background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

วิธีลด 'ภาวะเบิร์นเอาท์' จากงาน ด้วยเทรนด์ 'Doing Nothing' ของชาวดัตช์

วิธีลด 'ภาวะเบิร์นเอาท์' จากงาน ด้วยเทรนด์ 'Doing Nothing' ของชาวดัตช์

ถ้างานยุ่งเหยิงจนเกินจะรับไหว ก็แค่หยุดทำ! ลอง “ลางาน” ไปอยู่เฉยๆ แบบ “Doing Nothing” ตามแนวคิด Niksen ของชาวดัตช์ ช่วยลดอาการ “Burnout” ได้ในระยะยาว

Key Points:

  • เคยไหม? ยิ่งพยายามไต่เต้าและทุ่มเทให้หน้าที่การงานแบบไม่พัก ก็ยิ่งรู้สึก “หมดไฟ (Burnout)” เร็วขึ้น หนึ่งในวิธีช่วยลด “ภาวะเบิร์นเอาท์” ได้ก็คือ การหยุดพักโดยไม่ทำอะไรทั้งนั้น (Doing Nothing) ตามแนวคิด Niksen 
  • จิตแพทย์ชี้ Doing Nothing อาจเป็น “ประสิทธิผลสูงสุด” และเป็น “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่เราสามารถทำได้เพื่อชีวิตที่ดีของเราในระยะยาว
  • ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า การหยุดพักอยู่นิ่งๆ หลังจากเจอความเครียดสูง จะช่วยปรับระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ให้ลดลงได้ และช่วยฟื้นฟูพลังงานและความยืดหยุ่นของร่างกายให้กลับมา

ไม่ว่าจะปีไหนๆ วัยทำงานหลายคนยังติดหล่มอยู่กับการทำงานหนักและเร่งรีบตลอดเวลา เพื่อเป้าหมายตำแหน่งสูงสุดในอาชีพการงาน แต่เคยไหม? ยิ่งพยายามไต่เต้าและทุ่มเทให้งานแบบไม่พัก ก็ยิ่งรู้สึก “หมดไฟ (Burnout)” ง่ายขึ้น หากอยากสร้างพลังให้ตนเองสู้งานหนักไหวและไปต่อได้ในปี 2024 หนึ่งในวิธีช่วยลดอาการเบิร์นเอาท์ได้ก็คือ การหยุดอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น หรือที่เรียกว่า “Doing Nothing” ตามแนวคิด Niksen ของชาวดัตช์

 

  • การพักแบบ Doing Nothing ตามแนวคิด Niksen คืออะไร?

ดร.คาสซานดรา โบดุช จิตแพทย์จากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อธิบายเกี่ยวกับวิธีหยุดพักแบบ Doing Nothing ผ่านเว็บไซต์ Newsweek ไว้ว่า การไม่ทำอะไรเลยตามแนวคิด Niksen อาจเป็น “ประสิทธิผลสูงสุด” และ “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่เราสามารถทำได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราในระยะยาว มันช่วยรีเซ็ตสมองและจิตใจ ทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิได้มากขึ้น

แนวคิด Niksen เป็นแนวทางปฏิบัติของวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นการ “ไม่ทำกิจกรรมใดๆ” ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของแนวคิดนี้ และได้รับความสนใจจากผู้คนยุคใหม่ค่อนข้างมากจนเกิดเป็นเทรนด์ขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง

ดร.คาสซานดรา บอกอีกว่า วิธีฝึกปฏิบัติหรือตามแนวคิดนี้ คือ การหยุดพักโดยเจตนาและไม่ต้องมีแบบแผนใดๆ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจของเราผ่อนคลายโดยไร้การตีกรอบ ผู้ปฏิบัติสามารถปล่อยให้จิตใจล่องลอยได้อย่างอิสระและไม่มีวิธีที่ตายตัว อาจใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปในแต่ละคน 

ไม่ว่าจะเป็น การจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง, นั่งในสวนสาธารณะ, หรือแค่อยู่นิ่งๆ ที่บ้านหรือในสถานที่ใดก็ได้ และอาจรวมถึงการทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ซีเรียส เช่น การฝันกลางวัน, การเดินชมธรรมชาติ, การนั่งดูผู้คนในร้านอาหาร/คาเฟ่ หรือ การนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก เป็นต้น

 

  • Niksen “วัฒนธรรมการทำงานของชาวดัตช์” เชื่อในการถอยกลับไปฟื้นฟูตัวเอง และกลับมาสู้งานต่ออีกครั้ง 

ขณะที่ แชนด์เลอร์ จาง นักจิตวิทยาคลินิกในลอสแอนเจลิส ก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่แนวคิด Niksen ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากผู้คนจำนวนมากกำลังประสบกับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานและวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลที่ยุ่งเหยิง

สำหรับต้นกำเนิดของ Niksen นั้น ฌานน์ แนงเกิล ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นอยู่ที่ดีและโค้ชผู้ให้คำปรึกษาด้านการใช้ชีวิต เล่าว่า ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าแนวคิดนี้มาจากไหน ทราบแต่เพียงว่าคำนี้เป็นภาษาดัตช์ โดยคำว่า “niks” แปลว่า “Nothing (ไม่มีอะไร)” และบางข้อมูลพบว่ามันเชื่อมโยงไปถึง “วัฒนธรรมการทำงานของชาวดัตช์” ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของวิถีชีวิตที่สมดุล การรู้จักพัก และเชื่อในการถอยกลับไปฟื้นฟูตัวเองแล้วค่อยกลับมาสู้งานต่ออีกครั้ง 

