วันจันทร์อาจไม่ใช่วันที่เราเหนื่อยที่สุดอย่างที่คิด ข้อมูลจาก Welltory ที่วิเคราะห์ HRV ผู้คนกว่า 19.1 ล้านครั้ง เผย วันศุกร์คือวันที่สมองเหนื่อยล้าสะสมสูงสุด
KEY POINTS
- งานวิจัยด้านสรีรวิทยาชี้ว่า แม้คนทำงานจะรู้สึกเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) แต่ร่างกายกลับอยู่ในภาวะฟื้นตัวและมีพลังงานมากที่สุดในสัปดาห์
- ในทางกลับกัน วันศุกร์ที่หลายคนรอคอยอย่างมีความสุข เพราะใกล้ถึงวันหยุด กลับเป็นวันที่ร่างกายและสมองมีความเหนื่อยล้าสะสมสูงที่สุดจากการทำงานตลอดทั้งสัปดาห์
- ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกทางอารมณ์อาจสวนทางกับสภาพร่างกายที่แท้จริง มีคำแนะนำให้วางแผนงานที่ต้องใช้พลังสมองสูงในช่วงต้นสัปดาห์จะดีกว่า
ถ้าถามคนวัยทำงานว่า “วันไหนของสัปดาห์ที่ไม่อยากให้มาถึงที่สุด?” คำตอบที่ได้คงหนีไม่พ้นวันจันทร์ เพราะเพียงแค่คืนวันอาทิตย์ หลายคนก็เริ่มรู้สึกถึงความหนักอึ้งของวันทำงานสัปดาห์ใหม่ ทั้งงานที่ค้างอยู่ ประชุมที่รออยู่ อีเมลที่ยังไม่ได้เช็ก และสารพัดเรื่องที่ต้องจัดการหลังจากได้พักจากงานมา 2 วัน
เราเรียกความรู้สึกนี้ว่า “Monday Blues” และเชื่อว่าชาวออฟฟิศหลายคนก็คุ้นเคยกับมันมากเสียจนกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตการทำงาน วันจันทร์ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเหนื่อยล้า ขณะที่วันศุกร์คือรางวัลที่ทุกคนเฝ้ารอ แต่ข้อมูลด้านสรีรวิทยาชุดใหม่ล่าสุด กลับชี้ว่า เรื่องที่เรารู้สึกกับเรื่องที่ร่างกายกำลังเผชิญ อาจเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Welltory บริษัทเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ซึ่งศึกษาการวัด Heart Rate Variability หรือ HRV จำนวน 19.1 ล้านครั้ง จากผู้ใช้ในสหรัฐฯ 18,734 คน พบรูปแบบที่น่าสนใจมาก นั่นคือ วันจันทร์กลับเป็นวันที่ระบบประสาทมีภาวะฟื้นตัวดีที่สุดของสัปดาห์ ขณะที่วันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่เราดีใจที่สุด กลับเป็นวันที่ร่างกายและสมองเหนื่อยล้าสะสมมากที่สุด
นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้สึกสดชื่นในเช้าวันจันทร์ หรือว่าการเกลียดวันจันทร์เป็นเรื่องคิดไปเอง แต่ข้อมูลชุดดังกล่าว กำลังชวนให้เรามอง “ความเหนื่อยจากการทำงานใหม่” ว่า สิ่งที่เรารู้สึกทางอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบประสาท อาจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
Monday Blues อาจไม่ได้แปลว่าร่างกายเหนื่อยที่สุด
เหตุผลที่วันจันทร์มักทำให้วัยทำงานรู้สึกหนักอึ้ง ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่เราเดินเข้าออฟฟิศ แต่มันเริ่มมีอาการมาตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว สาเหตุเพราะเมื่อสมองเริ่มคิดล่วงหน้าถึงสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง ทั้งงานที่ต้องทำ เป้าหมายที่ต้องรับผิดชอบ การประชุมที่ต้องเตรียมตัว และปัญหาที่รู้ว่าอย่างไรก็ต้องกลับไปจัดการ นั่นทำให้ผู้คนเกิดอาการเหนื่อยทางใจนำมาก่อน
