วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

โรงงานกระเบื้องดินเผาเก่าแก่ ส. สงขลา เผชิญความท้าทาย ขาดแคลนดินเหนียวน้ำกร่อยวัตถุดิบดั้งเดิม จึงต้องหาแหล่งดินใหม่ พัฒนาการผลิตใหม่ทั้งหมด ใช้เทคฯ มาช่วยและปรับตัวได้

KEY POINTS

  • ส. สงขลา โรงงานผลิตกระเบื้องดินเผาเก่าแก่ เผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนดินเหนียวน้ำกร่อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบดั้งเดิม ทำให้ต้องย้ายฐานการผลิตและปรับตัวมาใช้ดินเหนียวนาข้าวแทน ซึ่งต้องเรียนรู้และพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด
  • จุดเด่นคือ การผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยยังคงใช้เตาเผาฟืนแบบโบราณเพื่อรักษาสีและผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัลเพื่อควบคุมความร้อนให้แม่นยำและลดความเสียหาย
  • การปรับตัวทางธุรกิจก็สำคัญ มีการขยายตลาดจากชิ้นงานเชิงอนุรักษ์ไปสู่ตลาดร่วมสมัย เช่น อิฐตกแต่งผนังรีสอร์ต เชื่อมโยงความต้องการลูกค้ายุคใหม่ ทำให้อยู่รอดได้

หากมองกระเบื้องดินเผาในฐานะวัสดุก่อสร้าง เราอาจเห็นเพียงแผ่นดินสีแดงสำหรับมุงหลังคาหรือประดับอาคาร แต่สำหรับ “ส. สงขลา” กระเบื้องแต่ละแผ่นยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และการปรับตัวของภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงกระเบื้องดินเผา ส. สงขลา เริ่มต้นในปี 2550 จากการนำประสบการณ์ด้านกระเบื้องมาต่อยอดกับองค์ความรู้ เรื่องกระเบื้องเกาะยอและกระเบื้องบ้านท่านางหอมของจังหวัดสงขลา 

โรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่บ้านท่านางหอม อำเภอหาดใหญ่ ก่อนจะเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญหลังดำเนินงานไปประมาณ 5-7 ปี เมื่อดินเหนียวน้ำกร่อยรอบทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ เริ่มหาได้ยากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ โดยเฉพาะการขยายตัวของนากุ้ง โรงงานจึงย้ายฐานมายังอำเภอสิงหนครในปี 2555 และเปลี่ยนมาใช้ดินเหนียวนาข้าว หรือดินเหนียวน้ำจืดจากสิงหนคร สทิงพระ และระโนดแทน 

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

การเปลี่ยนวัตถุดิบครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการหาดินชนิดใหม่มาทดแทนของเดิม แต่คือการต้องเรียนรู้ธรรมชาติของวัสดุใหม่แทบทั้งหมด ตั้งแต่ความเหนียว การหดตัว สี ไปจนถึงพฤติกรรมของเนื้อดินเมื่อเข้าสู่เตาเผา

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ดินเหนียวน้ำกร่อยแบบเดิมมีความเหนียวสูง และเมื่อเผาแล้วให้สีขาวอมแดง ขณะที่ดินนาข้าวมีความเหนียวน้อยกว่า และให้สีแดงอิฐที่เข้มชัดกว่า ส. สงขลา จึงต้องพัฒนาวิธีจัดการวัตถุดิบขึ้นใหม่ ตั้งแต่การเลือกใช้ดินชั้นกลางที่มีความสะอาดและคุณภาพค่อนข้างสม่ำเสมอ ผสมทรายละเอียดเพื่อควบคุมการหดตัว ใช้เครื่องนวดดินระบบสุญญากาศช่วยให้เนื้อดินแน่นและเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนขึ้นรูปด้วยระบบไฮโดรลิก 

ขณะเดียวกันก็ยังคงบางขั้นตอนตามวิธีเดิม เช่น การผึ่งกระเบื้องในโรงเรือนตามธรรมชาตินานประมาณ 20-30 วัน เพื่อให้ความชื้นค่อย ๆ ลดลงและลดโอกาสการโก่งหรือแตกร้าว

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

อีกความท้าทายคือดินบางแหล่งมีเศษเปลือกหอยปะปน ซึ่งอาจทำให้ชิ้นงานแตกร้าวเมื่อผ่านความร้อน จึงต้องอาศัยทั้งการเลือกแหล่งดินและการควบคุมการเผาที่แม่นยำขึ้น กระบวนการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิปัญญาไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับสูตรเดิม หากสามารถพัฒนาต่อจากความเข้าใจในวัสดุและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ความน่าสนใจของ ส. สงขลา อยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีเฉพาะในจุดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งกระบวนการดั้งเดิมทั้งหมด โรงงานยังคงใช้เตาเผาทรงระฆังคว่ำ หรือเตาทรงจีนที่ก่อด้วยอิฐ และใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง เพราะให้สีและผิวสัมผัสของดินที่แตกต่างจากเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า 

