วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คนเก่งจริงจะไม่อวดเก่ง CEO ระดับโลก เน้นทักษะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

คนเก่งจริงจะไม่อวดเก่ง CEO ระดับโลก เน้นทักษะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหรืออาชีพการงานมากที่สุด มักไม่ใช่คนที่โอ้อวดว่า “ฉันประสบความสำเร็จแล้ว” ..นี่คือข้อสังเกตของ ไรอัน ฮอว์ก (Ryan Hawk) นักเขียนด้านความสำเร็จ อาชีพการงาน และพิธีกรพอดแคสต์วัย 44 ปี ที่ใช้เวลาหลายปีสัมภาษณ์ CEO นักธุรกิจ และผู้นำมากกว่า 600 คน ผ่านรายการ “The Learning Leader Show”

ยิ่งได้พูดคุยกับผู้นำและผู้บริหารระดับโลกมากเท่าไร ฮอว์กก็ยิ่งพบรูปแบบความคิดร่วมกันบางอย่างของบุคคลเหล่านี้ นั่นคือ พวกเขาแทบไม่เคยมองตัวเองว่า “สำเร็จแล้ว” หรือ “มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว”

แต่ตรงกันข้าม พวกเขากลับใช้ชีวิตด้วยแนวคิดที่ฮอว์กเรียกว่า “Never arrived, always becoming” หรือแนวคิดที่ว่า “ไม่มีใครไปถึงจุดสูงสุดที่สมบูรณ์แบบจริงๆ และทุกคนยังพัฒนาตัวเองต่อไปได้เสมอ”

แนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังจาก เจเจ เรดดิก (JJ Redick) อดีตนักบาสเกตบอล NBA ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าโค้ชของทีม Los Angeles Lakers พูดประโยคลักษณะนี้ไว้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับฮอว์กเมื่อปี 2017

ฮอว์กอธิบายว่า คนที่ประสบความสำเร็จสูงจำนวนมากมีความคิดคล้ายกัน คือไม่ว่าชีวิตจะไปไกลแค่ไหน พวกเขายังคงพยายาม “ดีขึ้นอีกนิด” อยู่ตลอดเวลา  “มันคือวิธีคิดแบบที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาแค่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทีละเล็กละน้อย” 

คนเก่งจะไม่มองตัวเอง “สำเร็จแล้ว” แต่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยแนวคิด “ยังไปได้อีก”

แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่นักจิตวิทยา แครอล ดเว็ก (Carol Dweck) เรียกว่า “Growth Mindset” หรือกรอบความคิดแบบเติบโต ซึ่งก็คือ การมองความท้าทาย ความผิดพลาด หรือสิ่งที่ตัวเองยังทำได้ไม่ดี ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อ

ที่ผ่านมา คนดังระดับโลกจำนวนมาก ตั้งแต่นักเทนนิสระดับตำนาน เซเรนา วิลเลียมส์ (Serena Williams) ไปจนถึง สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอของ Microsoft ต่างก็เคยพูดตรงกันว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ คือการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ฮอว์กบอกว่า เขาได้ยินแนวคิดคล้ายกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากทั้ง เจมส์ เคลียร์ (James Clear) ผู้เขียนหนังสือขายดี และ แคต โคล (Kat Cole) อดีตซีอีโอของ Cinnabon

“มันไม่มีช่วงเวลาที่เรียกว่า ชีวิตสำเร็จแล้วจริง ๆ คนที่ผมสัมภาษณ์ พวกเขาแค่เดินหน้าต่อ ผลักดันตัวเองต่อ และพยายามสร้างผลกระทบเชิงบวกบางอย่างให้โลกต่อไป” ฮอว์กกล่าว

สมองของคนเรา “พัฒนาได้ตลอดเวลา” หากยังไม่หยุดเรียนรู้

เบนจามิน เกรนเจอร์ (Benjamin Granger) นักจิตวิทยาองค์กรและผู้เขียนหนังสือ “A Leader Worth Following” อธิบายว่า การฝึกตัวเองให้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอด ไม่ได้เปลี่ยนแค่ทัศนคติ แต่มันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “สมอง” ได้จริง ๆ ในแง่ของการพัฒนาเซลล์ประสาทและลับสมองให้เฉียบคมเสมอ

เมื่อคนเราเรียนรู้หรือฝึกทักษะใหม่ สมองจะสร้างและเชื่อมต่อเครือข่ายเซลล์ประสาทมากขึ้น ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “synaptic plasticity” ยิ่งสมองมีเครือข่ายเซลล์ประสาทมากขึ้นก็จะช่วยให้ระบบความคิดต่างๆ เฉียบคม ป้องกันสมองเสื่อมตามวัย พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งฝึกทักษะใหม่ ยิ่งเรียนรู้สิ่งใหม่ สมองก็ยิ่งได้ออกกำลังกายและแข็งแรงขึ้น