ทีนี้ เมื่อถึงวันจันทร์ หากเราเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกไม่อยากทำงาน ความรู้สึกนั้นก็สามารถส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดทั้งวันได้ อารมณ์ในช่วงเช้าวันจันทร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “อารมณ์เสียเดี๋ยวเดียว” แต่สามารถส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ และประสิทธิภาพในการทำงานได้ด้วย
นั่นเป็นเหตุผลที่วันจันทร์กลายเป็นตัวร้ายประจำสัปดาห์มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ในอีกมุมหนึ่ง ร่างกายของเราอาจเพิ่งผ่านช่วงพักฟื้นจากวันหยุดมา
ข้อมูลของ Welltory ยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น โดยนักวิจัยได้ศึกษาตัวชี้วัด 2 ด้านจากข้อมูล HRV ได้แก่ Activation ซึ่งสะท้อนระดับการกระตุ้นหรือความตื่นตัวของระบบประสาท และ Drain ซึ่งสะท้อนการสะสมความเหนื่อยล้า
ผลที่ออกมาค่อนข้างสวนทางกับความรู้สึกของคนทำงานทั่วไป เพราะเมื่อเทียบกับค่าพื้นฐานของแต่ละคน วันจันทร์มีค่า Activation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 0.76 จุด และค่า Drain ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 0.33 จุด ซึ่งเป็นระดับความเหนื่อยล้าที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวันอื่น ๆ ในสัปดาห์
พูดง่าย ๆ คือ ในวันที่เราอาจบ่นว่าไม่อยากทำงานที่สุด ร่างกายอาจกำลังอยู่ในช่วงที่มีพลังมากที่สุดก็ได้
แน่นอนว่า HRV เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่ใช้ดูการทำงานของระบบประสาทเท่านั้น และค่าที่วัดได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกดีหรือมีประสิทธิภาพสูงโดยอัตโนมัติ Welltory เองก็ระบุว่า HRV ไม่ใช่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและไม่สามารถใช้แทนการตรวจทางการแพทย์ได้
แต่สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้น่าสนใจ คือ มันทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง “ความรู้สึกว่าเหนื่อย” กับ “ภาวะที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวหรือใช้พลังงานอยู่” ได้ชัดขึ้น
วันศุกร์ที่รอคอย อาจเป็นวันที่ร่างกายหมดแรงที่สุด
ถ้าวันจันทร์เป็นวันที่ร่างกายฟื้นตัวดีที่สุด วันศุกร์กลับอยู่ตรงกันข้าม ข้อมูลพบว่า Friday มีค่า Drain สูงที่สุดในสัปดาห์ โดยอยู่ที่ 0.36 จุดเหนือค่าปกติของแต่ละคน นั่นหมายความว่า เมื่อวัยทำงานเดินทางมาถึงวันศุกร์ ร่างกายไม่ได้อยู่ในจุดที่มีพลังงานเต็มเปี่ยมเลย แม้จิตใจของเราจะกำลังรู้สึกดีขึ้นเพราะเห็นวันหยุดอยู่ไม่ไกลก็ตาม
ลองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 4 วันที่ผ่านมา ทั้งการประชุม การตัดสินใจ งานเร่งด่วน การตอบข้อความ การเดินทาง ความกดดันจากเดดไลน์ หรือแม้แต่การต้องรับมือกับผู้คนและสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน สิ่งเหล่านี้ล้วนใช้ทรัพยากรของร่างกายและระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง
