อุตสาหกรรมเพลงโลกยังเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจาก IFPI Global Music Report 2026 ระบุว่า ตลาดสิ่งบันทึกเสียงทั่วโลกมีรายได้แตะ 31.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.4% และเป็นการเติบโตติดต่อกันเป็นปีที่ 11 โดยสตรีมมิงยังเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาด คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของรายได้ทั้งหมด
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขยอดฟัง คือ ธุรกิจเพลง ไม่ได้เดินไปในทิศทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว รายได้จากสินค้าจับต้องได้กลับมาเติบโต 8% โดยเฉพาะแผ่นไวนิล
ขณะที่รายได้จากการเปิดเพลงในพื้นที่สาธารณะ การออกอากาศ รวมถึงการนำเพลงไปใช้ในภาพยนตร์ โฆษณา และเกม ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของระบบ รายได้จากเพลงจึงไม่ได้จบลงเมื่อคนกด Play แต่ยังต่อยอดไปตามพฤติกรรมของแฟน ตั้งแต่การซื้อแผ่นและสะสมสินค้า ไปจนถึงการติดตามและสนับสนุนศิลปินในฐานะ Superfan ทำให้เพลงหนึ่งเพลงในวันนี้มีพื้นที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม
เมื่อเพลงสร้างรายได้ได้หลายทาง งานเบื้องหลังก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย บทบาทของค่ายเพลงในวันนี้กว้างกว่าการค้นหาศิลปิน ทำเพลง และโปรโมตออกสื่อ ทุกวันนี้ค่ายเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ A&R (Artist & Repertoire) หรือการค้นหาและพัฒนาศิลปิน ช่วยวางทิศทางเพลงและเลือกผลงาน ไปจนถึงการบันทึกเสียง สร้างภาพลักษณ์ ลงทุน การตลาด วิเคราะห์ฐานผู้ฟัง และกระจายเพลงไปยังตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังช่วยต่อยอดรายได้ผ่านการทำสินค้า Merchandise การร่วมงานกับแบรนด์ และ Sync หรือการให้สิทธินำเพลงไปใช้ในภาพยนตร์ ซีรีส์ โฆษณา และเกม โดยในปี 2024 ค่ายเพลงทั่วโลกลงทุนเฉพาะด้าน A&R และการตลาดรวมกันถึง 81,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพนี้สอดคล้องกับบทสนทนาในงาน Thailand’s Music Economy Spotlight 2026 ที่อธิบายว่า เบื้องหลังเพลงหนึ่งเพลงยังมีสิทธิหลายส่วน ทั้ง สิทธิในสิ่งบันทึกเสียง ซึ่งเกี่ยวกับตัวเพลงที่ถูกบันทึกออกมา และ สิทธิในดนตรีกรรม ซึ่งเกี่ยวกับเนื้อร้องและทำนอง ศิลปินจึงไม่ได้ทำงานอยู่เพียงลำพัง แต่มีทั้งค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย หรือ Distributor, Publisher ที่ดูแลสิทธิในงานเพลง และพันธมิตรอื่น ๆ เข้ามาเชื่อมต่อกัน
ยิ่งรายได้ของเพลงกระจายไปหลายช่องทาง การจัดการสิทธิให้ครบถ้วนก็ยิ่งสำคัญ เพราะหากระบบไม่ต่อกัน เงินที่ควรกลับมาถึงศิลปิน นักแต่งเพลง หรือเจ้าของสิทธิ ก็มีโอกาสตกหล่นระหว่างทางได้ง่ายขึ้น
อีกภาพที่เห็นชัดจากรายงานปีนี้คือ ศูนย์กลางของตลาดเพลงโลกกำลังกระจายออกจากตลาดหลัก เอเชียมีรายได้เติบโต 10.9% จีนขยับขึ้นมาเป็นตลาดเพลงใหญ่อันดับ 4 ของโลก ขณะที่เม็กซิโกก้าวเข้าสู่ Top 10 ท่ามกลางกระแสความนิยมของ Música Mexicana
การเติบโตเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับความแข็งแรงของเพลงท้องถิ่นที่เริ่มเดินทางข้ามพรมแดนได้มากขึ้น ศิลปินไม่จำเป็นต้องปรับสไตล์เพื่อเข้าถึงตลาดโลก