ขณะเดียวกันก็เพิ่มเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัลเข้ามาช่วยควบคุมความร้อนให้แตะระดับประมาณ 850 องศาเซลเซียสได้แม่นยำขึ้น ส่งผลให้อัตราความเสียหายของชิ้นงานลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึงราวร้อยละ 20 เหลือเพียงเล็กน้อย 

เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ฝีมือช่าง แต่ช่วยให้ความรู้จากประสบการณ์สามารถควบคุมและทำซ้ำได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับการเปลี่ยนระบบบรรจุจากสายรัดพลาสติกที่อาจทำให้ขอบกระเบื้องบิ่น มาเป็นการซีลพลาสติกเพื่อลดความเสียหายระหว่างขนส่ง ภาพของโรงงานแห่งนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างของเก่ากับของใหม่ หากเป็นการพิจารณาว่าอะไรคือแก่นที่ควรรักษา และอะไรควรปรับเพื่อให้การผลิตยังดำเนินต่อไปได้ในบริบทที่เปลี่ยนไป

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ความสามารถในการรักษาวัสดุและองค์ความรู้เช่นนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ลูกค้าสำคัญของ ส. สงขลา ครอบคลุมทั้งกรมศิลปากร วัด อาคารเก่า และโครงการปฏิสังขรณ์ในภาคใต้ เนื่องจากอาคารประวัติศาสตร์บางประเภทจำเป็นต้องใช้วัสดุที่มีลักษณะใกล้เคียงของเดิม โดยเฉพาะกระเบื้องปลายแหลมหรือกระเบื้องว่าว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมภาคใต้ การมีแหล่งผลิตที่ยังสามารถทำวัสดุชนิดนี้ได้จึงเท่ากับการรักษาความสามารถของเมืองในการซ่อมแซมและดูแลมรดกของตัวเอง 

โดยเฉพาะในช่วงที่สงขลากำลังผลักดันการอนุรักษ์พื้นที่เมืองเก่าและมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลก ขณะเดียวกัน โรงงานก็ขยายจากตลาดอนุรักษ์ไปสู่อิฐแปะผนัง อิฐเนื้อหยาบ งานสั่งทำสำหรับสถาปนิก รีสอร์ต ร้านอาหาร และบ้านพัก รวมถึงส่งสินค้าไปยังมาเลเซียสำหรับมัสยิดและวัดไทย แสดงให้เห็นว่าวัสดุพื้นถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับงานออกแบบและตลาดร่วมสมัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอัตลักษณ์เดิม

อีกด้านหนึ่ง ส. สงขลา เริ่มนำแนวคิดการหมุนเวียนวัสดุเข้ามาใช้ ผ่านการบดเศษอิฐและกระเบื้องที่แตกกลับไปผสมในเนื้อดิน รวมถึงนำขี้เถ้าจากเตาฟืนมาพัฒนาเป็นอิฐเนื้อหยาบ ช่วยลดของเสียพร้อมสร้างพื้นผิวใหม่ที่กลายเป็นคุณค่าด้านการออกแบบ ขณะที่กระเบื้องซึ่งมีตำหนิเล็กน้อยแต่ยังใช้งานได้ ก็ถูกคัดมาจำหน่ายสำหรับงานตกแต่งแทนการทิ้งทั้งหมด 

อิฐ ส. สงขลา ถึงเวลา ภูมิปัญญาเก่าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

เรื่องราวของ ส. สงขลา จึงชวนให้มอง “การรักษาภูมิปัญญา” ในความหมายที่กว้างขึ้น เพราะการรักษาไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างเหมือนเดิม หากคือการรู้ว่าอะไรควรเก็บ อะไรควรปรับ และอะไรสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่

เมื่อดินแบบเดิมเริ่มหายไป ก็เรียนรู้ดินชนิดใหม่ เมื่อกระบวนการผลิตต้องแม่นยำขึ้น ก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และเมื่อตลาดเปลี่ยน ก็พาภูมิปัญญาเดิมไปพบการใช้งานใหม่ สิ่งที่ทำให้กระเบื้องดินเผาของสงขลายังอยู่ได้จนถึงวันนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงเพราะเป็นวัสดุเก่าแก่ แต่เพราะคนทำยังสามารถทำให้ความรู้เก่าปรับตัวและตอบโจทย์ของยุคสมัยได้อยู่เสมอ