คนรุ่นใหม่กลัว AI แย่งงาน เลยแห่ไปหางานสายสุขภาพเพราะเชื่อว่าเป็นอาชีพมั่นคง แต่ผลสำรวจกลับพบว่า “หมอ-พาราเมดิก” คือกลุ่มคนทำงานที่ไม่มีความสุขที่สุดใน UK
KEY POINTS
- คนรุ่นใหม่ Gen Z สนใจหางานสายสุขภาพ เพราะเชื่อว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและปลอดภัยจากการถูกแทนที่โดย AI
- แต่งานวิจัยในสหราชอาณาจักรกลับพบว่า งานในคลินิกและสถานพยาบาลเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความสุขในการทำงานน้อยที่สุด
- สาเหตุหลักของความไม่มีความสุขมาจากแรงกดดันสูง ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การขาดแคลนบุคลากร และภาระทางอารมณ์ ดังนั้นหากทำงานสายนี้แล้วหมดไฟไปก่อน ก็อาจไม่มีประโยชน์ระยะยาว
เมื่อ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนตลาดแรงงาน คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกำลังมองหาอาชีพที่เชื่อว่าจะมั่นคงและเสี่ยงถูกเทคโนโลยีมาแทนที่ได้น้อยกว่าอาชีพอื่น โดยเฉพาะงานในสายสุขภาพที่ยังต้องอาศัยมนุษย์ในการดูแลผู้ป่วยและตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน อีกทั้งหลายตำแหน่งยังมีรายได้สูงและอัตราการว่างงานต่ำ ทำให้สายแพทย์และสาธารณสุขกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ Gen Z ที่กำลังวางแผนอนาคตการทำงาน
แต่ความมั่นคงอาจไม่ได้มาพร้อมความสุขในการทำงานเสมอไป เมื่องานวิจัยล่าสุดจาก Deputy (แพลตฟอร์มจัดการงานแบบเป็นกะ) ที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใช้งาน 1.28 ล้านคนในสหราชอาณาจักร พบว่า คลินิกและสถานพยาบาล เป็นกลุ่มงานที่มีคนไม่มีความสุขมากที่สุด
โดย 37.84% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ไม่มีความสุขกับงาน ขณะที่อาชีพผู้เชี่ยวชาญการบำบัดแบบจัดกระดูก (Chiropractor) พนักงานบริการฉุกเฉิน และงานด้านสุขภาพสัตว์ ก็อยู่ในกลุ่มที่มีคะแนนความสุขต่ำเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากนับงานด้านสุขภาพสัตว์รวมเข้าไปด้วย จะพบว่า 4 ใน 5 อาชีพที่คนทำงานไม่มีความสุขมากที่สุดในสหราชอาณาจักร เป็นงานในสายสุขภาพ ภาพนี้จึงสะท้อนอีกด้านของตลาดแรงงานยุค AI เพราะอาชีพที่ดู “ปลอดภัย” จากการถูกเทคโนโลยีแทนที่ อาจไม่ได้เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานในระยะยาวเสมอไป
Gen Z มองสายงานสุขภาพ = เกราะป้องกัน AI มาแย่งงาน
ความกังวลเรื่องอนาคตการงานกำลังมีผลต่อการตัดสินใจเลือกอาชีพของคนรุ่นใหม่อย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีหลายรายออกมาเตือนว่า AI มีความสามารถใกล้เคียงกับพนักงานระดับเริ่มต้นแล้ว และอาจเข้ามาลดจำนวนงานออฟฟิศลงอย่างมากภายในปี 2030
ขณะที่งานวิจัยจาก Stanford University ซึ่งศึกษาผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานในช่วงระยะแรก ๆ ที่ AI เริ่มเข้ามาดิสรัปต์โลกงาน ก็พบว่า คนรุ่น Gen Z เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมาก
เมื่อเทคโนโลยีเริ่มทำงานแทนคนได้หลายอย่าง เช่น งานด้านการเขียน วิเคราะห์ข้อมูล สรุปเอกสาร และงานสำนักงานหลายประเภทได้มากขึ้น งานสายสุขภาพจึงดูเป็นทางเลือกที่มั่นคงกว่าในสายตาคนรุ่นใหม่ เพราะการรักษาผู้ป่วยยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ การดูแลที่ต้องใช้ความเข้าใจ และการลงมือทำในสถานการณ์จริง
