ในยุคที่สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ขยับขยายมาสู่โลกของรองเท้าผ้าใบ กระเป๋าแบรนด์เนม และล่าสุดกับปรากฏการณ์ “Trading Card” หรือการ์ดสะสม ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แพลตฟอร์มสัญชาติไทยแท้อย่าง “SASOM” (สะสม) คือผู้เล่นแถวหน้าที่เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ไปตลอดกาล
กรุงเทพธุรกิจ มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ อ๋อง - กษิต งานทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สะสม จำกัด ถึงสูตรการบริหารองค์กรยุคใหม่ที่เน้น “ความยืดหยุ่น สมดุลชีวิต และความเชื่อใจ” ดึงเม็ดเงินลงทุนจากบิ๊กเทคเกาหลีและญี่ปุ่นได้สำเร็จ ก่อนปักหมุดเตรียมนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2029
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เทรนด์ ‘Scent Wellness’ จิ๊กซอว์ใหม่ตลาดชะลอวัย โอกาสแบรนด์ไทย
AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน
Startup บนความต่าง ‘ศิลปะและเทคโนโลยี’
จากครอบครัวคนจีนที่ทำโรงงานน้ำตาลแบบดั้งเดิมมากๆ ถูกปลูกฝังเรื่องธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก อ๋อง บอกว่ารู้ว่าอุตสาหกรรมแบบนั้นมันเหนื่อย ต้องอยู่ต่างจังหวัด และหน้างานโรงงานมีรายละเอียดซับซ้อนที่ไม่ได้ตรงกับจริตที่ชอบแฟชั่น ชอบศิลปะ และสนใจเทคโนโลยีมาตลอด เขาจึงเริ่มต้นทำธุรกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำโปรตีนเชคพร้อมดื่ม (Ready to Drink) ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มี มีแต่แบบผง ตอนนั้นทำเพราะความอยากล้วนๆ
แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไป เพราะเรายังทำธุรกิจไม่เป็น ไม่รู้เรื่องต้นทุน โครงสร้างราคา หรือการเจรจา แต่ความล้มเหลวครั้งนั้นมันเปลี่ยนชีวิตทำให้หันมาดึงสติ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ หาความรู้ และเริ่มมีไฟที่จะทำธุรกิจจริงๆ จนกระทั่งได้มาเจอไอเดียการทำแพลตฟอร์ม “สะสม” ร่วมกับ “กันต์พจน์ เลิศโกมลสุข”เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน (Concordian International School) ซึ่งเป็น(Co-Founder & CTO ของ SASOM)ด้วย
อ๋องบอกว่า สะสมคือจุดตัด (Intersection) ระหว่างศิลปะและเทคโนโลยี เกิดจากความหลงใหลใน Story เบื้องหลังของสินค้า Limited Edition แต่ละชิ้น ในอดีตวงการนี้ขับเคลื่อนด้วยการปั่นราคาและการโกง พ่อค้าคนกลางมักฟันราคาลูกค้าและมีของปลอมระบาดหนักมาก
Pain Point ตรงนี้สิ่งที่เข้ามาแก้ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์ม สร้างความโปร่งใสและสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ (Human Experts) เพื่อตรวจสอบสินค้าทุกชิ้น (Authentication) มีฐานข้อมูล (Database) ที่พัฒนาขึ้นเองร่วมกับพาร์ตเนอร์เกาหลีและญี่ปุ่น เพื่อการันตีว่าสินค้าที่ผ่านเราเป็นของแท้ จนตอนนี้เรียกได้ว่าคนในวงการยอมรับว่า “อะไรที่หาไม่ได้ ให้มาหาที่สะสม”
บริหารแบบคนรุ่นใหม่: ยืดหยุ่น ทรงพลัง และ ‘ความเชื่อใจ’ ต้องมาก่อน
การทำงานกับคนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ในองค์กรที่มีพนักงานกว่า 130 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล กลยุทธ์ของ อ๋อง คือ “ความยืดหยุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจ” เราไม่ได้มองหาแค่คนที่ทำงานตาม Job Description แต่เรามองหาคนที่มี DNA เดียวกับสะสม คือมีความเข้าใจ มีแพสชันในของสะสม และเชื่อมั่นใน Vision เดียวกัน
“ผมเชื่อในระบบการทำงานแบบ Hybrid Workspace (เข้าออฟฟิศ 3 วัน เวิร์กฟรอมโฮม 2 วัน) มาตั้งแต่ก่อนโควิดเสียด้วยซ้ำ เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความยืดหยุ่นสูง แต่อย่างที่บอกครับ ความยืดหยุ่นนี้ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ถ้าเราเชื่อใจกัน (Trust) คุณจะทำงานที่ไหนก็ได้ ขอแค่ผลงานมันออกมาดีและสื่อสารกันตรงไปตรงมา”
