วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569

Login
Login

หลังวันหยุดยิ่งเหนื่อยล้า? Vacation Hangover สมองไม่เข้าโหมดงาน

เคยไหม? เมื่อปฏิทินเวียนมาถึงวันหยุด ที่ชาวออฟฟิศเฝ้ารอ หลายคนเลือกที่จะพักผ่อนหรือไปเที่ยวในวันหยุดอย่างเต็มที่ และรู้สึกดี คลายเครียด อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อวันหยุดจบลงและต้องกลับมาทำงานวันแรก กลับไม่ได้รู้สึกสดชื่นหรือฟื้นฟูพลังงานได้มากอย่างที่คิด

หลายคนแค่เปิดคอมพิวเตอร์ก็รู้สึกเหนื่อย งานล้นจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน งานบางงานที่เคยทำเพียงไม่นานก็เสร็จ แต่กลับต้องใช้เวลานั่งคิดนานขึ้น แม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่ต้องตัดสินใจก็รู้สึกน่าปวดหัว เหมือนว่า “ทำไมเราเหมือนทำงานไม่เป็นเลย?”

รู้หรือไม่ อาการที่คุณกำลังเป็นอยู่อาจเข้าข่าย “Vacation Hangover” (แปลว่า เมาค้างวันหยุด) หรือ Post-Vacation Blues ซึ่งหมายถึงอาการที่เกิดขึ้นในช่วงที่สมองกำลังปรับตัวจากการพักผ่อนกลับเข้าสู่ชีวิตการทำงานตามปกติ

ทั้งนี้ มันไม่ได้หมายถึงอาการเมาค้างจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่เป็นความรู้สึกว่าสมองมึนๆ ตื้อๆ เหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ หรือไม่อยากกลับเข้าสู่โหมดทำงาน หลังจากได้ใช้ชีวิตแบบผ่อนคลายมาหลายวัน และยิ่งเราใช้ชีวิตในวันหยุดแบบเต็มที่เท่าไร ความรู้สึกแตกต่างระหว่าง “ช่วงชีวิตตอนพัก” กับ “ช่วงชีวิตตอนทำงาน” ก็อาจยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น

ทำไมกลับจากวันหยุดแล้ว สมองเหมือนยังไม่พร้อมทำงาน?

แจ็กสัน พาร์สันส์ (Jackson Parsons) ผู้ก่อตั้งและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก My Duvet Flip อธิบายว่า Vacation Hangover ไม่ได้หมายความว่า การหยุดพักของเราล้มเหลว ตรงกันข้าม อาการนี้อาจเกิดขึ้นเพราะเราได้พักจริงๆ จนสมองเคยชินกับชีวิตที่มีแรงกดดันน้อยลง

ลองนึกถึงชีวิตในช่วงวันหยุด เราอาจใช้เวลาคิดเพียงว่า จะกินอะไร จะไปเที่ยวที่ไหน หรือเย็นนี้จะไปนั่งร้านไหนดี แต่ไม่ต้องคอยคิดเรื่องงานตลอดเวลาว่า อีเมลฉบับไหนต้องตอบก่อน โปรเจกต์ไหนใกล้ถึงกำหนด ใครกำลังรอคำตอบจากเรา หรือประชุมครั้งต่อไปต้องเตรียมอะไร

แต่พอกลับมาทำงาน ความวุ่นวายทุกอย่างกลับถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งอีเมลที่ค้างอยู่ การประชุมที่เรียงเต็มปฏิทิน งานที่รอการตัดสินใจ  ข้อความจากเพื่อนร่วมงาน และเรื่องด่วนที่แต่ละคนต่างก็คิดว่าสำคัญ ฯลฯ ภาระงานเหล่านี้ล้วนต้องการให้ "สมองกลับมาเปิดโหมดทำงาน" ใช้สมาธิ และตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพราะเรา “หมดไฟ” หรือ “ไม่อยากทำงาน” แต่เป็นเพราะสมองกำลังเปลี่ยนจากโหมดพักกลับเข้าสู่โหมดทำงานอีกครั้ง

อาการนี้ยังแตกต่างจาก Jet Lag หรืออาการเหนื่อยจากการเดินทางข้ามเขตเวลา เพราะต่อให้ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ก็สามารถเกิด Vacation Hangover ได้ เพียงแค่หยุดงานไปหลายวันแล้วกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยงานและความรับผิดชอบอย่างรวดเร็ว