“สมองของมนุษย์ยืดหยุ่นกว่าที่เราคิดมาก การฝึกฝนและการทำซ้ำอย่างมีคุณภาพ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในสมองได้จริง และส่งผลต่อสุขภาวะในชีวิตจริงของเราด้วย” เขากล่าว

แน่นอนว่า การผลักตัวเองออกจากพื้นที่ปลอดภัย ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่จะทำผิดพลาดมากขึ้น แต่คนที่มีแนวคิดแบบ lifelong learner หรือคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ มักไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดกลายเป็นจุดจบหรือจุดบอดของชีวิต

พวกเขาจะใช้เวลาที่ผิดพลาดเหล่านั้น มาทำความเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ประเมินสิ่งที่ผิดพลาด เรียนรู้จากมัน แล้วกลับไปลองใหม่อีกครั้ง โดยปรับวิธีการให้ดีขึ้นกว่าเดิม

คนประสบความสำเร็จสูงมักมี “คนที่กล้าพูดความจริง” อยู่ข้างตัวเสมอ

อีกหนึ่งสิ่งที่ฮอว์กพบจากผู้นำระดับโลกจำนวนมาก คือ พวกเขามักมี “truth tellers” อยู่รอบตัว ซึ่งก็คือ คนที่กล้าพูดความจริง กล้าตักเตือน และพร้อมบอกให้คุณงัดตัวเองให้ฟื้นพลังขึ้นมาใหม่ เมื่อคุณเริ่มหลุด ล้า หรือหยุดพัฒนาตัวเอง

คนเหล่านี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว คู่ชีวิต เมนเทอร์ หรือใครก็ตามที่รู้จักตัวตนของคุณดีพอ และกล้าพูดในสิ่งที่คุณอาจไม่อยากฟัง ฮอว์ก บอกว่า “พวกเขาคือคนที่พร้อมผลักดันคุณ การอยู่ท่ามกลางคนที่ทำให้เรายังถ่อมตัวอยู่เสมอ จะช่วยให้เราเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง” 

แต่อย่างไรก็ตาม การพยายาม “พัฒนาตัวเองตลอดเวลา” ก็มีด้านอันตรายซ่อนอยู่ แม้กรอบความคิดแบบเติบโตจะมีข้อดีมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่า หากผลักดันตัวเองมากเกินไป มันอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้เช่นกัน

เพราะเมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าตัวเอง “ต้องดีขึ้นตลอดเวลา” บางครั้งก็อาจเผลอคิดว่า ไม่ว่าทำได้ดีแค่ไหน มันก็ยังไม่เคยดีพออยู่ดี นักจิตวิทยาเรียกภาวะแบบนี้ว่า “Toxic Productivity” หรือภาวะที่คนให้คุณค่ากับผลงานและความสำเร็จ มากกว่าความสุข สุขภาพจิต และคุณค่าของตัวเอง

หากวัยทำงานมีภาวะดังกล่าว ก็อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ การทำงานหนักเกินไป และความรู้สึกว่างเปล่าอยู่ภายในจิตใจ แม้ภายนอกจะดูประสบความสำเร็จก็ตาม

การเติบโตที่ดี ไม่ใช่การ “ไล่ให้ทันคนอื่น” แต่เป็นความสำเร็จเล็กๆ ของตัวเองระหว่างทาง

ชามิน อาจจาน (Chamin Ajjan) นักจิตบำบัด แนะนำว่า หากใครรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเก่งพอ ลองใช้วิธีที่เรียกว่า “double-standard test” โดยให้ลองจินตนาการว่า ถ้าความสำเร็จล่าสุดที่คุณทำได้ เกิดขึ้นกับคนที่คุณรัก คุณจะพูดอะไรกับเขา

ควรบอกตัวเองไว้เสมอว่า ..คำชื่นชมเหล่านั้น คือสิ่งที่คุณควรพูดกับตัวเองเช่นกัน

อีกวิธีหนึ่งคือ การจด “micro-wins” หรือชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน แทนการจดแต่สิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ ทั้งนี้ มันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยมากก็ได้ เช่น จัดการอีเมลจำนวนมากให้หมดไปได้ในที่สุด ออกกำลังกายทั้งที่เหนื่อยและท้อ หรือผ่านวันแย่ๆ มาได้โดยไม่ยอมแพ้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่เติบโตได้ไกลจริงๆ อาจไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือคนที่ยังไม่หยุดพัฒนาตัวเอง พร้อมกับไม่ลืมมองเห็นคุณค่าของตัวเองระหว่างทางด้วย

 

 

อ้างอิง: CNBC, Learningleader, PMC, Harvard Health Public, chaminajjan