ความเหนื่อยล้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ทำงานหนักครั้งเดียว” เท่านั้น แต่สามารถสะสมทีละเล็กทีละน้อยตลอดทั้งสัปดาห์ และความย้อนแย้งก็คือ วันที่ร่างกายอาจอ่อนล้าที่สุด กลับเป็นวันที่เรามักอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ที่สุด ในช่วงหลังเลิกงานวันศุกร์ หลายคนจึงมักจะมีนัดกินข้าว สังสรรค์ เดินทาง ออกกำลังกาย หรือวางแผนกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงดึก เพราะรู้สึกว่าในที่สุดก็ได้ใช้เวลาส่วนตัวของตัวเองเสียที
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะสะสมความอ่อนล้า การเติมกิจกรรมเข้าไปอีกโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ตัวเองฟื้นตัว ก็อาจทำให้เราเริ่มต้นสัปดาห์ถัดไปด้วยพลังงานที่ไม่ได้กลับมาเต็มร้อย
วันเสาร์คนทำงานคึกคักที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าฟื้นตัวได้ดีที่สุด
ในข้อมูลฉบับดังกล่าวยังมีอีกจุดที่น่าสนใจ คือ รายงานระบุว่า วันเสาร์เป็นวันที่มีค่า Activation สูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 1.28 จุดเหนือค่าปกติ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี เพราะ Activation ไม่ได้หมายถึง “ความเครียด” เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนระดับการตื่นตัวของระบบประสาทด้วย ดังนั้นการออกไปเจอเพื่อน เดินทาง ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือพบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ก็สามารถทำให้ Activation สูงขึ้นได้เช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่เราต้องแยกคำว่า “ตื่นตัว” ออกจากคำว่า “เครียด” ให้ชัดเจน การที่ระบบประสาทถูกกระตุ้น ไม่ได้แปลว่าร่างกายกำลังมีปัญหาเสมอไป บางครั้งมันอาจเกิดจากความสนุก ความตื่นเต้น หรือความรู้สึกมีชีวิตชีวา
ดังนั้น วันเสาร์ที่เราออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ไปกินข้าวกับเพื่อน ต่อด้วยดูหนัง แล้วไปออกกำลังกาย อาจทำให้เรารู้สึกว่า “วันนี้มีพลังมาก” ขณะเดียวกัน ระบบประสาทก็อาจกำลังทำงานอย่างเต็มที่เช่นกัน
สิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่การทำให้ Activation ต่ำที่สุด แต่คือการรู้ว่า เมื่อไรควรตื่นตัว และเมื่อไรควรปล่อยให้ระบบประสาทลดระดับลง
วันอาทิตย์อาจเป็นวันเปลี่ยนผ่านที่สำคัญกว่าที่คิด
ส่วนวันอาทิตย์ให้ภาพอีกแบบหนึ่ง เพราะ Activation ยังคงสูงกว่าค่าปกติ 0.53 จุด แต่ Drain ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า ผู้คนยังคงมีกิจกรรมและความตื่นตัวอยู่ แต่ไม่ได้สะสมความเหนื่อยล้าในระดับเดียวกับวันศุกร์
ลองมองวันอาทิตย์ในฐานะ “วันเปลี่ยนผ่าน” มากกว่าจะมองว่าเป็นวันสุดท้ายก่อนกลับไปทำงาน เราอาจยังออกไปข้างนอก เจอเพื่อน ทำอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็เริ่มมีโอกาสกลับเข้าสู่โหมดฟื้นตัวก่อนเข้าสู่สัปดาห์ใหม่