ปัญหาคือ คนทำงานจำนวนมาก มักคาดหวังว่าทันทีที่กลับมาถึงโต๊ะทำงาน ตัวเองจะต้องกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิมทันที บางคนพยายามเคลียร์อีเมลทั้งหมดให้หมดภายในช่วงเช้า รับประชุมทุกนัดที่ค้างอยู่ และไล่ตามทุกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างที่ตัวเองหยุด แต่สุดท้าย.. แทนที่จะรู้สึกว่า “เคลียร์งานได้แล้ว” กลับยิ่งรู้สึกว่า “งานเยอะจนตามไม่ทัน”

5 สัญญาณที่บอกว่า คุณอาจกำลังมีภาวะ Vacation Hangover

1. งานที่เคยทำเสร็จได้ง่ายๆ กลับต้องใช้สมาธิกว่าเดิม

งานบางอย่างที่ก่อนถึงวันหยุด คุณสามารถทำได้แทบจะโดยอัตโนมัติ พอมาทำงานหลังวันหยุดพักผ่อน กลับรู้สึกว่าต้องนั่งคิดนานขึ้น ทั้งที่เป็นงานเดิม สาเหตุอาจเป็นเพราะ "สมองกำลังปรับตัว" กลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ต้องรับมือกับเดดไลน์ การแจ้งเตือน และการจดจ่อกับงานต่อเนื่องอีกครั้ง ดังนั้น อย่ารีบตีความว่าตัวเองทำงานแย่ลง

2. เรื่องเล็กๆ กลับทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า

ช่วงวันหยุด เรามักมีเรื่องให้ตัดสินใจน้อยลง แต่เมื่อกลับมาทำงาน คุณอาจต้องเลือกว่าจะตอบอีเมลใครก่อน จะจัดการงานไหนก่อน ประชุมไหนสำคัญ และเรื่องไหนสามารถรอได้ เมื่อเรื่องเล็กๆ หลายสิบเรื่องเข้ามาพร้อมกัน สมองก็สามารถรู้สึกเหนื่อยจากการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

3. งานเท่าเดิม แต่กลับรู้สึกว่างานหนักขึ้นกว่าเดิม

บางครั้งปริมาณงานไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย เพียงแต่คุณเพิ่งผ่านช่วงเวลาหลายวันที่ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ตื่นนอนตามใจตัวเอง กินข้าวช้าๆ หรือออกไปเที่ยวโดยไม่มีเดดไลน์จ่อในมือ พอกลับมาเจอกับอีเมล ประชุม และงานที่ต้องเร่งจัดการ ความแตกต่างทางอารมณ์เหล่านั้น จึงทำให้รู้สึกว่างานหนักกว่าที่เคย ทั้งที่จริงๆ แล้วงานอาจมีปริมาณเท่าเดิม

4. ยังไม่ได้เริ่มงาน ก็รู้สึกว่าตัวเองตามไม่ทันแล้ว

แค่เห็นอีเมลที่ค้างอยู่หลายร้อยฉบับ หรือเปิดปฏิทินแล้วพบว่ามีประชุมเรียงกันตลอดทั้งวัน ก็อาจทำให้รู้สึกเครียดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงานแม้แต่ชิ้นเดียว ความรู้สึกว่า “งานล้นมือ” จึงอาจเกิดขึ้นก่อนที่เราจะลงมือจัดการกับงานจริงๆ

5. พยายามเร่งตัวเองให้ตามทุกอย่างได้ทัน

นี่เป็นอีกพฤติกรรมที่ทำให้อาการ Vacation Hangover หนักขึ้น หลายคนกลับมาทำงานแล้วพยายามเคลียร์ทุกอย่างให้หมดภายในเช้าวันเดียว ทั้งอีเมลที่ค้าง งานที่ถูกส่งมาใหม่ ฯลฯ แต่ความจริงคือ แม้วันหยุดจะมีวันสิ้นสุดที่ชัดเจนในปฏิทิน แต่สมองไม่ได้มีสวิตช์ที่กดแล้วเปลี่ยนจาก “พัก” เป็น “ทำงานเต็มกำลัง” ได้ทันที เมื่อฝืนใช้สมองมากเกินไปในทันทีจึงยิ่งเหนื่อยล้ากว่าเดิม

