สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals) ความหมายของคำว่า "ลักชัวรี" กำลังเปลี่ยนไป จากการสะสมสิ่งของราคาแพง สู่การแสวงหาประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น และไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียโลกของการท่องเที่ยวเองก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน เมื่อการเดินทางไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่กลายเป็น "รางวัลของชีวิต" ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เห็นโลกในมุมที่แตกต่าง ใช้เวลากับคนสำคัญ และสร้างความทรงจำที่ยืนยาวกว่าสิ่งของใด ๆ
แนวคิดดังกล่าวกำลังเป็นหัวใจของ Scenic Group ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือสำราญระดับอัลตราลักชัวรีจากออสเตรเลีย ที่เพิ่งประกาศรุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอการเดินทางแบบ Truly All-Inclusive ซึ่งให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าความโอ่อ่าของการเดินทางเพียงอย่างเดียว
ความหรูหราที่ไม่ได้วัดจากความใหญ่โต
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี Scenic Group เติบโตจากบริษัททัวร์ทางบกในออสเตรเลีย สู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระดับอัลตราลักชัวรี ที่ครอบคลุมทั้งเรือสำรวจมหาสมุทรและเรือล่องแม่น้ำ
ปัจจุบัน Scenic เดินทางสู่จุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นแอนตาร์กติกา อาร์กติก หมู่เกาะคิมเบอร์ลีย์ เมดิเตอร์เรเนียน แปซิฟิกใต้ หรือเส้นทางล่องแม่น้ำในยุโรปและเอเชีย ที่เน้นสะท้อนเอกลักษณ์ของธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนในแต่ละพื้นที่
สิ่งที่ แอนโทนี ลาเวอร์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Scenic Group ย้ำอยู่หลายครั้ง คือ แบรนด์ไม่ได้ต้องการเป็น "เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุด" แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และยึดมั่นในมาตรฐานของตัวเอง เปรียบได้กับแบรนด์ลักชัวรีอย่าง Hermès หรือ Rolls-Royce ที่ลูกค้าเลือกเพราะคุณค่าของแบรนด์ มากกว่าการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ตั้งแต่อัตราส่วนพนักงานต่อผู้โดยสารที่เกือบ 1:1 ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากกว่าเรือสำราญทั่วไป
Discovery Yacht ที่พาไปไกลกว่าคำว่า "ล่องเรือ"
หัวใจสำคัญของ Scenic Group คือ Scenic Eclipse ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "The World's First Discovery Yacht" หรือ เรือยอชต์สำรวจลำแรกของโลก
แม้ตัวเรือจะมีขนาดใกล้เคียงกับเรือสำราญหลายลำในตลาด แต่รองรับผู้โดยสารเพียง 228 คน และลดเหลือประมาณ 200 คนในเส้นทางขั้วโลก เพื่อให้ทุกพื้นที่ยังคงความสงบ เป็นส่วนตัว และได้รับการบริการอย่างทั่วถึง
ห้องพักทุกห้องเป็นห้องสวีทพร้อมระเบียงส่วนตัว โดยมีขนาดเริ่มต้น 32 ตารางเมตร ไปจนถึง Owner's Penthouse Suite ขนาด 195 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่พักผ่อนและสปาส่วนตัว
พื้นที่ส่วนกลางเองก็ได้รับการออกแบบไม่ต่างจากโรงแรมระดับ 5 - 6 ดาว ทั้งสปาขนาดกว่า 5,500 ตารางฟุต ห้องโยคะและพิลาทิส ฟิตเนส สระว่ายน้ำ Observation Lounge รวมถึง Panorama Deck สำหรับชมวิวแบบ 360 องศา
ด้านอาหารก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน ผู้โดยสารสามารถเลือกรับประทานอาหารได้จากห้องอาหารหลากหลายสไตล์ ทั้งอาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน เอเชีย เทปันยากิ รวมถึงบาร์หลายแห่งบนเรือ โดยเมนูจะหมุนเวียนเปลี่ยนใหม่ทุกวัน เพื่อให้ทุกมื้อมีความแตกต่าง
ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเรือสำราญทั่วไป
หากเรือสำราญส่วนใหญ่มอบประสบการณ์บนผืนน้ำ Scenic Eclipse กลับขยายขอบเขตของการเดินทางให้กว้างไกลยิ่งกว่าเดิม ด้วยการพาผู้โดยสารสำรวจโลกใน 4 มิติ ทั้งบนฟ้า ใต้ทะเล บนผืนน้ำ และบนผืนแผ่นดิน
หัวใจของประสบการณ์นี้คือเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำที่ประจำการอยู่บนเรือ เรือดำน้ำ Submersible ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงเรือ Zodiac และกิจกรรมพายคายัก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารเข้าถึงธรรมชาติในมุมมองที่หาได้ยากจากการล่องเรือสำราญทั่วไป
สำหรับเส้นทางสู่แอนตาร์กติกา นักเดินทางสามารถนั่งเรือ Zodiac เข้าใกล้ภูเขาน้ำแข็ง พายคายักท่ามกลางสัตว์ทะเล เดินสำรวจบนผืนน้ำแข็ง หรือชมภูมิประเทศอันเวิ้งว้างจากมุมสูงผ่านเฮลิคอปเตอร์ ทุกกิจกรรมได้รับการออกแบบให้ผู้เดินทางได้มีส่วนร่วมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงผู้ชมจากบนดาดฟ้าเรือ
"Drake Passage" ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักเดินทางหลายคนลังเลที่จะไปแอนตาร์กติกา คือการต้องข้ามช่องแคบ Drake Passage ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลที่มีคลื่นแรงที่สุดในโลก
Scenic Eclipse จึงติดตั้งระบบ Azipod Propulsion และ Stabilizer รุ่นใหม่ ที่ช่วยลดแรงโคลงของเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในวันที่คลื่นสูงหลายเมตร ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังสามารถใช้เวลารับประทานอาหารหรือพักผ่อนได้ตามปกติ
อีกหนึ่งแนวคิดที่ Scenic พยายามสื่อสาร คือคำว่า Truly All-Inclusive
ความหมายของคำนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรวมอาหารหรือเครื่องดื่มไว้ในแพ็กเกจ แต่ครอบคลุมตั้งแต่กิจกรรมสำรวจ เครื่องดื่มพรีเมียม ทิปพนักงาน อินเทอร์เน็ตผ่าน Starlink ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ตลอดการเดินทาง
แนวคิดนี้ตอบโจทย์นักเดินทางระดับลักชัวรีที่ให้คุณค่ากับ "ความเรียบง่าย" มากกว่าความซับซ้อน เพราะเมื่อก้าวขึ้นเรือแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือการใช้เวลาอยู่กับการเดินทางอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายระหว่างทางหรือรายละเอียดเล็กน้อย
ตลาดไทย กับนักเดินทางที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าปลายทาง
ล่าสุดกับการประกาศรุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ Scenic Luxury Cruises & Tours ผ่านความร่วมมือกับ World Travel Designer (WTD) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดการท่องเที่ยวลักชัวรีและตัวแทนจำหน่ายแบรนด์เรือสำราญระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดนักเดินทางระดับ High Net Worth Individuals ในไทย ที่กำลังให้คุณค่ากับ "ประสบการณ์" มากกว่าความหรูหราในรูปแบบเดิม
ลาเวอร์ มองว่า นักเดินทางชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง กำลังเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม สู่การเดินทางเชิงประสบการณ์ที่มอบทั้งเรื่องราว ความทรงจำ และโอกาสในการเข้าถึงจุดหมายปลายทางที่ยากจะสัมผัสได้จากการท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแอนตาร์กติกา ฟยอร์ดในแถบอาร์กติก หรือพื้นที่ธรรมชาติอันห่างไกลของโลก
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นิยามของความหรูหราในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่การครอบครองสิ่งของราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีเวลา ได้ออกเดินทาง และได้สัมผัสโลกในแบบที่มีเพียงไม่กี่คนจะมีโอกาสเข้าถึง


