วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เครื่องบิน JAL โดนชนไฟท่วม แต่ 379 คนรอดชีวิต! ชวนรู้ที่มาของกฎอพยพ 90 วินาที

เครื่องบิน JAL โดนชนไฟท่วม แต่ 379 คนรอดชีวิต! ชวนรู้ที่มาของกฎอพยพ 90 วินาที

เหตุ "เครื่องบินชนกัน" ในกรุงโตเกียวรุนแรงระดับหายนะ แต่ทุกคนบนเครื่องบิน JAL รอดปาฏิหาริย์! ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่พัฒนาจากโศกนาฏกรรมในอดีต (written in blood) เคสนี้ย้ำว่า ทุกคนต้องรู้วิธีเอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน!

Key Points: 

  • กรณี “เครื่องบินชนกัน” ที่สนามบินฮาเนดะ แม้จะน่าเศร้าที่ลูกเรือ 5 คนบนเครื่องบิน Dash8 เสียชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เกิดบทเรียนสำคัญที่ว่า JAL (แอร์บัส A350) สามารถอพยพ 379 คนให้รอดชีวิต! 
  • มาตรฐานความปลอดภัยในการบินในปัจจุบัน ทั้งกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นจากโศกนาฏกรรมเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบินในอดีต (Safety rules written in blood: ถูกเขียนด้วยเลือดของผู้เดินทางที่โชคร้าย)
  • หนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยในการบิน ที่ถูกพัฒนามาจากเหตุฉุกเฉินร้ายแรงในอดีต ก็คือ ข้อกำหนดเรื่อง “การอพยพภายใน 90 วินาที” ซึ่งมาจากผลวิจัยของ FAA

อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ไม่คาดคิดกรณี “เครื่องบินชนกัน” ที่สนามบินฮาเนดะ ในกรุงโตเกียว (ระหว่างเครื่องบินพาณิชย์ JAL แอร์บัส A350 กับ เครื่องบิน Dash8 ของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2567 แม้จะน่าเศร้าที่ลูกเรือ 5 ใน 6 คนบนเครื่องบิน Dash8 เสียชีวิตจากเหตุครั้งนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นำมาซึ่งบทเรียนสำคัญที่ว่า “Japan Airlines (JAL)” สามารถทำการอพยพได้ยอดเยี่ยมมาก ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 379 คน บนเครื่องบินแอร์บัส A350 รอดชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์!

 

  • “Written in blood” มาตรฐานความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นจากโศกนาฏกรรมในอดีต

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เหตุการณ์เครื่องบินชนกันรุนแรงระดับ “หายนะ” ที่เกิดขึ้น ณ สนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของขั้นตอนด้านความปลอดภัยในการบิน ซึ่งเป็นมรดกมาจากโศกนาฏกรรมในอดีตที่หล่อหลอมจนกลายมาเป็น “มาตรฐานความปลอดภัย” ในปัจจุบัน หรือที่เรียกขานกันว่า Safety rules ‘written in blood’ 

เกรแฮม เบรธเวต ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแครนฟีลด์ (Cranfield University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการบินและอวกาศแห่งอังกฤษ ให้ความเห็นว่า ขั้นตอนปฏิบัติในการอพยพผู้โดยสารของ Japan Airlines ที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมครั้งนี้ ถูกพัฒนาบทเรียนมาจากอุบัติเหตุร้ายแรงในปี 1985 

เครื่องบิน JAL โดนชนไฟท่วม แต่ 379 คนรอดชีวิต! ชวนรู้ที่มาของกฎอพยพ 90 วินาที

ในครั้งนั้นเครื่องบินของ JAL เที่ยวบิน 123 (บินจากโตเกียวไปโอซาก้า) ประสบเหตุเครื่องบินตก ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 520 ราย เนื่องจากการซ่อมแซมส่วนหางอย่างผิดพลาดโดยช่างเทคนิคของโบอิ้ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสายการบิน ซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในเรื่องความปลอดภัยและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นักบินคนหนึ่งก็ให้ข้อมูลผ่าน CNN ไว้ในทำนองเดียวกันว่า พนักงานของ JAL ต่างตระหนักดีถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการบินในปัจจุบัน กฎระเบียบและขั้นตอนด้านความปลอดภัยเหล่านี้ล้วนถูกเขียนด้วยเลือดของผู้เดินทางที่โชคร้าย ความเป็นจริงอันน่าเศร้านี้เน้นย้ำถึงความจริงที่ว่า อุบัติเหตุแต่ละครั้งถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่หลายๆ สายการบินแบ่งปันกันทั่วทั้งอุตสาหกรรมการบิน เพื่อให้ทีมงานทุกคนสามารถทำงานได้ดีขึ้น 

ไม่เพียงเท่านั้น ความมุ่งมั่นด้านความปลอดภัยของ Japan Airlines ก็ปรากฏชัดเจนจากการจัดอันดับสายการบินที่ปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดอันดับของ AirlineRatings.com ทั้งนี้ เจฟฟรีย์ โธมัส บรรณาธิการบริหารของเว็บไวต์ดังกล่าว ได้ยกย่องสายการบินนี้ด้วยว่า มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ JAL พัฒนาขึ้นหลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกปี 1985 นั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยึดมั่นในการตรวจสอบและขั้นตอนด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด 

เครื่องบิน JAL โดนชนไฟท่วม แต่ 379 คนรอดชีวิต! ชวนรู้ที่มาของกฎอพยพ 90 วินาที

 

  • กฎอพยพ 90 วินาที เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน คืออะไร?