8 วิธีช่วยให้กลับมาทำงานหลังวันหยุด โดยไม่มีอาการ Vacation Hangover

1. อย่าเพิ่งไล่ตอบแจ้งเตือนทั้งหมด ให้เริ่มจากงานสำคัญก่อน

เมื่อกลับมาจากวันหยุดพักผ่อน หากเจออีเมลหรือแจ้งเตือนในกลุ่มงานแบบรัวๆ สิ่งที่หลายคนเผลอทำ คือ เปิดดูอันแรกแล้วค่อยๆ ตอบไปทีละฉบับ แต่ปัญหาคือ วิธีนี้ทำให้เรากลายเป็นฝ่ายวิ่งตามคำขอของคนอื่นทันที โดยไม่ได้ถามก่อนว่า วันนี้งานอะไรสำคัญที่สุด

ลองเปลี่ยนใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการเลือกเพียง 2-3 เรื่องที่จำเป็นต้องจัดการในวันนั้นก่อน ส่วนอีเมลที่เหลือค่อยจัดการตามลำดับ เพราะการเคลียร์ Inbox จนหมดไม่ได้แปลว่าวันนั้นเราทำงานสำคัญที่สุดเสร็จแล้ว แต่กลายเป็นว่าเสียเวลางานมากขึ้น

2. ชั่วโมงแรกหลังกลับมาทำงาน ควรตั้งสติก่อน

ถ้าสามารถจัดตารางได้ อย่าเพิ่งนัดประชุมตั้งแต่นาทีแรกที่กลับมาทำงานหลังวันหยุด ให้จัดสรรตารางเวลาไว้สักหนึ่งชั่วโมงเพื่อดูว่า งานไหนต้องรีบจัดการ เรื่องไหนยังรอได้ และอะไรที่ควรจัดลำดับความสำคัญใหม่ การได้ตั้งหลักก่อนจะช่วยให้เราเป็นฝ่ายจัดการงานได้ดี มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสที่จะปล่อยให้คำขอจากคนอื่นเป็นฝ่ายลากเราไปตลอดทั้งวัน

3. อย่าคาดหวังว่าวันแรกต้องเป็นวันที่ทำงานได้ดีที่สุด

วันแรกหลังกลับจากวันหยุดพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่คุณสร้างผลงานได้มากที่สุด ลองมองวันแรกเป็นช่วง “ปรับตัวปรับสมอง” ให้ตัวเองกลับเข้าสู่จังหวะการทำงานตามปกติ แทนที่จะคอยตำหนิตัวเองว่า ทำไมยังทำงานไม่ได้เร็วเหมือนก่อนหน้านี้ เพราะความกดดันจากการรู้สึกว่าตัวเอง “ช้าเกินไป” อาจกลายเป็นความเครียดที่ไม่จำเป็น

4. เก็บนิสัยดีๆ จากช่วงวันหยุดไว้สักหนึ่งอย่าง

เหตุผลที่เรารู้สึกดีในช่วงวันหยุด ไม่ใช่เกิดจากการไม่ได้ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากพฤติกรรมหลายอย่างที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน เช่น เดินมากขึ้น กินข้าวนอกบ้าน ใช้โทรศัพท์น้อยลง วางมือถือระหว่างกินข้าว อ่านหนังสือ นั่งเงียบๆ หรือมีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก

เมื่อกลับมาทำงาน ไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมทั้งหมด ลองเลือกนิสัยดีๆ จากช่วงวันหยุดไว้สักอย่าง เช่น เดินตอนเช้า ออกไปกินข้าวกลางวันข้างนอก หรือกำหนดช่วงเย็นที่ไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายจากวันหยุดไม่หายไปพร้อมกับการกลับมาทำงาน

5. อย่าเอาวันทำงานไปเปรียบเทียบกับช่วงวันหยุด

การคิดถึงวันหยุดหรือรู้สึกว่าวันทำงานไม่สนุกเท่าตอนได้หยุดพักไปเที่ยว ไม่ได้แปลว่าคุณเกลียดงานของตัวเอง เพราะสองช่วงเวลานี้แตกต่างกันโดยธรรมชาติ

ช่วงวันหยุดเรามีอิสระที่เลือกได้ว่าจะทำอะไร ใช้เวลาอย่างไร และอยู่กับใคร ขณะที่วันทำงานเต็มไปด้วยหน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ต้องทำตามกำหนด เมื่อเอาสองช่วงเวลามาเปรียบเทียบกัน วันทำงานย่อมดูน่าเหนื่อยกว่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เพิ่งกลับมา