“ในโลกของความวุ่นวาย เร่งรีบ และงานยุ่งตลอดเวลา การใช้วิธี “Doing Nothing” ตามแนวคิด Niksen สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจพบกับความสงบและโต้กลับความเครียดได้ดีพร้อมหัวใจที่สดชื่น” ฌานน์ แนงเกิล กล่าว

ในขณะเดียวกัน ลินเน็ตต์ ไพรซ์ นักสะกดจิตบำบัดที่มีใบรับรองวิชาชีพและเป็นผู้ฝึกสอนแนวคิด Niksen ก็บอกเช่นกันว่า การพักนิ่งๆ โดยไม่ทำอะไร คือหนึ่งในทักษะการรับมือปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่เธอชื่นชอบ หัวใจสำคัญของมัน คือ ต้องตั้งใจที่จะไม่ทำอะไรเลยจริงๆ ไม่มีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ต้องปล่อยวางเรื่องงานและปัญหาต่างๆ ออกจากสมองไปให้หมด จึงจะได้รับประโยชน์จากทักษะนี้สูงสุด

 

  • ประโยชน์ของทักษะ “การอยู่เฉยๆ” ตามแนวคิด Niksen ที่วัดผลได้จริงทางวิทยาศาสตร์

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า การหยุดพักแบบ “Doing Nothing” ตามแนวคิด Niksen มีประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจอย่างไร? นักวิชาการและนักจิตวิทยาหลายคนได้สรุปข้อดีและประโยชน์ของการฝึกทักษะดังกล่าวมาให้ทราบดังนี้ 

1. ทักษะนี้เป็นเครื่องเตือนใจคนเรา บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ในสถานการณ์อันยุ่งเหยิงนั้น เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจและร่างกายของเราในระยะยาว

2. ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล เมื่อเราตั้งใจละทิ้งความอยากที่จะ “ทำ” สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และเลือกที่หยุดอยู่นิ่งๆ สักพัก มันคือการปลดปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายความเครียด ผลลัพธ์คือมันช่วยเติมพลังใจได้อย่างแท้จริง 

3. ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลได้ ในทางวิทยาศาสตร์สามารถชี้ชัดได้ว่า การหยุดพักอยู่นิ่งๆ หลังจากเจอความเครียดสูง จะช่วยปรับระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ให้ลดลงได้ และช่วยฟื้นฟูพลังงานและความยืดหยุ่นของร่างกายให้กลับมา อีกทั้งมีบางตำราบ่งชี้ว่า แนวคิด Niksen เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการอารมณ์และลดความวิตกกังวล

4. Doing Nothing หรือ การไม่ทำอะไรเลยโดยเจตนา สามารถเบรกนิสัย “เสพติดการทำงานมากเกินไป (Addicted to Being Busy)” ซึ่งเกิดจากความวิตกกังวลได้ ในระยะสั้น.. การทำงานมากๆ ทุ่มเทจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จในคราวเดียว อาจช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนบรรเทาความวิตกกังวลนั้นลงได้ แต่จริงๆ แล้ว การทำแบบนั้นยิ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ทางที่ดีควรหยุดพักบ้าง เพื่อให้คุณมีสมาธิ และมีความคิดที่เฉียบคมยิ่งขึ้น ดังนั้นการหยุดพักบ้างในบางครั้งก็ทำให้มีพลังกลับมามากกว่าเดิม

5. การหยุดพักตามแนวคิด Niksen ช่วยปรับสุขภาพสมองให้เหมาะสม โดยจะไปเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาและความยืดหยุ่นทางปัญญาโดยรวม มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (ตีพิมพ์ในวารสาร Neuron ประจำเดือนสิงหาคม 2023) ชี้ว่า ช่วงเวลาแห่งความเกียจคร้านมีส่วนทำให้เกิดการเปิดใช้งานโหมดเริ่มต้น (DMN) ในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไตร่ตรองตนเองและการบูรณาการข้อมูลใหม่

ทั้งนี้ DMN หมายถึง ส่วนต่างๆ ของสมองที่โดยปกติแล้วจะหยุดทำงาน เมื่อเราเพ่งความสนใจไปที่สิ่งเร้าภายนอก แต่หากเราหยุดสนใจสิ่งเร้าภายนอก (หรือก็คือการพักอยู่นิ่งๆ) “สมองจะเปลี่ยนไปสู่โหมดเริ่มต้น” ซึ่งนำไปสู่กระบวนการคิดไตร่ตรองตนเอง การฝันกลางวันอย่างอิสระ การล่องลอยของจิตใจ การระลึกถึงประสบการณ์ส่วนตัว และการจินตนาการถึงอนาคต ฯลฯ

กระบวนการทางสมองดังกล่าว ถือเป็นการเสริมสร้างสุขภาพสมองได้ดีที่สุด โดยการส่งเสริมความยืดหยุ่นของระบบประสาทและป้องกันความเหนื่อยล้าทางจิตใจ แถมยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย เนื่องจากช่วยให้จิตใต้สำนึกสามารถประมวลผลข้อมูลและสร้างแนวคิดใหม่ๆ โดยไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดด้วยความเป็นเหตุเป็นผล การไหลของความคิดอย่างอิสระนี้สามารถนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรมของคนเราได้