วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

พนักงานจงใจไม่ใช้ AI กังวลปัญหาศีลธรรม สิ่งแวดล้อม คุกคามมนุษย์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "ทักษะการใช้ AI" ถูกผลักดันให้กลายเป็นทักษะสำคัญแห่งโลกการทำงาน หลายบริษัทเริ่มคาดหวังให้พนักงานใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน ขณะที่ประกาศรับสมัครงานจำนวนมากก็เริ่มระบุทักษะด้าน AI เป็นคุณสมบัติที่ต้องมี

ท่ามกลางกระแสดังกล่าว หลายคนอาจคิดว่าพนักงานส่วนใหญ่กำลังรีบเรียนรู้และหันมาใช้ AI มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ AI จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริง แต่คนทำงานจำนวนไม่น้อยกลับตั้งใจที่จะ "ไม่ใช้ AI" หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใดๆ เลย

ผลสำรวจ CNBC และ Survey Monkey Quarterly AI and Jobs Survey ซึ่งสำรวจนักเรียนและคนทำงานในสหรัฐฯ จำนวน 3,597 คน ระหว่างวันที่ 17-21 เมษายนที่ผ่านมา พบว่า เกือบสองในสาม หรือ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยหลีกเลี่ยงการใช้ AI อย่างน้อยหนึ่งครั้ง 

เหตุผลเพราะกังวลด้านศีลธรรม ความเป็นส่วนตัว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความไม่แม่นยำของข้อมูล หรือเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ AI จะได้รับการยอมรับมากขึ้นในที่ทำงาน แต่ความกังวลที่อยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวันคนทำงานก็ยังไม่ได้หายไปไหน

คนรุ่นใหม่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมมากกว่าคนทำงาน

ผลสำรวจพบอีกว่า นักเรียนและนักศึกษามีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการใช้ AI มากกว่าคนทำงานในหลายประเด็น โดยเมื่อถามถึงเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม 36% ของนักเรียนระบุว่า เคยหลีกเลี่ยงการใช้ AI ด้วยเหตุผลนี้ เทียบกับคนทำงานที่มีสัดส่วน 19% ที่หลีกเลี่ยง AI เพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังความกังวลดังกล่าวมาจากผลกระทบของ การสร้าง Data Center ที่ใช้รองรับระบบ AI ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ พื้นที่ดิน รวมถึงการ "ปล่อยความร้อน" ที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลข้อมูล

ขณะเดียวกัน ตามรายงานยังระบุอีกว่า 36% ของนักเรียนนักศึกษา หลีกเลี่ยง AI เพราะกังวลเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เทียบกับ 28% ของคนทำงาน

สเนฮา เรวานูร์ (Sneha Revanur) ผู้ก่อตั้งและประธานของ Encode AI ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านนโยบาย AI (ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้) ได้ออกมาให้ความเห็นว่า คนทำงานรุ่น Gen Z จำนวนไม่น้อยไม่สบายใจกับ AI เพราะรู้สึกว่าระบบเหล่านี้อาจกำลังนำผลงานของมนุษย์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เธอกล่าวว่า หลายคนกังวลว่า AI กำลังคัดลอกหรือดึงเอาผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไปใช้ประโยชน์ ขณะที่บางคนกังวลมากกว่านั้นว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ บางคนถึงขั้นบอกว่า "AI คือการคุกคามความเป็นมนุษย์ในตัวเรา"

คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนว่า สำหรับคนรุ่นใหม่บางส่วน ลุกขึ้นมาต่อต้าน AI เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนต่อคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า มนุษย์ควรปล่อยให้ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากแค่ไหน

ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่า AI ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น

แม้ AI จะถูกโฆษณาว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนหนึ่งกลับมองตรงกันข้าม ผลสำรวจพบว่า 37% ของนักเรียน และ 26% ของคนทำงาน เคยหลีกเลี่ยงการใช้ AI เพราะมองว่าคำตอบที่ได้ไม่มีความแม่นยำมากพอ หรือ ไม่ได้ช่วยให้งานดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า ในบางสถานการณ์ AI อาจไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาเสมอไป เพราะผู้ใช้ยังต้องเสียเวลาตรวจสอบ แก้ไข และคัดกรองข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมาอีกครั้ง บางกรณี AI ยังอาจสร้างภาระงานเพิ่มขึ้นแทนที่จะช่วยลดงาน

