทำงาน First Jobber กำลังเจอกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI เพราะงานหลายอย่างที่เคยเป็นงานพื้นฐานสำหรับพนักงานระดับ Junior สามารถใช้ AI เข้ามาช่วยทำได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นข้อมูล งานเอกสาร หรือการร่างเนื้อหาเบื้องต้น

ที่ผ่านมา คนที่เพิ่งเริ่มทำงานมักได้เรียนรู้จากงานพื้นฐานเหล่านี้ ก่อนจะค่อย ๆ รับผิดชอบงานที่ยากขึ้น แต่เมื่อ AI สามารถทำงานบางส่วนได้เร็วขึ้น บริษัทก็อาจกลับมาทบทวนว่าจำเป็นต้องมีตำแหน่งระดับ Junior จำนวนเท่าเดิมหรือไม่

ขณะเดียวกัน คนที่เพิ่งเริ่มทำงานก็มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าคนที่มีประสบการณ์ พวกเขาอาจยอมรับเงินเดือนที่ต่ำกว่า หรือยอมทำงานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เพราะสิ่งที่ต้องการในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้มีแค่รายได้ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์แรกในสายงาน ผลงานสำหรับใส่ Resume และโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง

เพราะฉะนั้น หากบริษัทต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ก็ควรบอกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า คนที่เข้ามาจะได้เรียนรู้อะไร และบริษัทจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะอย่างไร

การให้พนักงานใหม่เข้ามานั่งทำงานในออฟฟิศทุกวันไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับคำแนะนำจากคนมีประสบการณ์โดยอัตโนมัติ หากบริษัทกำหนดให้เข้าออฟฟิศ ก็ควรมีการพูดคุยกับหัวหน้าอย่างสม่ำเสมอ มีการฝึกอบรม มีคนให้คำปรึกษา และเปิดโอกาสให้พนักงานใหม่ได้เรียนรู้จากงานจริง

คนหางานควรมองมากกว่าแค่ตัวเลขเงินเดือน

สำหรับคนกำลังหางาน หากเห็นใบประกาศรับสมัครงานที่ระบุว่าต้องมีคุณสมบัติหลายข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจทันทีว่า “เราไม่เหมาะกับงานนี้” เพราะคุณสมบัติในประกาศจำนวนมากเป็นสิ่งที่บริษัทอยากได้จากผู้สมัครในอุดมคติ ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครต้องมีครบทุกข้อจึงจะได้รับการพิจารณา

การค้นหางานก็ควรใช้คำค้นให้กว้างขึ้นด้วย เพราะงานสำหรับคนเริ่มต้นอาจไม่ได้ใช้คำว่า Entry-Level เสมอไป แต่อาจใช้คำว่า Junior, Assistant, Coordinator, Trainee หรือ Associate

เมื่อได้รับข้อเสนอ คนหางานควรดู ทั้งเงินเดือนและค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นจากการทำงาน งาน Hybrid ที่ได้เงินเดือนสูงกว่าและไม่ต้องเสียค่าเดินทางทุกวัน อาจเหลือเงินในแต่ละเดือนมากกว่างาน On-site ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า แม้ชื่อตำแหน่งและหน้าที่จะดูคล้ายกัน

ในระหว่างสัมภาษณ์ ผู้สมัครยังสามารถถามให้ชัดเจนได้ว่า บริษัทต้องการประสบการณ์มากแค่ไหน มีการฝึกอบรมหรือไม่ ต้องเข้าออฟฟิศกี่วันต่อสัปดาห์ ใครจะเป็นคนดูแลในช่วงเริ่มต้น และบริษัทใช้เกณฑ์อะไรในการประเมินผลงานในช่วง 6 เดือนแรก

คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้คนสมัครเห็นภาพชัดขึ้นว่า บริษัทกำลังเปิดโอกาสให้คนที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาเรียนรู้จริง ๆ หรือกำลังมองหาคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว แต่ตั้งเงินเดือนไว้ในระดับงานเริ่มต้น เพราะสำหรับคนที่กำลังหางานแรก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “บริษัทจะจ่ายให้เราเท่าไร” แต่ต้องดูด้วยว่า “เราต้องจ่ายอะไรกลับไปเพื่อแลกกับงานนี้”

 

 

อ้างอิง: ForbesJobLeadsThe Hybrid Creep, High-Earning Careers