วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

บริษัทลองให้ AI เป็นหัวหน้า จัดหนักไล่พนักงานออกเพราะลางานบ่อย

เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งเริ่มทดลองใช้ AI มาทำหน้าที่ "หัวหน้า" พบว่าล่าสุดเพิ่งไล่พนักงานออก 1 คน เพราะขาดงานบ่อย โดยการชี้นำของผู้จัดการที่เป็นมนุษย์

KEY POINTS

  • เริ่มมีการทดลองใช้ AI ในบทบาทหัวหน้างานจริงแล้ว โดยมีกรณีที่ AI แนะนำให้เลิกจ้างพนักงาน เนื่องจากมาสายและขาดงานบ่อย
  • การตัดสินใจของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอิสระ แต่ได้รับอิทธิพลจากคำถามชี้นำของผู้จัดการที่เป็นมนุษย์ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความรับผิดชอบที่ซับซ้อน
  • พนักงานมีความกังวลต่อการถูกบริหารโดย AI ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจและไม่เข้าใจบริบทส่วนตัว จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น ความโปร่งใส และการมีมนุษย์กำกับดูแลการตัดสินใจ

หลายปีที่ผ่านมา คนทำงานกลุ่มพนักงานบริษัทถูกบอกให้เตรียมตัวรับมือกับ AI ในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” ที่ช่วยร่างอีเมล วิเคราะห์ข้อมูล และจัดการงานซ้ำ ๆ ให้เราได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าวันหนึ่ง AI ไม่ได้แค่ผู้ช่วยในการทำงาน แต่กลายเป็นหัวหน้าหรือเจ้านายของคุณ ที่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง ประเมินผลงาน และมีอำนาจตัดสินใจไล่พนักงานออกจากงานได้ แบบนี้คุณจะยังโอเคกับการทำงานอยู่อีกไหม?

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพของอนาคตอีกต่อไป เพราะมันเกิดขึ้นแล้วตอนนี้! โดยเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีบริษัทแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก สหรัฐ ได้ทดลองนำ AI มาทำหน้าที่เป็น “หัวหน้างาน” และเมื่อมันทำงานไปสักระยะหนึ่งก็พบว่า มันถึงขั้นแนะนำให้ไล่พนักงานคนหนึ่งออกเพราะลางานบ่อยเกินไป!

เมื่อ AI กลายเป็นเจ้านาย และมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครควรถูกไล่ออก

นิตยสาร TIME รายงานกรณีของ Andon Market บริษัทธุรกิจขายปลีกแห่งหนึ่ง ที่ทดลองนำ AI มาเป็นหัวหน้างาน ทำหน้าที่บริหารร้านและบริหารจัดการพนักงานที่เป็นมนุษย์และมีสัญญาจ้างงานจริง การทดลองนี้ดำเนินการโดย Andon Labs บริษัทวิจัยด้าน AI โดยให้ AI Agent ที่ชื่อว่า “Luna” (ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Claude

Luna ทำงานเหมือนหัวหน้าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ช่วยคัดเลือกพนักงาน จัดตารางกะการทำงาน ตรวจสอบการเข้างาน ไปจนถึงงานบริหารอื่น ๆ ก่อนจะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องที่เดิมพันสูงกว่านั้น นั่นคือ การแนะนำว่ามีพนักงานคนหนึ่งของบริษัทควรถูกเลิกจ้าง เหตุผลคือพนักงานคนดังกล่าวมาทำงานสายถึง 17 ครั้ง จากการเข้างานทั้งหมด 23 กะที่ได้รับมอบหมาย

นิตยสาร TIME ระบุด้วยว่า เหตุการณ์นี้เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในกรณีแรก ๆ ที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ถูกใช้ในบทบาทผู้จัดการ-หัวหน้างาน และมีส่วนในการตัดสินใจว่าพนักงานมนุษย์คนใดควรถูกเลิกจ้าง แต่อย่าเพิ่งรีบตีตรา AI หรือโยนความผิดให้เทคโนโลยีไปเสียทั้งหมด เพราะเรื่องนี้มีรายละเอียดเบื้องหลังที่ซับซ้อนและน่ากังวลกว่านั้น 

AI ไม่ได้ไล่คนออกเอง แต่อยู่ที่ “ใคร” ใส่ข้อมูลให้มันประมวลผล

Luna ไม่ได้มีอำนาจสั่งเลิกจ้างพนักงานด้วยตัวเอง และในตอนแรก AI ยังไม่ได้แนะนำให้ไล่พนักงานคนนั้นออกด้วยซ้ำ แต่เบื้องหลังคำแนะนำให้ไล่พนักงานออกของ AI มาจากข้อมูลที่ผู้จัดการใส่เข้าไปให้มันประมวลผล โดย ลูคัส ปีเตอร์สัน (Lukas Petersson) ซีอีโอของบริษัท Andon Labs  ยอมรับว่า คำถามจากผู้จัดการมนุษย์ที่ป้อนให้ AI มีลักษณะเป็น “คำถามชี้นำ” ซึ่งทำให้ Luna เห็นทิศทางของคำตอบที่ผู้จัดการต้องการอยู่แล้ว

