ภาพของวันทำงานที่แน่นจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก กลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงานจำนวนมาก มื้อกลางวันที่เคยเป็นช่วงพักเบรกสบายๆ สักชั่วโมง กลับถูกแทนที่ด้วยการการกินข้าวไปนั่งทำงานไปด้วย หรือบางครั้งก็ถูกแทนที่ด้วยการประชุมที่แทรกเข้ามาด่วนๆ แบบปฏิเสธไม่ได้ และไม่มีใครกล้าที่จะทักท้วง
จากบริบทการทำงานที่เปลี่ยนไปข้างต้น ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า แล้วพนักงานเอาเวลาไหนไปพักเบรก? ล่าสุด.. งานวิจัยจาก Zoom ที่ร่วมกับ Morning Consult ได้ค้นพบความจริงบางอย่างในโลกการทำงานยุคใหม่ว่า วัยทำงานหาเวลาว่างได้ในระหว่างเวลางานและแอบใช้เวลาว่างนั้นไปพักผ่อน ทำธุระส่วนตัวต่างๆ โดยที่ไม่รอให้นายจ้างอนุญาต
ทั้งนี้ ทีมวิจัย Zoom ได้ทำการสำรวจคนทำงานแบบนั่งโต๊ะหรือชาวออฟฟิศ กว่า 1,000 คน และเห็นภาพการทำงานชาวออฟฟิศวิถีใหม่จากการใช้ AI มาเปลี่ยนจังหวะของวันทำงานอย่างเงียบๆ โดยกลุ่มพนักงานที่ใช้ AI ทำงานถึง 76% ระบุว่า พวกเขาสามารถ "หาเวลาว่างเพิ่มขึ้น" ได้อย่างน้อย 30 นาที/วัน และเกือบ 50% บอกว่าหาเวลาว่างในระหว่างวันทำงานแต่ละวัน ได้มากกว่าหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการ “ได้เวลาว่างเพิ่มขึ้น” คือ “พวกเขาเอาเวลาไปทำอะไร” เมื่อผลสำรวจพบว่า ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เวลาว่างที่ได้มานั้นไปทำงานเพิ่มอย่างที่หลายองค์กรเคยคาดหวัง แต่กลับเลือกใช้มันไปกับการพักผ่อนส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น การไปออกกำลังกาย เข้าคลาสปั่นจักรยาน ทำธุระส่วนตัว หรือการแค่ได้กินข้าวกลางวันแบบไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ไปด้วย ซึ่งทำให้พวกเขาทวงคืนสมดุลชีวิตกลับคืนมา
พักเบรกมื้อกลางวันที่หายไป ถูกพนักงานทวงคืนแบบเงียบๆ
ผลสำรวจชี้ให้เห็นภาพที่ค่อนข้างชัดว่า ในโลกการทำงานยุค AI คนทำงานจำนวนมากติดอยู่ในภาวะ “ยุ่งตลอดเวลา” โดย 3 ใน 4 (75%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า มักกินข้าวกลางวันไปพร้อมกับทำงาน และกว่า 60% ต้องรีบกินข้าวให้เสร็จในเวลาสั้นๆ ในช่วงคั่นระหว่างการประชุม
ทั้งที่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าการพักจริงๆ ช่วยลดความเครียดและช่วยให้ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น เพียงแต่ในระบบการทำงานที่ถูกออกแบบมาให้ต้องพร้อมตอบรับตลอดเวลา (Always On Culture) ทำให้ “การหยุดพัก” กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานก็คือ ทำให้เกิดช่วงเวลาว่างเล็กๆ ในตารางงาน เมื่อเครื่องมืออัตโนมัติสามารถจัดการงานยิบย่อยๆ ที่เคยกินเวลาของพนักงานไปได้อย่างมาก เช่น ใช้ AI มาช่วยการสรุปประชุม ช่วยเขียนโน้ต ช่วยติดตามงาน หรืออัปเดตข้อมูลแทนได้ เวลาที่เคยใช้ไปกับงานจุกจิกเหล่านี้ จึงค่อยๆ คืนกลับมาในรูปแบบเวลาว่างที่เพิ่มขึ้น