กรณีของ Música Mexicana สะท้อนชัดว่า การรักษารากและอัตลักษณ์ของตัวเองไว้สามารถเดินคู่ไปกับการขยายฐานผู้ฟังผ่านแพลตฟอร์มได้ เช่นเดียวกับเพลง Pano ของ Zack Tabudlo จากฟิลิปปินส์ ซึ่งร้องเป็นภาษาฟิลิปปินส์ทั้งหมด แต่สามารถเข้าถึงผู้ฟังทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงได้ ในวันที่ผู้ฟังค้นพบเพลงจากทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน ภาษาเริ่มเป็นข้อจำกัดน้อยลง ขณะที่อารมณ์ ทำนอง คาแรกเตอร์ และเรื่องเล่าของศิลปินกลับมีบทบาทมากขึ้นในการพาเพลงเดินทางไปหาผู้ฟังใหม่ ๆ
ไทยเองก็ถูกพูดถึงใน Global Music Report 2026 โดยตลาด Southeast Asia เติบโต 9.3% และ Universal Music Group ระบุว่าปัจจุบันทำงานกับค่ายเพลงท้องถิ่นมากกว่า 20 แห่งทั่วภูมิภาค สำหรับไทย รายงานยกทั้งการเข้าซื้อแค็ตตาล็อก RS Music โดย Universal ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนการลงทุนในคลังเพลงไทยที่มีอยู่เดิม ไปจนถึงศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Tobii ที่เพลงสามารถเข้าถึงผู้ฟังใน Latin America และ Europe รวมถึงการที่ศิลปินไทยปรากฏในเทศกาล Summer Sonic ที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อีกเส้นทางหนึ่งมาจากความนิยมของซีรีส์ Boy’s Love ที่ช่วยพาศิลปินอย่าง Billkin และ PP Krit ไปสร้างฐานแฟนใน Latin America ญี่ปุ่น และจีน ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า การเดินทางของเพลงไทยไม่ได้เกิดจากตัวเพลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมไปกับตัวศิลปิน ซีรีส์ และฐานแฟนที่ติดตามคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์มและข้ามประเทศ ขณะที่ในงาน Music Economy Spotlight 2026 มุมมองจากฝั่งศิลปินก็ยังกลับมาที่พื้นฐานสำคัญ คือการทำผลงานให้มีคุณภาพ พัฒนาตัวเองให้พร้อม และเปิดรับโอกาสใหม่
ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรม Generative AI กำลังเพิ่มทั้งโอกาสและกติกาใหม่เข้ามาในระบบ จุดยืนของ IFPI ไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธ AI แต่ต้องการให้การพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นบนหลักที่ชัดเจนว่า หากนำเพลงที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้พัฒนาโมเดล AI ควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ มีการทำ Licensing และจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม สามารถตรวจสอบได้ว่าใช้ข้อมูลหรือผลงานใดในการพัฒนาโมเดลบ้าง
ประเด็นเดียวกันถูกพูดถึงในงาน Music Economy Spotlight โดยสะท้อนความกังวลเรื่อง Data Transparency การเคารพลิขสิทธิ์ และการขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิ อีกด้านหนึ่ง AI ก็ทำให้ปัญหาเดิมอย่าง Streaming Fraud ขยายตัวได้ง่ายและเร็วขึ้น
ข้อมูลจาก Deezer ที่อ้างในรายงานระบุว่า เดือนมกราคม 2026 แพลตฟอร์มได้รับเพลงที่สร้างด้วย AI ทั้งเพลงมากกว่า 60,000 เพลงต่อวัน และยังพบว่าในปี 2025 ยอดฟังเพลงที่สร้างด้วย AI มากถึง 85% เป็น Fraudulent Stream หรือยอดฟังที่ไม่ได้เกิดจากผู้ฟังจริง เช่น การใช้บอตเพื่อปั่นยอดและดึงรายได้จากระบบแบ่งค่าลิขสิทธิ์
ยอดฟังลักษณะนี้จึงกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้ที่ควรกลับไปถึงศิลปิน นักแต่งเพลง และเจ้าของสิทธิที่มีผู้ฟังจริง เทคโนโลยี AI จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีสร้างเพลง แต่กำลังเปลี่ยนทั้งวิธีจัดการสิทธิ วิธีหารายได้ และความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ของอุตสาหกรรมเพลงไปพร้อมกัน