นอกจากนี้ งานด้านสุขภาพบางอาชีพยังมีรายได้สูง โดยเฉพาะแพทย์ที่มีโอกาสสร้างรายได้มากกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อปี และมีอัตราการว่างงานต่ำเมื่อเทียบกับหลายสาขา จึงไม่น่าแปลกที่ Gen Z ซึ่งกำลังกังวลกับตลาดงานที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลง จะมองสายสุขภาพเป็นหนึ่งในเส้นทางที่น่าสนใจ แต่...อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การมีงานที่มั่นคงก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะมีความสุขกับงานนั้น
อาชีพแพทย์และงานฉุกเฉิน ติดอันดับกลุ่มอาชีพที่ไม่มีความสุขที่สุด
จากข้อมูลของ Deputy หลายๆ อาชีพที่ต้องทำงานในคลินิกและสถานพยาบาล มีสัดส่วนคนทำงานที่รู้สึกไม่มีความสุขกับงานสูงถึง 37.84% ตามมาด้วยงานด้านสุขภาพสัตว์ 17.95% ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกระดูก 12.93% และงานบริการฉุกเฉิน 12.05%
เมื่อนำมาจัดอันดับเป็น 10 อุตสาหกรรมของสายงานที่มีคะแนนความสุขต่ำที่สุดในขณะทำงาน พบว่า
1. คลินิกและสถานพยาบาล ไม่มีความสุขกับงาน 37.84%
2. งานด้านสุขภาพสัตว์ ไม่มีความสุขกับงาน 17.95%
3. หมอนวดจัดกระดูก ไม่มีความสุขกับงาน 12.93%
4. งานบริการฉุกเฉิน ไม่มีความสุขกับงาน 12.05%
5. ศูนย์บริการลูกค้า ไม่มีความสุขกับงาน 12.00%
6. งานจัดเลี้ยง ไม่มีความสุขกับงาน 8.60%
7. งานส่งของและไปรษณีย์ ไม่มีความสุขกับงาน 6.97%
8. สถานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ไม่มีความสุขกับงาน 6.22%
9. งานทำความสะอาด ไม่มีความสุขกับงาน 5.80%
10. งานบริการส่วนบุคคล (เชฟ, คนดูแลสวน) ไม่มีความสุขกับงาน 5.62%
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติของงานที่ต้องรับผิดชอบสูงและมีแรงกดดันต่อเนื่อง ทั้งการทำงานเป็นเวลานาน จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ตารางงานที่เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน รวมถึงความเครียดทางอารมณ์จากการต้องดูแลผู้ป่วย การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนทำงานในสายสุขภาพต้องเหนื่อยล้า หมดใจในงาน และเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงาน
นี่จึงเป็นด้านที่คนหางานอาจมองไม่เห็นในตอนแรก เพราะมัวแต่พุ่งเป้าไปที่เรื่องรายได้หรือความมั่นคงในอาชีพ เพราะการทำงานที่ตลาดมีความต้องการสูง ไม่ได้การันตีว่าคนทำงานจะได้งานที่มีเวลาพักเพียงพอ หรือสามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ง่าย
งานร้านอาหาร-คาเฟ่ กลับมีความสุขกว่า แม้ไม่ใช่งานในฝัน
ผลสำรวจอีกด้านกลับให้ภาพที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะอาชีพที่คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้มองว่าเป็น “งานในฝัน” ของพวกเขา กลับมีคะแนนความสุขสูงมาก โดยเฉพาะงานในร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจบริการ
ใน 10 อุตสาหกรรมที่มีความสุขที่สุด ครึ่งหนึ่งเป็นงานในภาคบริการอาหาร โดยพนักงานร้านอาหารแบบนั่งรับประทานในร้าน มีคะแนนความสุขสูงถึง 89.7% พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดและแคชเชียร์ มีความสุขในงาน 82.9% ส่วนทีมงานร้านอาหารแบบป๊อปอัป มีความสุขในงาน 82.5% ตามมาด้วยพนักงานคาเฟ่หรือร้านกาแฟ มีความสุขในงาน 82% ส่วนงานร้านดอกไม้ ความสุขในงานถึง 82.9% งานดูแลเด็กและศูนย์ชุมชน 78.4% งานจัดเลี้ยง 75.3% และงานทำความสะอาด 64.3%
