เหตุผลเดิมๆ ที่ทำให้ภาพเก่าๆ เวียนกลับมาพร้อมกับวิบากกรรม'น้ำท่วม'แทบทุกปี
ทุกๆ เหตุการณ์ มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอๆ
อย่างเช่นน้ำท่วมภาคอีสานคราวนี้มีคำถามมากมาย มากเสียจนค้นหาคำตอบได้ไม่หมด แม้บางคำถามจะดูไร้สาระหรือไม่น่าจะใส่ใจเท่าไหร่ แต่ทุกๆ คำถามล้วนเกิดจากความอัดอั้น ระคนความไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้ว
คำว่า “อีกแล้ว” คือเรื่องเดิมๆ ไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ เริ่มจากมีพายุตั้งเค้า รัฐออกประกาศแจ้งเตือน พอฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน น้ำท่วม ออกประกาศอีกรอบว่าปริมาณน้ำฝนมากเกินกว่าจะรับไหว เตือนระวังภัยกันอีกนิดหน่อย ชาวบ้านคิดว่าไม่หนัก แต่พอตกกลางคืนน้ำไหลเข้าบ้าน บ้านใครอยู่ที่ต่ำก็รับกันไป
เมื่อน้ำขาวโพลนไปทั้งทุ่ง เรายังไม่ตื่นตัวกัน และกว่าจะรู้ว่าสายไปแล้ว ก็ตอนเห็นบ้านเรือนโผล่พ้นน้ำเห็นแค่หลังคา ผู้คนต้องขนข้าวของขึ้นไปนอนบนถนน
ภาพเหล่านี้เราเห็นกันทุกปี ต้องย้ำว่าทุกปีจริงๆ และจากนั้นเราก็เห็นภาพการช่วยเหลือแนวเดิม “อีกแล้ว” เมื่อมีคนออกมาด่า อีกคนก็ว่า“เนี่ย!ไปเห็น ไปช่วย มาแล้ว ลำบากจริงๆ เราไปช่วยพวกเขากันเถอะ”สังคมจึงเริ่มตื่น มองเห็นความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยขึ้นมาบ้าง
ภาพความซ้ำซากเหล่านี้ ล้วนมาจากสิ่งเดียว... ขาดสำนึกในการจัดการภัยพิบัติของรัฐไทย
ในแต่ละปีประเทศมักประสบกับภัยใหญ่ๆ สร้างความเสียหายหนักๆ 2-3ครั้งเสมอ ซึ่งน่าจะเพียงพอให้เรามีองค์ความรู้พอจะรับมือกับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราแก้กันได้ในระดับ “ต้น” จริงๆ คือระดับอนุบาลเท่านั้น
ถ้าว่ากันที่หลักการของการจัดการภัยพิบัติแล้ว มีขั้นตอนง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน คือ เตรียมการก่อนน้ำท่วม รับมือระหว่างน้ำท่วม และการปฏิบัติการระหว่างน้ำท่วม แต่พอเกิดเหตุจริงๆ สอบตกหมด
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ซึ่งเราต้องยอมรับว่าก่อนที่จะมีพายุโพดุลและพายุคาจิกิพัดเข้ามา ภาคอีสานประสบกับภัยแล้งอย่างรุนแรง ข้าวในนาแห้งตายนับแสนไร่ พอมีฝนตกก็เหมือนฟ้าประทาน วันแรกที่ตกข้าวที่เหี่ยวๆ ก็เขียวพรึ่บเต็มทุ่ง แต่ขึ้นชื่อว่าพายุ มันไม่ได้ตกแค่ห่าเดียวสั้นๆ แต่ตกติดต่อกันนับสัปดาห์ บันดาลน้ำให้ประเทศไทยมหาศาลมากกว่า 5,000 ล้านลบ.ม.