Luna เริ่มต้นด้วยการแนะนำให้ตักเตือนพนักงานอย่างเป็นทางการ แต่เปลี่ยนคำแนะนำใหม่ทันที หลังจากผู้จัดการที่เป็นมนุษย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและถามกลับว่า พนักงานคนนี้ “เหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่”

พูดง่าย ๆ คือ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างคำสั่งของมนุษย์ ข้อมูลที่ป้อนให้ AI การประมวลผลของระบบ และการอนุมัติจากคน และนี่อาจเป็นส่วนที่น่ากังวลที่สุด เพราะหาก AI ตัดสินใจผิด แล้วใครต้องรับผิดชอบ? เป็นบริษัทที่นำ AI มาใช้งาน? บริษัทผู้พัฒนา AI? ผู้จัดการที่เขียนคำสั่งให้ระบบ? หรือมนุษย์ที่เป็นคนอนุมัติการตัดสินใจ?

อันตรายจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การที่เครื่องจักรเริ่มตัดสินเรื่องของคน แต่อยู่ที่การที่มนุษย์อาจใช้ AI เป็นตัวกลาง เพื่อปัดความรับผิดชอบออกจากตัวเองในเรื่องที่ไม่อยากเป็นคนตัดสิน

ถ้าหัวหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น AI พนักงานจะยังรู้สึก “ปลอดภัย” ไหม?

การเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้า ไม่ได้มีแค่หน้าที่มอบหมายงานหรือบังคับให้พนักงานทำตามกฎ เพราะในสถานการณ์จริง คนทำงานอาจต้องการมากกว่าการถูกประเมินจากตัวเลข แต่ต้องใช้ทักษะความเห็นอกเห็นใจมาประกอบการประเมินด้วย เช่น พนักงานอาจป่วย ต้องดูแลพ่อแม่ มีปัญหาครอบครัว หรือกำลังเผชิญวิกฤติส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งบริบท ความเข้าใจ และการตัดสินใจที่ไม่ได้มองแค่ข้อมูลในตาราง

นี่จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า คนทำงานจะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องรายงานตัวกับเจ้านายที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจแบบมนุษย์? พวกเขาจะกล้าเล่าปัญหาส่วนตัวหรือไม่ หากไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ที่ไหน และถูกนำไปใช้ประเมินตัวเองอย่างไร?

รวมถึง AI จะสามารถแยกได้หรือไม่ว่า การมาสายซ้ำ ๆ เป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบจริง ๆ หรือเป็นผลจากวิกฤติบางอย่างที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว?

พนักงานคนหนึ่งที่ยังทำงานอยู่ที่ Andon Market ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมา เขาบอกกับ TIME ว่าการถูก AI บริหารจัดการนั้น “น่าคลื่นไส้” แต่เขายังอยู่ทำงานที่นี่ต่อไปเพราะต้องการรายได้ไปจุนเจือครอบครัว

คำพูดของพนักงานคนดังกล่าว สะท้อนปัญหาเรื่องอำนาจได้ชัดเจน สำหรับบริษัท AI อาจเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่สำหรับพนักงาน ระบบเดียวกันอาจเป็นสิ่งที่ประเมิน ลงโทษ และมีส่วนชี้เป็นชี้ตายต่อรายได้ของพวกเขา

ยิ่งพนักงานไม่รู้ว่า AI ใช้เหตุผลอย่างไรในการตัดสินใจไล่พนักงานสักคนออก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสามารถอุทธรณ์หรือขอให้มนุษย์ตรวจสอบได้หรือไม่ ความไม่แน่นอนก็อาจกลายเป็นความเครียดสะสม

อย่างไรก็ตาม AI ในฐานะเจ้านายก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบทั้งหมด ในทางทฤษฎี พนักงานบางคนอาจชอบผู้จัดการที่เป็นระบบและสม่ำเสมอ มากกว่าเจ้านายมนุษย์ที่ลำเอียง อารมณ์ขึ้นลง เล่นพรรคเล่นพวก หรือมีอคติกับลูกน้อง

แต่ปัญหาคือ AI ไม่ได้เป็นกลาง 100% เพราะมันสามารถรับอคติมาจากข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน หรืออาจผิดพลาดจากข้อมูลที่บกพร่องตั้งแต่ต้นทาง ทำให้การตัดสินใจของมันก็อาจมีอคติแฝงอยู่เช่นกัน ดังนั้น ทางเลือกที่องค์กรต้องเผชิญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง "เจ้านายมนุษย์ที่มีข้อบกพร่อง" กับ "AI ที่ไร้ข้อผิดพลาด" เพราะ AI เองก็ไม่ได้ไร้ข้อผิดพลาด แต่เป็นการเทียบว่าความผิดพลาดแต่ละแบบ มีลักษณะต่างกันอย่างไร และใครจะรับผิดชอบเมื่อมันเกิดขึ้นต่างหาก

AI กำลังไปเร็วกว่าที่องค์กรจะพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

กรณีของบริษัท Andon Market อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการทดลองเล็ก ๆ เท่านั้น คงไม่ได้นำมาใช้จริง เพราะตอนนี้บริษัทจำนวนมากก็ไม่ได้คิดจะนำ AI มาเป็นหัวหน้าแทนมนุษย์จริงๆ 

งานวิจัยของ Deloitte พบว่า 43% ของผู้นำองค์กรที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า AI Agent จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อตำแหน่งงานในระดับ “มาก” ถึง “รุนแรงมาก” ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า แต่ในเวลาเดียวกัน กลับมีเพียง 16% ที่บอกว่ากระบวนการทำงานขององค์กร พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และมีเพียง 5% ที่มองว่าบริษัทของตัวเอง “พร้อมอย่างมาก”

ช่องว่างนี้กำลังกลายเป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญ เพราะหลายองค์กรกำลังเตรียมมอบอำนาจให้ AI มากขึ้น ทั้งที่ยังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า AI ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องอะไร เรื่องไหนต้องมีมนุษย์เข้ามาแทรกแซง และสุดท้ายใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด

ขณะเดียวกัน คนทำงานเองก็เริ่มปรับตัวเร็วกว่าสถาบันที่อยู่รอบตัวพวกเขา ยืนยันจากรายงานหัวข้อ Human Progress Report 2026 ของ ETS และ The Harris Poll พบว่า คนหนุ่มสาวประเมินว่า AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานของพวกเขาแล้วราว 38% และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 58% ภายในสองปี

นอกจากนี้ 76% ของคนทำงานรุ่นใหม่ยังเคยเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่ทำงานอย่างน้อยหนึ่งเรื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ทักษะ ความรับผิดชอบ หรือทิศทางขององค์กร แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจใกล้ตัวกว่านั้น เพราะ AI อาจไม่ได้แค่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น แต่อาจเริ่มมีส่วนตัดสินว่า เราจะได้มีงานทำต่อไปหรือจะโดนไล่ออก?

5 กติกาที่ต้องมี ก่อนปล่อยให้ AI เป็นเจ้านาย

หากองค์กรกำลังจะให้ AI เข้ามามีบทบาทในการจ้างงาน จัดตารางกะการทำงาน ประเมินผลงาน ลงโทษ หรือเสนอให้เลิกจ้างพนักงาน เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องมาพร้อมระบบป้องกันที่ชัดเจน

1. พนักงานต้องรู้ว่า AI มีส่วนในการตัดสินใจ

องค์กรควรเปิดเผยให้ชัดเจนว่า AI ถูกนำมาใช้ในเรื่องใดบ้าง ตั้งแต่การรับคนเข้าทำงาน การจัดกะ การประเมินผลงาน ไปจนถึงการลงโทษหรือเลิกจ้าง เพราะการให้อำนาจ AI แบบที่พนักงานไม่รู้ ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจ

2. ต้องมีมนุษย์ที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน

คำว่า “อัลกอริทึมเป็นคนแนะนำ” ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างให้ทุกคนหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ต้องมีคนที่มีชื่อและอำนาจตัดสินใจจริงเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์

3. พนักงานต้องมีสิทธิ์อุทธรณ์

หาก AI มีส่วนทำให้เกิดการลงโทษหรือเลิกจ้าง พนักงานควรสามารถขอให้มนุษย์ที่มีอำนาจตัดสินใจเข้ามาตรวจสอบได้ ไม่ใช่ถูกส่งกลับไปให้ระบบอัตโนมัติอีกตัวประเมินซ้ำ

4. ต้องตรวจสอบอคติของ AI อย่างสม่ำเสมอ

องค์กรควรทดสอบระบบว่ามีอคติหรือไม่ ให้ผลลัพธ์สม่ำเสมอหรือเปล่า และกำลังมองข้ามบริบทสำคัญอะไรไปหรือไม่ เพราะการตัดสินใจที่ดูเป็นกลางอาจตั้งอยู่บนข้อมูลที่ไม่ครบหรือบิดเบือนได้

5. ต้องกำหนดว่าเรื่องไหน AI แค่ช่วยคิด ห้ามตัดสินเอง

ยิ่งการตัดสินใจส่งผลต่อรายได้ อาชีพ ชื่อเสียง หรือชีวิตของคนมากเท่าไร การกำกับดูแลโดยมนุษย์ก็ควรเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น เหตุการณ์การทดลองใช้ AI เป็นหัวหน้าของบริษัท Andon Market จึงไม่ได้พิสูจน์ว่า AI พร้อมเข้ามาแทนที่ผู้จัดการมนุษย์

ตรงกันข้าม ความจริงที่ว่า Luna เองไม่ได้บังคับใช้นโยบายอย่างสม่ำเสมอ และต้องอาศัยมนุษย์ป้อนข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเดินไปสู่การตัดสินใจ ยิ่งสะท้อนว่าเทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัดอีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ควรตระหนักเรื่องนี้ไว้ ไม่แน่...ในอนาคตหากเกิดสิ่งนี้ขึ้นจริงๆ มนุษย์จะได้มีเกราะป้องกันไว้ก่อนที่ AI จะมีอำนาจเกินความจำเป็น

 

 

 

อ้างอิง: Forbes, TIME, Deloitte, TheHarrispoll