นักวิจัยบางกลุ่มยังเรียกอาการเหนื่อยล้าจากการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่องว่า "Brain Fry" หรือภาวะล้าทางสมอง ซึ่งเกิดจากการต้องคอยประเมิน ตรวจสอบ และตัดสินใจว่าข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมานั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ทั้งนักเรียนและคนทำงานในสัดส่วนเท่ากันคือ 37% ยังระบุว่า ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยง AI ขณะที่บางคนยอมรับว่า พวกเขาไม่ใช้ AI เพราะรู้สึกว่าเรียนรู้วิธีใช้งานได้ยากเกินไป โดยมีนักเรียน 6% และคนทำงาน 8% ที่ให้เหตุผลนี้

AI ทำให้คนรุ่นใหม่มองอนาคตการทำงานในแง่ลบมากขึ้น

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ความกังวลเกี่ยวกับ AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องจริยธรรมหรือความแม่นยำของข้อมูล แต่ลามไปถึงความกังวลเรื่องอนาคตการทำงานด้วย นักเรียนเกือบ 2 ใน 3 ระบุว่า พวกเขารู้สึกมองตลาดแรงงานในแง่ลบ  ขณะที่ 56% บอกว่า AI เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขารู้สึกเช่นนั้น

เมื่อถามว่า AI กำลังแย่งโอกาสการทำงานของคนระดับเริ่มต้นหรือไม่ 65% ของนักเรียน และ 53% ของคนทำงาน เชื่อว่ากำลังเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจริง  ..ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล เพราะปัจจุบันนายจ้างจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับทักษะด้าน AI มากขึ้นในการรับสมัครพนักงาน

ก่อนหน้านี้ เอเลนา มากรินี (Elena Magrini) หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของบริษัทวิเคราะห์ตลาดแรงงาน Lightcast เคยให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประกาศรับสมัครงานจำนวนมากกำลังให้ความสำคัญกับทักษะ AI มากขึ้นเรื่อยๆ และมีสัญญาณว่านายจ้างยินดีจ่ายค่าตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับผู้สมัครที่มีความสามารถด้านนี้

ขณะเดียวกัน รายงานล่าสุดจาก Handshake เว็บไซต์จัดหางานสำหรับคนเริ่มต้นทำงาน ยังพบว่า สัดส่วนตำแหน่งงานระดับ Entry-Level ที่ระบุว่าต้องการทักษะด้าน AI เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

ใช้ AI ได้ และกังวลเรื่อง AI ได้ ในเวลาเดียวกัน

แม้ผลสำรวจจะสะท้อนความกังวลจำนวนมากเกี่ยวกับ AI แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีข้อกังวลเหล่านี้จะปฏิเสธการใช้ AI ทั้งหมด ในความเป็นจริง คนจำนวนมากยังคงจำเป็นต้องใช้ AI เป็นประจำ

ผลสำรวจพบว่า ในกลุ่มคนทำงานที่ใช้งาน AI ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ 73% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ขณะที่ 68% บอกว่าช่วยประหยัดเวลาได้จริง นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งของคนทำงานทั้งหมด หรือ 55% เชื่อว่า ในอนาคต AI จะสามารถทำหน้าที่บางส่วนในงานของพวกเขาได้ดีพอๆ กับมนุษย์

แม้แต่เรวานูร์เอง ซึ่งออกมาแสดงความกังวลต่อผลกระทบของ AI ก็ยอมรับว่า เธอใช้ AI ทุกวัน และมองตัวเองเป็น "Power User" หรือผู้ใช้งาน AI อย่างหนักคนหนึ่ง

"ฉันเชื่อว่าตัวเองสามารถใช้ AI และได้รับประโยชน์จากมันอย่างมากในระดับบุคคล ขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถตั้งคำถามหรือมีข้อกังวลต่อผลกระทบในภาพใหญ่ได้ มุมมองทั้งสองอย่างนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน" เธอ บอก

คำพูดดังกล่าวอาจสะท้อนความรู้สึกของคนทำงานจำนวนมากในยุคนี้ได้ดีที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง การยอมรับว่า AI มีประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเชื่อมั่นในเทคโนโลยีนี้ทุกเรื่อง และการตั้งคำถามต่อ AI ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องปฏิเสธการใช้งานมันทั้งหมดเช่นกัน

 

 

อ้างอิง: CNBC make it, Surveymonkey, AI energy demandBrain fry, AI Skill