นอกจากนี้ เขายังเน้นการสร้าง Community เล็กๆ ภายในองค์กร มี “สะสม Olympics” มีชมรมตีแบดมินตัน ฟุตบอล เพื่อให้พนักงานได้ผ่อนคลายและเชื่อมโยงกัน เพราะคนรุ่นใหม่ชอบทำงานในลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อนหรือคอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่ม (Niche Community) มากขึ้นกว่าแต่ก่อน
อ๋อง เล่าว่าในฐานะซีอีโอ เขามีวิธีบาลานซ์ชีวิตและการดูแลสุขภาพ (Mental Health & Longevity) ในโลก Startup ที่หมุนเร็วมาก ว่า ธุรกิจเราโตเร็วมาก มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 3 เดือน ทั้งเทคโนโลยีและเทรนด์การตลาด ถ้าเราไม่นิ่งพอ เราจะหลุด วิธีการบาลานซ์ชีวิตของสิ่งที่เขาทำคือ “การนั่งสมาธิและสะท้อนตัวเอง (Reflection) ก่อนนอนทุกคืน” วันไหนนิ่งๆ ก็อาจจะครึ่งชั่วโมง วันไหนเหนื่อยมากหรือไปแฮงก์เอาต์มา (หัวเราะ) อย่างน้อยก็ต้องมี 5 นาที เพื่อให้ข้างในเรานิ่ง สงบ และพร้อมรับมือกับวันต่อไป
ส่วนเรื่องสุขภาพ (Longevity) เขาจริงจังมาก เข้าฟิตเนสเป็นประจำ และในอนาคตอันใกล้ ตั้งใจจะสร้างสวัสดิการด้านสุขภาพและ Wellness ให้พนักงานเพิ่มขึ้น เช่น การทำห้อง ซาวน่า (Sauna) อ่างแช่น้ำเย็น ( Ice Bath ) หรือกิจกรรมดูแลสุขภาพจิต เพราะ อ๋อง เชื่อว่าถ้าคนของเรามี Mental Health และร่างกายที่แข็งแรง องค์กรก็จะมีพลังขับเคลื่อนไปได้อย่างทรงพลัง
ติดปีก Soft Power สู่เวทีโลก
ปัจจุบันสะสมมีสัดส่วนการถือหุ้นโดยคนไทย 70% และพาร์ตเนอร์ต่างชาติ (Naver / KREAM จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น) อีก 30% อ๋อง เล่าว่า ในอดีตตอนที่เริ่มโต พาร์ตเนอร์ต่างชาติเคยขู่ว่าจะเข้ามาเปิดแข่งในไทย ถ้าไม่ยอมให้ร่วมทุน ตอนนั้นปี 2021 ยอมรับว่ากลัว เลยเปิดดีลร่วมทุนกัน แต่เรายังคงเสียงส่วนใหญ่ไว้ที่คนไทย 70% เพื่อความโปร่งใสและชัดเจนว่าเราไม่ใช่ “นอมินี” แน่นอน
"ผมเคยโดนเสนอให้ย้ายบริษัทไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์กว่า 20 ครั้ง แต่ปฏิเสธทั้งหมด เพราะตั้งใจว่า “อยากจ่ายภาษีที่เมืองไทย และอยากให้แบรนด์นี้เป็นของคนไทยอย่างแท้จริง” และเราจะใช้โครงสร้างไทย 70% นี้ในการเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2029 โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 - 6,000 ล้านบาท (จากปีนี้ที่คาดว่าจะเฉียด 3,000 ล้านบาท)"
Soft Power และแบรนด์ไทยใน SASOM
ตอนนี้เทรนด์ของสะสมแฟชั่นเริ่มนิ่ง แต่ตลาดที่กำลังระเบิดคือ “Trading Card” (การ์ดเกมสะสม) ซึ่งในไทยมีมูลค่าแตะ 3,000-4,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก เพราะเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อเริ่มหลั่งไหลเข้ามาลงทุนกับการ์ดระดับลักชัวรีมากขึ้น
จากฐานข้อมูล (Database) และเครือข่ายพันธมิตร (Alliance) ที่สะสมสร้างไว้ทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เป้าหมายต่อไปของ สะสม คือการเป็น “สะพานเชื่อม Soft Power และสินค้าแบรนด์ไทยไปสู่เวทีโลก” ปัจจุบันเริ่มมีแบรนด์เสื้อผ้าและกระเป๋าของดีไซเนอร์ไทย (เช่น Gentlewoman, Rally Movement, Marge) ที่ต่างชาติให้ความสนใจ คราฟต์แมนชิพของคนไทยเก่งมากในเรื่องศิลปะ แฟชั่น และเครื่องประดับ (Jewelry)
“สะสมจะเป็นตัวกลางในการวิเคราะห์ Data พฤติกรรมผู้ซื้อและเทรนด์ในตลาดโลก เพื่อส่งสัญญาณกลับมาให้ผู้ผลิตไทยพัฒนาคอนเทนต์และสินค้าได้ตรงจุด และเปิดช่องทางให้ต่างชาติเข้ามาซื้อขายสินค้าคราฟต์หรือแบรนด์ไทยผ่านแพลตฟอร์มของเราได้อย่างครบวงจร โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกภาครัฐเท่านั้น เราอยากเป็น Ecosystem ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้ไปเติบโตในระดับสากลได้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สะสม จำกัด กล่าวทิ้งท้าย