6. หาเรื่องสนุกๆ ไว้รอคอย ไม่ต้องรอวันหยุดครั้งใหม่

ความสุขจากการไปเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันหยุดที่เราเดินทาง แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีอะไรดีๆ ให้ตั้งตารอ ดังนั้น ลองสร้างเรื่องเล็กๆ แบบเดียวกันไว้ในชีวิตประจำวัน เช่น นัดกินข้าวกับเพื่อน วางแผนเที่ยวใกล้ๆ ช่วงสุดสัปดาห์ ซื้อตั๋วคอนเสิร์ต ไปดูหนัง หรือกำหนดวันหยุดสั้นๆ ครั้งต่อไปไว้ในปฏิทิน ชีวิตไม่จำเป็นต้องรออีกหลายวัน หรือหลายเดือนกว่าจะมีอะไรให้รู้สึกตื่นเต้น

7. อย่าเพิ่งรับงานใหม่ทุกอย่างทันทีที่กลับมา

หลังวันหยุดเรามักมีงานที่ต้องกลับมาเคลียร์ให้เสร็จอยู่แล้ว และเพื่อนร่วมงานก็อาจมีงานใหม่เข้ามาขอให้ช่วยเพิ่มเติม ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่คนทำงานมีโอกาสรับงานเกินกำลังได้ง่าย เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้องรีบกลับมา “ชดเชย” เวลาที่หายไป

ลองเว้นพื้นที่ให้ตัวเองจัดการงานเดิมให้เข้าที่ก่อน หากมีคนมอบหมายงานใหม่มา อาจยังไม่ต้องรีบตอบตกลงทันที แต่ขอดูตารางและภาระงานที่มีอยู่ก่อน การรักษาขอบเขตพื้นที่ให้ตัวเองในช่วงแรก จะช่วยให้งานที่ค้างอยู่ ไม่กลายเป็นกองงานใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

8. ถ้าผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ต้องหาสาเหตุที่ลึกกว่า

การรู้สึกเฉื่อย ไม่มีสมาธิ หรือไม่อยากกลับมาทำงานในช่วงสองสามวันแรกหลังวันหยุด อาจเป็นเพียงช่วงปรับตัวตามธรรมชาติ แต่ถ้าผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว คุณยังรู้สึกหมดแรงทางอารมณ์ รู้สึกว่างานหนักจนรับไม่ไหว หรือเริ่มไม่รู้สึกผูกพันกับงานเหมือนเดิม เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ Vacation Hangover

ลองกลับมาดูว่า ปริมาณงานมากเกินไปหรือไม่ ขอบเขตระหว่างเวลางานกับชีวิตส่วนตัวชัดเจนแค่ไหน สภาพแวดล้อมในที่ทำงานกำลังส่งผลต่อคุณอย่างไร รวมถึง Work-Life Balance ของคุณยังอยู่ในจุดที่เหมาะสมหรือไม่ ถ้าพบว่าสมดุลชีวิตพัง และอาการเหล่านี้ไม่หายไป อาจพิจารณาทำแบบประเมิน ภาวะหมดไฟ หรือปรึกษานักจิตบำบัดเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทำงานมักทำผิดพลาดหลังวันหยุดพักผ่อน คือ คาดหวังว่าตัวเองต้องกลับมาทำงานได้เต็มร้อยตั้งแต่เช้าวันแรก แต่อย่าลืมว่า ตลอดช่วงวันหยุด สมองของเราเพิ่งได้พักจากสิ่งที่ต้องรับมืออยู่ทุกวัน เมื่อกลับมาทำงาน งานหลายอย่างพุ่งเข้ามาพร้อมกัน สมองจึงต้องใช้เวลาปรับตัวบ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด

ครั้งหน้าถ้ากลับจากเที่ยวแล้วรู้สึกสมองตื้อ งานที่เคยทำง่ายกลับดูยาก หรือรู้สึกอยากหยุดต่ออีกสักวัน อย่าเพิ่งตกใจว่าตัวเองเปลี่ยนไป คุณแค่กำลังเปลี่ยนเกียร์จากชีวิตที่ได้พัก กลับเข้าสู่ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอีกครั้ง เราจึงควรให้เวลาตัวเองค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิม โดยไม่ทำให้วันทำงานวันแรกหลังวันหยุด กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเครียด หดหู่ หรือพัฒนาสู่ภาวะหมดไฟซึ่งอาจแย่กว่าเดิม

 

 

อ้างอิง: ForbesMy Duvetflip