ปัญหาคือหลายคนกลับทำตรงกันข้าม เพราะใช้เวลาในวันเสาร์และช่วงกลางวันของอาทิตย์ ทำกิจกรรมต่างๆ จนเต็มที่ แล้วค่อยพยายามพักผ่อนร่างกายเอาในคืนวันอาทิตย์ ผลที่เกิดขึ้นคือ เราอาจไม่ได้กลับเข้าสู่วันจันทร์ด้วยความรู้สึกว่า “พร้อมเริ่มต้นใหม่” แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังลากสังขารตัวเองจากวันหยุดสุดสัปดาห์เข้าสู่สัปดาห์ทำงาน
ถ้ารู้จังหวะร่างกาย ก็อาจวางแผนงานได้ฉลาดขึ้น งานมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ดร.แอนนา เอลิตเซอร์ (Anna Elitzur, MD) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจาก Welltory มองว่า เรามักเข้าใจเรื่องความเครียดและภาวะหมดไฟผิดไปตั้งแต่ต้น เพราะเรามักใช้ความรู้สึกเป็นตัวบอกว่า ร่างกายกำลังอยู่ในสภาพไหน ทั้งที่สองสิ่งนี้อาจไม่ได้ตรงกันเสมอไป
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การเปลี่ยนจาก “เกลียดวันจันทร์” มาเป็น “รักวันจันทร์” แต่คือการรู้จักใช้จังหวะของร่างกายให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำในการปรับวิธีทำงานให้สอดคล้องกับพลังงานของสมองและร่างกายในแต่ละวัน ดังนี้
1. งานที่ต้องใช้พลังสมองสูง วางไว้ทำช่วงต้นสัปดาห์
เมื่อรู้แล้วว่าสมองของคนเรามักมีพลังมากกว่าในวันจันทร์และอังคาร ก็อาจใช้วันทำงานช่วงนี้ไปกับการทำงานที่ต้องคิดวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ สร้างสรรค์งาน หรือจัดการเรื่องที่ต้องใช้สมาธิสูง แทนที่จะปล่อยให้วันต้นสัปดาห์หมดไปกับงานจุกจิกทั้งหมด
2. อย่าอัดทุกอย่างไว้ในวันศุกร์เพียงเพราะใกล้วันหยุด
อย่าให้ความรู้สึกว่า “อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว” มาทำให้สมองยิ่งพังและหมดแรง เราไม่ควรมองข้ามความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ หากเป็นไปได้ ควรจัดเวลาทำงานของวันศุกร์ไปกับการทำงานประเภท การปิดงาน การตรวจทาน และการจัดระเบียบสิ่งที่ค้างอยู่มากกว่า
3. อย่าสับสนระหว่างการหยุดงานกับการพักฟื้นสมอง
วันหยุดที่เต็มไปด้วยการเดินทาง นัดสังสรรค์ ออกกำลังกายหนัก และกิจกรรมต่อเนื่อง อาจทำให้เราไม่ได้มีช่วงเวลาที่ระบบประสาทได้ลดระดับความเครียด และความเหนื่อยล้าลงจริง ๆ การพักจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนอนอยู่เฉย ๆ ทั้งวัน แต่ควรมีช่วงที่ร่างกายไม่ต้องรับสิ่งกระตุ้นใหม่ตลอดเวลา
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาความเหนื่อยล้าของวัยทำงานอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า วันจันทร์หรือวันศุกร์เหนื่อยมากกว่ากัน แต่อยู่ที่เราคุ้นเคยกับการใช้ “ความรู้สึก” เป็นเข็มทิศเพียงอย่างเดียวในการจัดการชีวิตการทำงาน
บางทีวันที่เราอยากให้ผ่านไปเร็วที่สุด อาจเป็นวันที่ร่างกายมีทรัพยากรพร้อมที่สุด ขณะที่วันที่เรารู้สึกมีความสุขที่สุดเพราะกำลังจะได้ถึงวันหยุด อาจเป็นวันที่ร่างกายกำลังเรียกร้องให้เราผ่อนงานลงบ้าง และเมื่อเราเริ่มมองสัปดาห์ทำงานผ่านจังหวะของร่างกาย แทนที่จะมองผ่านปฏิทินเพียงอย่างเดียว เราก็จะได้จัดสรรพลังงานสำหรับทำงานได้เหมาะสมมากขึ้น และรู้ว่าวันไหนควรหยุดเติมภาระให้ตัวเองเสียที
อ้างอิง: Forbes, PollackPeaceBuilding, A Feel-Good Workday, welltory, Medium