หากจัดอันดับอาชีพที่มีความสุขในงานมากที่สุดในสหราชอาณาจักร 10 อันดับแรก ตามข้อมูลรายงานของ Deputy ได้แก่
1. ร้านขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสินค้าเกี่ยวข้อง มีความสุขในงาน 93.4%
2. ร้านอาหารแบบนั่งรับประทาน มีความสุขในงาน 89.7%
3. ร้านฟาสต์ฟู้ดและร้านอาหารที่มีแคชเชียร์ มีความสุขในงาน 82.9%
4. ร้านดอกไม้ มีความสุขในงาน 82.9%
5. ร้านอาหารแบบป๊อปอัป มีความสุขในงาน 82.5%
6. คาเฟ่และร้านกาแฟ มีความสุขในงาน 82%
7. คลินิกทันตกรรม มีความสุขในงาน 81.8%
8. ศูนย์ดูแลเด็กและศูนย์ชุมชน มีความสุขในงาน 78.4%
9. งานจัดเลี้ยง มีความสุขในงาน 75.3%
10. งานทำความสะอาด มีความสุขในงาน 64.3%
สิ่งที่ทำให้งานเหล่านี้มีคะแนนความสุขสูง อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินเดือนหรือภาพลักษณ์ของอาชีพโดยตรง แต่เป็นประสบการณ์ที่คนทำงานเจอในแต่ละวัน เช่น หน้าที่ที่ค่อนข้างชัดเจน ปริมาณงานที่จัดการได้ และการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีม
นอกจากนี้ ข้อมูลอีกชุดยังพบว่า รายได้ของบาร์เทนเดอร์และบาริสต้ากำลังเติบโตเร็วกว่ารายได้ของคนทำงานออฟฟิศบางกลุ่ม ทำให้ภาพจำเดิมที่ว่างานบริการต้องแลกกับรายได้ต่ำกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
งานที่ดีในยุค AI อาจต้องมีมากกว่าคำว่า “มั่นคง”
สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้สะท้อนออกมาค่อนข้างชัดคือ ตลาดแรงงานกำลังทำให้คนต้องมองเรื่องอาชีพละเอียดกว่าเดิม เพราะคำว่า “งานมั่นคง” มีหลายความหมาย งานหนึ่งอาจมั่นคงเพราะยังขาดแคลนแรงงาน ขณะที่อีกงานอาจมั่นคงเพราะมีรายได้ดี แต่ทั้งสองอย่างไม่ได้รับประกันว่าคนทำงานจะมีความสุขหรืออยู่กับงานนั้นได้นาน
สำหรับ Gen Z ที่กำลังเลือกเส้นทางอาชีพท่ามกลางความไม่แน่นอนจาก AI เรื่องนี้ยิ่งมีความหมาย เพราะการเลือกงานที่ AI แทนได้ยากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนอาชีพ ยังมีเรื่องเวลาทำงาน ความเครียด สภาพแวดล้อมในองค์กร ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และโอกาสในการใช้ชีวิตนอกงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ขณะเดียวกัน อาชีพที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานชั่วคราวระหว่างรอได้งานประจำ เช่น งานร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบริการบางประเภท ก็เริ่มมีภาพที่ต่างออกไป ทั้งในแง่ความพึงพอใจและการเติบโตของรายได้
โลกงานที่ AI กำลังเปลี่ยนจึงไม่ได้ทำให้คนต้องวิ่งหาแค่อาชีพที่ “ปลอดภัยจาก AI” เท่านั้น แต่กำลังทำให้คำว่า งานที่ดี มีรายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม คนทำงานต้องมองทั้งโอกาสเติบโต รายได้ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน เพราะต่อให้อาชีพหนึ่งยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกนานแค่ไหน หากรูปแบบการทำงานทำให้คนหมดไฟตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง ความมั่นคงนั้นก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตในแบบที่คาดหวัง
อ้างอิง: Fortune, news.deputy, DigitalEconomy Stanford, white-collar job