คิมเบอร์ลี สตอริน (Kimberly Storin) ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Zoom อธิบายว่า เวลาเหล่านี้ไม่ได้มาจากงานใหญ่เพียงชิ้นเดียว แต่เกิดจากการลดภาระงานเล็กๆ ที่สะสมตลอดทั้งวัน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว กลับกลายเป็นเวลาว่างที่มีความหมายต่อพนักงานออฟฟิศ
เมื่อคนทำงานไม่รอ “อนุญาต” จากนายจ้างอีกต่อไป
ในอดีต การเพิ่มประสิทธิภาพมักมาพร้อมกับความคาดหวังใหม่ๆ เช่น หากพนักงานทำงานเสร็จได้เร็วขึ้น ก็ต้องรับงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพการทำงานชาวออฟฟิศเริ่มเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง แม้ตลาดงานจะยังมีแรงกดดันสูง หลายคนรู้สึกว่าต้องทำให้ได้มากกว่าที่คาดหวังเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ แต่ในขณะเดียวกัน คนทำงานจำนวนไม่น้อยเริ่มเลือกใช้เวลาที่ได้คืนมา “พักผ่อน” มากกว่าทำงานเพิ่ม
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายองค์กร แต่เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเงียบๆ ระหว่างวัน เช่น บางคนใช้เวลาว่างที่ได้มานั้น ออกไปทำธุระ บางคนลุกไปออกกำลังกาย บางคนแค่หยุดพักจากหน้าจอเพื่อรีเซ็ตสมองตัวเอง ก็มีเหมือนกัน
แนวโน้มนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น องค์กรควรตอบสนองอย่างไร ระหว่างการเติมงานเข้าไปให้เต็มเวลาเดิม หรือยอมรับว่า คนไม่จำเป็นต้องใช้ทุกนาทีไปกับงานเสมอไป?
เวลาว่างที่ได้คืนมา อาจเปลี่ยนความหมายของ “การทำงาน”
แม้จะมีการคาดการณ์จากผู้นำระดับสูงในวงการธุรกิจอย่าง มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) ว่า บริษัทที่ปรับตัวได้เร็วอาจเริ่มลดชั่วโมงทำงานลงโดยไม่ลดเงินเดือน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยยังมองว่า เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน เพราะต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้องค์กรยังต้องการผลลัพธ์มากขึ้นจากคนทำงานอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็คือ คนทำงานจำนวนมากไม่ได้รอให้องค์กรปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการจัดสรรชั่วโมงงาน (เช่น เปลี่ยนมาใช้ระบบทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์) แต่พวกเขาเริ่ม “จัดสรรเวลาใหม่” ด้วยตัวเอง ใช้ช่วงเวลาว่างสั้นๆ ที่ได้คืนมานั้น เป็นพื้นที่พักหายใจระหว่างวัน
เพราะในยุคนี้วัยทำงานหลายคนรู้ดีว่า การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขึ้นไม่ได้มาจากการใช้เวลาทำงานมากขึ้น หากมาจากการมีจังหวะพักที่เหมาะสม
ในวันที่ AI เริ่มเข้ามาจัดการงานซ้ำๆ แทนมนุษย์ บทบาทของคนทำงานอาจไม่ได้อยู่ที่การ “ทำให้ได้มากที่สุด” อีกต่อไป แต่เป็นการเลือกใช้เวลาอย่างมีคุณภาพมากขึ้น และในบางครั้ง การลุกออกจากโต๊ะทำงานระหว่างวันบ้าง อาจทำให้เรากลับมาทำงานได้ดีขึ้นกว่าการนั่งแช่อยู่หน้าจอทั้งวันเสียอีก
อ้างอิง: Zoom Research, Fortune, TheUsefulDaily


