วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คนเปลี่ยนงานบ่อยได้เปรียบ ขึ้นเป็น CEO ง่ายกว่าลูกหม้อในองค์กร

คนเปลี่ยนงานบ่อยได้เปรียบ ขึ้นเป็น CEO ง่ายกว่าลูกหม้อในองค์กร

ก่อนหน้านี้ในแวดวงผู้บริหารระดับโลกเกิดประเด็นร้อนแรง เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ววงการธุรกิจรองเท้ากีฬา เมื่อมีรายงานข่าวว่า เอลเลียต ฮิลล์ (Elliott Hill) ตัดสินใจยุติการเกษียณอายุของตนเอง เพื่อกลับมารับตำแหน่งซีอีโอของ Nike เมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นโปรไฟล์ LinkedIn ของเขากลายเป็นไวรัลทันที

เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะเขาได้ขึ้นเป็นผู้นำบริษัทระดับโลก แต่เป็นเพราะฮิลล์ใช้เวลาทั้งชีวิตการทำงานอยู่กับบริษัทเดียว เริ่มตั้งแต่การเป็นเด็กฝึกงานในยุค 1980 ก่อนค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งใหญ่ระดับผู้บริหารฝ่าย แต่ก็ยังไปไม่ถึงตำแหน่ง CEO สักที จนเขาเกษียณอายุงาน แต่ในช่วงหลังเกษียณ กลับเป็นจุดพลิกผันให้เขาได้โอกาสกลับมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กรซะอย่างนั้น

เรื่องราวของเขาได้สะท้อนความจริงสำคัญอย่างหนึ่งของโลกการทำงานยุคนี้ ว่า “เส้นทางอาชีพแบบอยู่บริษัทเดียวจนเกษียณ” กำลังกลายเป็นเรื่องที่พบได้น้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระดับผู้บริหารสูงสุด ..เพราะในปัจจุบัน คนที่อยากเติบโตไปถึงตำแหน่ง CEO นั้น “ความภักดีต่อองค์กรเดียว” อาจไม่ได้เป็นแต้มต่อเหมือนในอดีตอีกแล้ว

 

บอร์ดบริหารมองหา CEO ประสบการณ์หลากหลาย มากกว่าลูกหม้อบริษัท

งานวิจัยใหม่จาก National Bureau of Economic Research (NBER) ที่วิเคราะห์ข้อมูลคนทำงานตำแหน่งซีอีโอในสหรัฐฯ มากกว่า 50,000 คน พบว่า โปรไฟล์ของผู้นำองค์กรยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

โดยพบว่า จำนวนซีอีโอหญิงและผู้บริหารจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เริ่มเข้ามามีบทบาทในบริษัทระดับโลกมากขึ้น แม้จะยังค่อยๆ เพิ่มจำนวนแบบไม่หวือหวาก็ตาม

นอกจากนี้ยังพบว่า ทุกวันนี้ซีอีโอส่วนใหญ่ยังมีอายุเฉลี่ยมากขึ้นกว่ายุคก่อนด้วย ตามรายงานระบุว่า ในปี 2023 อายุเฉลี่ยของคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโออยู่ที่ 55 ปี เพิ่มขึ้นจาก 47 ปี ในปี 2000

นักวิจัยมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทต่างๆ เริ่มระมัดระวังเรื่อง “ความเสี่ยง” มากขึ้น องค์กรจำนวนมากจึงเลือกผู้นำที่มีประสบการณ์สูง และมีความนิ่ง มากกว่าผู้นำอายุน้อยที่อาจมีความคิดสดใหม่ แต่ยังผ่านงานบริหารในสนามจริงมาไม่มากพอ

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ คณะกรรมการบริษัทในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ “คนเก่ง” อีกต่อไป พวกเขากำลังมองหาคนที่เคยผ่านงานมาหลากหลายรูปแบบ หลายองค์กร หรือแม้แต่หลายอุตสาหกรรม พูดง่ายๆ ว่า โลกธุรกิจยุคนี้ให้คุณค่ากับ “คนที่มีประสบการณ์หลากหลาย” มากกว่าคนที่อยู่บริษัทเดิมนานๆ

..นี่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเรื่อง “Boundaryless Career” หรือการเติบโตในเส้นทางอาชีพที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับองค์กรเดียวอีกต่อไป แทนที่คนทำงานจะสะสมประสบการณ์แบบค่อยๆ เติบโตในบริษัทเดิม พวกเขากลับย้ายข้ามตำแหน่ง ข้ามองค์กร และข้ามอุตสาหกรรม เพื่อสร้างชุดทักษะที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

“Job Hopper” อาจไม่ใช่ภาพลักษณ์ด้านลบ คนรุ่นบูมเมอร์ก็เคยทำ!

