Jason McGowan ซีอีโออาณาจักรคุกกี้พันล้าน ปิดร้านวันอาทิตย์ทุกสาขา ให้พนักงานและตัวเองมีวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะเชื่อว่า “ความสำเร็จ” ไม่ควรแลกด้วยเวลาชีวิต
KEY POINTS
- เจสัน แมคโกแวน ซีอีโอ Crumbl อาณาจักรคุกกี้พันล้าน ยึดหลักการทำงานว่า ความสำเร็จทางธุรกิจไม่ควรต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเวลาในชีวิตส่วนตัว
- Crumbl มีนโยบายปิดร้านทุกวันอาทิตย์ เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาพักผ่อนและใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่
- ในฐานะพ่อของลูก 7 คน เขาให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพและอยู่กับปัจจุบันขณะ มากกว่าการแบ่งเวลาแบบ Work-Life Balance ที่ตายตัว
- แนวคิดนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง โดย Crumbl เติบโตจนมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และมีสาขาเกือบ 1,100 แห่ง
ในวันที่วัยทำงานถูกคาดหวังให้ตอบข้อความเร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และพร้อมรับมือกับเรื่องต่างๆ แทบตลอดเวลา แต่สำหรับ เจสัน แมคโกแวน (Jason McGowan) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Crumbl กลับเลือกทำสิ่งที่สวนทางกับวัฒนธรรม “ต้องไปต่อ” อยู่ตลอดเวลา นั่นคือการกำหนดให้ทุกวันอาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์เป็นวันหยุดทำการของธุรกิจ และเขาก็หยุดงานไปพร้อมกับทีม
Crumbl ซึ่งเริ่มต้นในรัฐยูทาห์ สหรัฐฯ เมื่อปี 2017 จากความตั้งใจของแมคโกแวน และ ซอว์เยอร์ เฮมสลีย์ (Sawyer Hemsley) ที่อยากทำคุกกี้ช็อกโกแลตชิปให้อร่อยที่สุด จนปัจจุบันแบรนด์ขนมดังกล่าว ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจคุกกี้ ที่สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี มีร้านเกือบ 1,100 แห่ง และพนักงานมากกว่า 29,000 คน และเป็นบริษัทแฟรนไชส์เบเกอรีข้ามชาติเจ้าใหญ่ของสหรัฐ
ขณะที่เว็บไซต์ของบริษัท ระบุว่า Crumbl มีนโยบาย "ปิดร้านทุกวันอาทิตย์" มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เพื่อให้พนักงานมีเวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อน และชุมชนของตัวเอง สำหรับแมคโกแวนแล้ว การให้มีวันหยุดหนึ่งวันไม่ได้เป็นเพียงนโยบายของบริษัท หากเป็นแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตที่เขายึดถือมายาวนาน
“ที่ Crumbl เราไม่เปิดร้านในวันอาทิตย์ ไม่ใช่แค่ด้วยเหตุผลทางศาสนา แต่เพื่อให้ทุกคนมีเวลาได้พักผ่อนและเติมพลังให้ตัวเอง”
ช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Crumbl เขาและเฮมสลีย์เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมแป้งคุกกี้ ทำความสะอาดครัวจนดึก และใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ลุ้นว่าธุรกิจจะผ่านไปได้อีกหนึ่งสัปดาห์หรือไม่ ประสบการณ์เหล่านั้น กลับทำให้แมคโกแวนเรียนรู้ว่า "การสร้างบริษัทให้เติบโต" กับ "การปล่อยให้ชีวิตเดินต่อไป" สามารถทำพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ทุกคนคิดว่าชีวิตต้องไปต่อ ไปต่อ และเอาแต่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับผม ความสำเร็จไม่ได้มีแค่การสร้างบริษัทให้ใหญ่ที่สุดเท่านั้น มันยังหมายถึงการสร้างช่วงเวลาที่มีความหมายกับคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราด้วย”
นี่คือเหตุผลที่การปิดร้านวันอาทิตย์มีความหมายกับเขา มากกว่าแค่การหยุดดำเนินธุรกิจหนึ่งวัน เพราะเขาไม่ได้มองว่าเวลาที่ไม่ได้ทำงานคือเวลาที่เสียไป แต่เป็นเวลาที่ทำให้คนกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่
ผู้นำที่มีลูก 7 คน! เผย “เวลาของครอบครัวสำคัญพอๆ กับเวลางาน”
แนวคิดเรื่องการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับองค์กร แต่สะท้อนอยู่ในชีวิตประจำวันของแมคโกแวนด้วย ในฐานะพ่อของลูก 7 คน เขาพยายามวางอีเมลและเรื่องงานลง เมื่อถึงเวลาของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการไปนั่งเชียร์ลูกแข่งฟุตบอล หรือใช้เวลาร่วมกันที่บ้านด้วยการเล่นบอร์ดเกมกับลูกๆ