แต่-เรื่องราวในอดีตเราก็ไม่เคยเก็บมาเป็นบทเรียน จังหวัดอุบลราชธานีมักจะเกิดน้ำท่วมในลักษณะล้นตลิ่งแทบจะทุกปี เพราะเป็นเมืองที่แม่น้ำสองสาย แม่น้ำมูลกับแม่น้ำชี ไหลมาบรรจบกัน และยังอยู่ปลายสุดของแม่น้ำมูลก่อนจะไหลลงสูงแม่น้ำโขง หากพื้นที่แม่น้ำมูลตอนบน ล้นตลิ่ง อุบลฯก็ท่วมแน่นอน
เช่นกัน-ปีนี้ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร โดนกันจนอ่วม อุบลฯก็จมน้ำในที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์ การบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ หากเตรียมการมาดี ความช่วยเหลือเบื้องต้นก็จะไปถึงผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที ที่สำคัญการจัดการข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤตก็จะไม่ต้องสับสนอลหม่าน ข่าวจริงข่าวลวงเต็มไปหมด
ในช่วงแรกๆ ของน้ำท่วมอุบลราชธานีคราวนี้ เราทราบข่าวที่ “ทางการ” น้อยมาก ส่วนใหญ่ได้จากการรายงานสดผ่านเฟซบุ๊คของนักข่าวอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่หรือผู้ประสบภัยเอง ก็รับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียหลักๆ อย่างน้อย 2 แห่ง แต่ทั้งสองแห่งกลับแข่งกันนำเสนอจนไม่ได้กรองข้อมูล แทนที่จะช่วยเตือนภัย กลับกลายเป็นสร้างความตระหนกให้กับผู้คน
สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้ดีในภาวะเช่นนี้ คือความอิสระของท้องถิ่นในการจัดการภาวะวิกฤต ผู้นำในจังหวัดคงต้องใช้ความกล้าหาญ ระดมสรรพกำลังเข้าไปจัดการในเบื้องต้น ใช้ทุกช่องทางในการแสวงหาพันธมิตรมาช่วยเหลือ
บทเรียนหลายๆ ครั้ง กลับไม่มีคนสนใจนำมาใช้ อย่างกรณีเหตุถ้ำหลวง เป็นที่ชัดเจนมากว่ามีกระบวนการจัดอย่างเป็นระบบ ทั้งๆ ที่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากและหลากหลาย เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่ทุกอย่างก็ราบรื่น มีประสิทธิภาพ ถึงแม้มีจุดบกพร่องบ้างก็ตาม
อย่างไรก็ตามหากถามว่า เราไม่รู้เรื่องกันหรือไงกับการจัดการเรื่องอะไรแบบนี้ คำตอบชัดๆ คือ รู้กันดีอยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไร
หากเรารู้จักนำความซ้ำซากจำเจจากอดีตมาใช้ และจริงจังกับการจัดการมากกว่านี้ ชาวบ้านคงไม่เดือดร้อน หรือคนอย่างคุณบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ คงไม่ต้องเหนื่อยขอรับบริจาค รัฐบาลก็ไม่ต้องเสียเครดิต หรือ “ลุงฉุน” ไม่ต้องตะคอกใส่ไมค์ให้คนหัวเราะ
ทั้งหลายทั้งปวง เพราะเราไม่เคยใส่ใจ ว่าในภาวะวิกฤตทั้งหลายแหล่
รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้แล้วเพื่อนำไปใช้ยามฉุกเฉิน โดยแทรกอยู่อยู่ในงบที่เรียกว่า งบกลาง โดยในปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลตั้งบกลางไว้กว่า 468,000 ล้านบาท หากเกิดเหตุไม่คาดคิด อย่าง น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติต่างๆ ก็สามารถดึงงบที่เรียกว่า“เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” มาใช้ได้ โดยในปี2562นี้ มีให้ใช้ถึง 90,000 ล้านบาท
จนถึงวันนี้มีการประเมินคร่าวๆ แล้วว่าพื้นที่เกษตรน่าจะเสียหายกว่า 2 ล้านไร่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ความเสียหายน่าจะเฉียดๆ หมื่นล้านบาท ซึ่งต่อไปก็คงต้องพูดคุยถึงการฟื้นฟูกันอีก และงบประมาณต่างๆ ก็ตั้งรอไว้อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะดีมาก ถ้างบฉุกเฉินมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา เช่น เบิกจ่ายได้รวดเร็วสามารถนำไปใช้ระหว่างภัยพิบัติได้ทันท่วงที ชาวบ้านก็คงเดือดร้อนไม่มากอย่างที่บ่นๆ กัน
ในเมื่อเราเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลไม่ได้ เรา-คนไทย ต้องดูแลใส่ใจกันไป อย่าได้ทิ้งกัน ต่อไปคงต้องจับตาดูว่าจะถอดบทเรียนเรื่องน้ำท่วมกันอย่างไร บริหารจัดการน้ำจะไปในทิศทางไหน
น่าสนุกกับคำถามเหล่านี้จริงๆ