แม้ภาพจำของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และมิลเลนเนียล มักถูกมองว่า “เปลี่ยนงานบ่อย” แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้วกับคนทำงานรุ่นก่อนๆ เช่นกัน 

ข้อมูลในสหรัฐฯ พบว่า พนักงานอยู่กับบริษัทโดยเฉลี่ยเพียง 3.9 ปีในปี 2024 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่รายงานของ National Institute on Retirement Security ระบุว่า คนยุค Baby Boomer เองก็เปลี่ยนงานเฉลี่ยถึง 12.7 ตำแหน่งตลอดชีวิตการทำงาน โดยเกือบครึ่งเกิดขึ้นในช่วงอายุ 18-24 ปี

พูดได้ว่าการเปลี่ยนงานในช่วงต้นอาชีพ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นช่วงเวลาที่คนทำงาน First Jobber กำลังทดลองเส้นทางชีวิตของตัวเอง และในโลกการทำงานยุคนี้ ประสบการณ์แบบนั้นกลับกลายเป็น “ทรัพย์สินสำคัญ” มากขึ้นเรื่อย ๆ

นักวิจัยระบุว่า หนึ่งในคุณสมบัติที่บริษัทมองหาจาก CEO ยุคใหม่ คือสิ่งที่เรียกว่า “Generalist human capital” หมายถึง คนที่มีชุดประสบการณ์กว้าง รู้หลายมิติ เข้าใจหลายระบบ และสามารถเชื่อมโยงความรู้จากหลายวงการเข้าด้วยกันได้ ซึ่งทักษะแบบนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย! หากคุณทำงานอยู่ในบริษัทหรืออุตสาหกรรมเดียวตลอดชีวิต

“ความภักดีต่อองค์กร” ของพนักงานยุคนี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ในอดีต โลกการทำงานเคยมีข้อตกลงที่รู้ๆ กันดีในหมู่พนักงานและนายจ้างอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ ถ้าพนักงานซื่อสัตย์ ทุ่มเท และอยู่กับองค์กรนาน บริษัทก็จะตอบแทนด้วยความมั่นคง เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น และสวัสดิการระยะยาว แต่ความสัมพันธ์แบบนั้นกำลังค่อยๆ หายไป

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่า องค์กรยุคใหม่เริ่มคิดเชิงธุรกิจมากขึ้น และตัดสินใจทุกอย่างตามแผนการเติบโตของบริษัทมากกว่า ต่อให้พนักงานทุ่มเทหรือภักดีต่อบริษัทมากแค่ไหน หากไม่ตอบโจทย์ทิศทางธุรกิจ องค์กรก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้อง “ตอบแทน” พนักงานคนนั้นๆ เหมือนในอดีต

ในอีกด้านหนึ่ง พนักงานเองก็เริ่มภักดีกับ “เส้นทางอาชีพของตัวเอง” มากกว่าภักดีกับบริษัทที่ทำงานอยู่เพียงเดียว ส่วนหนึ่งเพราะยุคสมัยนี้ "การเลย์ออฟ" กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนระยะยาวจากการอยู่บริษัทเดิม เช่น ระบบบำนาญแบบเก่า ก็แทบหายไปแล้วในหลายองค์กร

..แน่นอนว่า โลกการทำงานแบบนี้ก็มีต้นทุนของมัน ทั้งความมั่นคงที่ลดลง ความเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของชีวิตการทำงาน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับคนที่สามารถ “เปลี่ยนงานอย่างมีทิศทาง” ได้สำเร็จ มันก็อาจกลายเป็นทางลัดสำคัญในการสร้างทักษะ เครือข่าย และโอกาสครั้งใหญ่ในอนาคต “รวมถึงอาจเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ สำหรับคนที่อยากเติบโตไปถึงตำแหน่ง CEO”

โดยสรุปคือ หากคุณอยากเติบโตก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับผู้บริหารองค์กร การทำงานที่เดิมนานๆ อาจไม่ช่วยให้คุณได้เลื่อนขั้น เพราะ CEO ยุคใหม่ ไม่ได้ถูกคาดหวังให้เก่งแค่ในองค์กรตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจทั้งคน ธุรกิจ และความเปลี่ยนแปลงจากหลายมุมพร้อมกัน ดังนั้น การเปลี่ยนงานบ่อย อาจกลายเป็นหนึ่ง "ข้อได้เปรียบ" ของคนทำงานยุคนี้ไปแล้ว

 

 

อ้างอิง: Fortune, NBER.org, C-suite leaders, EMPLOYEE TENURE IN 2024, New NIRS Report