สิ่งที่เขาพยายามทำจึงไม่ใช่การแบ่งชีวิตออกเป็นสองฝั่ง แบบตายตัวว่า “นี่คือเวลางาน 50%” และ “นี่คือเวลาครอบครัว 50%” แต่คือการอยู่กับสิ่งที่กำลังทำตรงหน้าให้เต็มที่
เมื่ออยู่กับครอบครัว เขาอยากเป็นพ่อที่ใช้เวลาตรงนั้นกับลูกจริงๆ และเมื่ออยู่ในบทบาทซีอีโอ เขาก็ใช้หลักเดียวกันในการทำงาน เวลาเดินทางไปเยี่ยมร้านแฟรนไชส์หรือพูดคุยกับพนักงาน เขาพยายามให้ความสนใจกับบทสนทนาตรงหน้า โดยไม่ปล่อยให้โทรศัพท์หรืออีเมลเข้ามาดึงความสนใจไปเรื่องอื่น
“Work-Life Balance เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมให้ความสำคัญกับครอบครัว เมื่ออยู่กับที่บ้าน ผมอยากใช้เวลาอยู่กับพวกเขาอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเวลาทำงาน ผมก็อยากมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอย่างเต็มที่เช่นกัน แต่ในความเป็นจริง การแบ่งเวลาให้สมบูรณ์แบบกลับเป็นเรื่องยากมาก จนผมเองแทบไม่ชอบคำว่า ‘Balance’ เพราะชีวิตคงไม่มีทางสมดุลได้ตลอดเวลา”
คำพูดนี้น่าสนใจ เพราะมันเปลี่ยนมุมมองต่อ Work-Life Balance จากการพยายาม “แบ่งเวลาให้เท่ากัน” มาเป็นการรู้ว่า เวลาที่เราอยู่กับใครหรือกำลังทำอะไร เราได้ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นจริงๆ หรือไม่
เพราะต่อให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวหลายชั่วโมง แต่ถ้าความสนใจยังอยู่กับงาน เวลานั้นก็อาจไม่ได้มีคุณภาพอย่างที่คิด เช่นเดียวกับการนั่งอยู่ในห้องประชุมกับทีม แต่คอยเช็กโทรศัพท์ตลอดเวลา นั่นก็แปลว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนตรงหน้าอย่างเต็มที่ งานก็อาจมีประสิทธิภาพลดลง
จากเด็กเรียนไม่จบ สู่ผู้ประกอบการ เชื่อ “การสร้างคุณค่า” สำคัญกว่าการสร้างธุรกิจให้ใหญ่
เมื่อย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของแมคโกแวนก็พบว่า ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้เดินมาตามสูตรสำเร็จ เขาเติบโตในรัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา โดยมีพ่อเป็นนักสังคมสงเคราะห์และแม่ทำงานธนาคาร ก่อนลาออกจากโรงเรียนหลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และออกไปทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย
ความฝันในตอนนั้นคือการมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง เขาบอกว่า “ผมอยากเป็นเจ้าของร้านอาหารสักวันหนึ่ง ผมเคยทำงานที่ร้านสเต๊กตอนยังเด็ก และตอนอายุเพียง 16 ปี ผมก็ได้ดูแลงานในครัวของร้านแล้ว”
หลังย้ายไปอยู่รัฐยูทาห์ในปี 2003 เขาเคยใช้เวลาหลายเดือนนอนตามพื้นบ้านเพื่อน พร้อมเรียนรู้การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ก่อนเข้าสู่โลกธุรกิจเทคโนโลยี และร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปหลายแห่ง จากนั้นจึงเข้าทำงานที่ Ancestry ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์มือถือ ก่อนจะจับมือกับเฮมสลีย์สร้างบริษัท Crumbl ขึ้นมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ธุรกิจจะเติบโตจนมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก แต่สิ่งที่เขาบอกว่า "เป็นแรงผลักดันในการทำงาน" กลับไม่ได้เปลี่ยนไป นั่นคือ การได้ทำให้ผู้คนยิ้มได้
“ผมรักการสร้างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ที่ดีที่สุดในโลก หรือสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือผู้คนได้ ความสุขจากการสร้างอะไรบางอย่างที่ทำให้คนอื่นยิ้มได้ นั่นคือสิ่งที่ผลักดันผมให้ทำงานต่อไป”
สำหรับแมคโกแวน การสร้างธุรกิจจึงไม่ได้จบที่ตัวเลขรายได้หรือจำนวนสาขา แต่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า สิ่งที่เรากำลังสร้างกำลังทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นหรือไม่ และแนวคิดนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองกลับไปที่ Crumbl เขาไม่ได้มองธุรกิจนี้เป็นเพียงร้านขายคุกกี้ แต่ต้องการให้คุกกี้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ผู้คนได้ใช้ร่วมกัน แนวคิดเรื่องการใช้เวลากับคนสำคัญ จึงถูกสื่อสารควบคู่ไปกับเรื่องราวของแบรนด์มาโดยตลอด
เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน สิ่งที่ต้องรักษาไว้ ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือ “ความเป็นมนุษย์”
หลังจากทำงานจนเติบโตก้าวหน้ามาถึงขั้นได้เป็นผู้นำองค์กร นอกจากแนวคิดเรื่องสมดุลชีวิตและการทำงานที่เขายึดถือแล้ว หากมองในมุมการบริหารงานในฐานะผู้นำองค์กร เขาก็เป็นซีอีโออีกหนึ่งคนที่มองว่า "ทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่และทักษะการปรับตัว" เป็นสิ่งที่วัยทำงานควรมีติดตัวเสมอ
เมื่อมองไปข้างหน้า แมคโกแวนรู้ดีว่าโลกการทำงานที่คนรุ่นใหม่กำลังเจอนั้น จะไม่เหมือนกับวันที่เขาเริ่มต้นอาชีพ เพราะ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่บริษัททำการตลาด การรับสมัครงาน และการให้บริการลูกค้า เมื่อความรู้ใหม่ๆ เกิดเร็วขึ้นกว่าเดิม ทักษะที่เคยใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สิ่งที่เขาอยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ จึงไม่ใช่การพยายามทำนายว่าอาชีพไหนจะอยู่รอด แต่คือการทำให้ตัวเองเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เขาบอกว่า “อนาคตไม่เคยเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ ผมจะบอกลูกๆ ของผมเสมอว่า อย่ากลัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ และอย่ากลัวที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร หรือเป็นใคร อย่ากลัวที่จะเรียนรู้และเติบโตต่อไป”
แต่ในโลกที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นทุกวัน เขากลับมองว่ามีบางอย่างที่คนทำงานไม่ควรปล่อยให้หายไป นั่นคือ ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับคนอื่น “เราต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีมีประโยชน์ในแง่การทำงาน ต้องใช้มันเพื่อช่วยเหลือและให้บริการผู้คน บางครั้งเรื่องนี้อาจถูกมองข้ามไป และนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก อย่าประเมินพลังของความเป็นมนุษย์ต่ำเกินไป”
เพราะในวันที่ AI สามารถช่วยให้คนทำงานเร็วขึ้น เก่งขึ้น และทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิ่งที่อาจกลายเป็นความแตกต่างกลับไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้เครื่องมือ แต่คือ เรานำสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้ ไปสร้างคุณค่าให้กับคนอื่นอย่างไร
ไม่กลัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ + ทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับโลก = ไม่มีวันตกงาน
นอกจากนี้ หากวัยทำงานอยากอยู่รอดในยุคที่ AI เข้ามาทำให้โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้น ก็ต้องพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ทำให้งานมีความหมายตั้งแต่ต้น คือการสร้างบางอย่างที่มีคุณค่าต่อผู้อื่น
“ถ้าคุณไม่กลัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเข้าใจว่า การสร้างบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสร้างคุณค่าให้กับโลกมีความสำคัญแค่ไหน ผมเชื่อว่า คุณจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้”
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ซีอีโออาณาจักรคุกกี้ชวนให้คิดไปไกลกว่านั้นก็คือ ต่อให้โลกงานเปลี่ยนไปแค่ไหน เป้าหมายของการทำงานก็ยังกลับมาที่คำถามพื้นฐานว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่สร้างประโยชน์ให้ใคร? ทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้นอย่างไร? และ อะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าพอให้เราใช้เวลาชีวิตไปกับมัน?
ส่วนคำตอบ...ก็คงเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องเลือกด้วยตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เหตุผลที่ทำให้ผู้นำอย่าง แมคโกแวน ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ อาจจะมาจากการผสมผสานองค์ความรู้และแนวคิดหลายอย่างที่เขาได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งการเปิดรับเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าเวลาไหนควรเต็มที่กับงาน และเวลาไหนควรวางงานลงแล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ
อ้างอิง: Fortune, Reuters, CrumblCookies





