วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

“บ้านมีชีวิต” เมื่อวัสดุเติบโต ซ่อมแซมตัวเอง และย่อยสลายได้

การสร้างบ้านยุคนี้ก้าวสู่เทรนด์ "บ้านมีชีวิต" ใช้วัสดุก่อสร้างที่เติบโต ซ่อมแซม และย่อยสลายได้เอง เช่น นวัตกรรม "ไบโอซีเมนต์" ที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยสมานรอยร้าวด้วยตัวเอง

KEY POINTS

  • แนวคิด "บ้านมีชีวิต" คือการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเหมือนสิ่งมีชีวิต สามารถเติบโต ซ่อมแซมตัวเอง และย่อยสลายกลับสู่ธรรมชาติได้
  • มีการพัฒนาวัสดุชีวภาพ เช่น "ไบโอซีเมนต์" ที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยสมานรอยร้าวด้วยตัวเอง หรือการนำเศษเหลือทางการเกษตรมาสร้างเป็นวัสดุมูลค่าสูง
  • วัสดุพื้นถิ่นอย่าง "ไม้ไผ่" ถูกนำมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทาน ทำให้สามารถใช้ในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้เริ่มต้นที่แผงโซลาร์เซลล์ ระบบประหยัดพลังงาน หรือการออกแบบที่ช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่วัสดุที่เลือกมาใช้ก่อสร้างบ้าน เพราะก่อนอาคารหนึ่งหลังจะพร้อมใช้งาน วัสดุต่าง ๆ ได้ผ่านการผลิต การขนส่ง และการก่อสร้างมาแล้ว

ภาคอาคารและการก่อสร้างเกี่ยวข้องกับการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกราว 37-38% วัสดุชีวภาพ วัสดุหมุนเวียน และวัสดุรีไซเคิล จึงมีบทบาทมากขึ้นในความพยายามลดผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร

รายงานของ UNEP (United Nations Environment Programme) ระบุว่า การเปลี่ยนไปใช้วัสดุชีวภาพและวัสดุที่สร้างทดแทนได้ ควบคู่กับการรีไซเคิล มีศักยภาพช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากวัสดุก่อสร้างได้ถึง 40% ภายในปี 2050 วัสดุจึงเป็นอีกจุดตั้งต้นของการคิดเรื่องบ้านในอนาคต

เมื่อมองวัสดุให้ไกลกว่าคำว่ารักษ์โลก สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ได้มีเพียงว่ามันปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าอีกชนิดหรือไม่ แต่รวมถึงวัตถุดิบมาจากไหน ผลิตอย่างไร ใช้ได้นานเพียงใด และหลังจากที่มันหมดหน้าที่แล้วจะไปอยู่ที่ใด วัตถุดิบบางชนิดมาจากพืชที่เติบโตทดแทนได้ บางชนิดเกิดจากเศษเหลือทางการเกษตร หรือผลพลอยได้จากการผลิต ขณะที่อีกหลายแนวทางเริ่มอาศัยจุลินทรีย์ ไมซีเลียม หรือกระบวนการทางชีวภาพในการ “ปลูกวัสดุ” ขึ้นมาใหม่

วิธีคิดนี้ต่างจากวงจรเดิมที่นำทรัพยากรมาใช้ผลิตเป็นวัสดุ แล้วจบลงด้วยการเป็นของเสีย และยังทำให้ความหมายของ "บ้าน" ขยับจาก A room for living หรือพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย ไปสู่ A room that is living บ้านที่วัสดุเองก็มีวงจรชีวิตและสัมพันธ์กับธรรมชาติ บางชนิดเติบโตได้ บางชนิดซ่อมแซมตัวเอง ย่อยสลาย หรือกลับเข้าสู่วงจรธรรมชาติได้เมื่อหมดอายุ

บ้านจึงไม่ได้มีเพียงคนที่มีชีวิต แต่ยังประกอบด้วยวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับธรรมชาติ

“ไบโอซีเมนต์” เป็นตัวอย่างที่ทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น วัสดุชนิดนี้อาศัยจุลินทรีย์ช่วยกระตุ้นให้เกิดแคลเซียมคาร์บอเนต แล้วใช้ผลึกแร่เชื่อมประสานอนุภาคของวัสดุเข้าด้วยกัน แหล่งแคลเซียมยังสามารถมาจากวัสดุเหลือทิ้งอย่างเปลือกหอย เปลือกไข่ หรือยิปซัมได้ กระบวนการทางชีวภาพจึงลดการพึ่งพาการเผาและพลังงานความร้อนสูงแบบปูนซีเมนต์ทั่วไป วัสดุยังมีคุณสมบัติสมานรอยร้าวด้วยตัวเอง และนำไปพัฒนาต่อเป็นผิวอาคาร ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมได้

ของเหลือจากภาคเกษตรก็มีเส้นทางใหม่เช่นกัน "ลิกนิน" จากชานอ้อยและชีวมวล สามารถพัฒนาเป็นเส้นพิมพ์สามมิติ ที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีและต้านอนุมูลอิสระ ก่อนต่อยอดเป็นของใช้ ชิ้นส่วนงานออกแบบ หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

แนวคิด From Waste to Function จึงไม่ใช่เพียงการนำของเหลือกลับมาใช้ แต่เป็นการค้นหาคุณสมบัติและออกแบบหน้าที่ใหม่ให้วัตถุดิบเดิมมีมูลค่าสูงขึ้น

วัสดุแห่งอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน “ไม้ไผ่” ซึ่งอยู่กับวิถีชีวิตไทยมายาวนานเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง จากวัสดุพื้นถิ่นที่เคยมีข้อจำกัดเรื่องปลวก มอด และความชื้น เทคโนโลยีการปรับสภาพช่วยพัฒนาไม้ไผ่เป็นแผ่นวัสดุวิศวกรรมและวัสดุปูพื้นที่แข็งแรงและเสถียรมากขึ้น จนสามารถใช้ในงานสถาปัตยกรรมได้

การเป็นพืชโตเร็วและงอกใหม่หลังการตัดยังเชื่อมเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับระบบการผลิตและรายได้ของภาคเกษตรได้ เมื่อนำไม้ไผ่มาวางข้างวัสดุจากเศษเกษตร ไมซีเลียม ไบโอเซลลูโลส หรือวัสดุจากจุลชีพ

ภาพของบ้านในอนาคตจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกวัสดุชนิดเดียว แต่คือการเลือกใช้วัสดุหลายประเภทให้เหมาะกับหน้าที่และวงจรชีวิต ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ วิธีผลิต ความทนทาน การซ่อมแซม การถอดประกอบ การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงปลายทางหลังหมดอายุ การออกแบบบ้านจึงไม่ได้จบที่รูปทรงหรือพื้นที่ แต่ครอบคลุมถึงชีวิตของวัสดุทุกชิ้นที่ประกอบกันขึ้นเป็นบ้าน

แนวคิดเหล่านี้ถูกร้อยเรียงในนิทรรศการ “Living Room บ้าน ชีวิต วัสดุ” ผ่านตัวอย่างวัสดุคาร์บอนต่ำ วัสดุหมุนเวียน เศษเหลือจากการผลิต และวัสดุที่เติบโตจากจุลชีพ เพื่อชวนมองความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัสดุ และธรรมชาติในมุมใหม่ ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการได้ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ณ Material & Design Innovation Center (MDIC) ชั้น 2 TCDC กรุงเทพฯ