ยกตัวอย่างหนึ่งในขั้นตอนความปลอดภัยที่ถูกพัฒนามาจากเหตุร้ายแรงบนเครื่องบินในอดีต ก็คือ ข้อกำหนดเรื่อง “การอพยพภายใน 90 วินาที”

ข้อมูลจาก SimpleFlying ระบุว่า ต้นกำเนิดของกฎข้อนี้เกิดจาก ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 มีการวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุและพัฒนาการของเพลิงไหม้หลังจากเครื่องบินตก ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1964 โดย สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ได้ทำการทดสอบกรณีเครื่องบินตกกับเครื่องบินขนส่งดักลาส DC-7 และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็ได้ทดสอบการชนของเครื่องบิน Lockheed L1649 ด้วย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจำลองอุบัติเหตุจริงที่เกิดขึ้นและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต

ในระหว่างการทดสอบเหล่านี้ กล้องความเร็วสูงถูกติดตั้งไว้ภายในเครื่องบินและรอบๆ บริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อบันทึกผลกระทบของเหตุฉุกเฉินเหล่านั้น อีกทั้งนักวิจัยใช้หุ่นจำลองมานั่งเป็นนักบินและผู้โดยสารบนเครื่อง เพื่อทดสอบการอพยพผู้โดยสารหลังเกิดเหตุและคำนวณอัตราการรอดชีวิตด้วย

ในเวลาเดียวกัน FAA ได้ริเริ่มการวิจัยอีกชิ้นเกี่ยวกับ “การป้องกันอัคคีภัยหลังเกิดเหตุเครื่องบินตกและเครื่องบินชน” ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเกิดเหตุแล้วมักจะตามมาด้วยไฟไหม้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถช่วยชีวิตทุกคนได้นั้น ต้องประเมินว่าห้องโดยสารในเครื่องบินสามารถป้องกันควันไฟและเปลวไฟได้นานแค่ไหน จึงจะเพียงพอต่อการอพยพผู้โดยสาร

ผลการวิจัยพบว่า ห้องโดยสารที่มีโครงสร้างแข็งแรงและเต็มไปด้วยเปลวไฟยังคงสามารถอยู่อาศัยได้ประมาณ 2 นาที จากผลการค้นพบดังกล่าว เบื้องต้น FAA เสนอให้เวลาอพยพไว้ 2 นาที อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการวิเคราะห์การทดสอบและการวิจัยเพิ่มเติม ทำให้ FAA ลดเวลาลงเหลือ 90 วินาที และส่งผลให้มีการปรับปรุงความปลอดภัยของเครื่องบินอื่นๆ อีกหลายประการ

เครื่องบิน JAL โดนชนไฟท่วม แต่ 379 คนรอดชีวิต! ชวนรู้ที่มาของกฎอพยพ 90 วินาที

 

  • วิธีเอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน ทุกคนต้องรู้!

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน ไม่เพียงแค่ผู้โดยสารต้องปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือและนักบินเท่านั้น แต่การเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากเหตุไม่คาดคิดในเบื้องต้นก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องรู้ ทั้งนี้ มีคำแนะนำจากอดีตลูกเรือผู้เชี่ยวชาญของ “ศูนย์ฝึกการบินของ British Airways” ในกรุงลอนดอน ได้ระบุถึงวิธีการฝึกเอาตัวรอดไว้ดังนี้ 

1. มองหาทางออกฉุกเฉินไว้ก่อน 
เมื่อขึ้นเครื่องบินให้ปรับทัศนวิสัยให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสาร เพื่อจดจำทางเดิน,  ทางออกฉุกเฉิน, จำนวนแถวที่นั่งระหว่างคุณกับทางออกที่ใกล้ที่สุดสองแห่ง

2. ฟังลูกเรือสาธิตวิธีการด้านความปลอดภัยเสมอ! 
อย่าทึกทักไปว่าตัวเองรู้หมดแล้ว เนื่องจากเครื่องบินแต่ละประเภทมีคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่แตกต่างกัน

3. หากนั่งติดประตูฉุกเฉิน ให้ศึกษาวิธีเปิดประตู 
เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงๆ ลูกเรือจะไม่มีเวลามาบอกวิธีเปิดประตู แต่คุณต้องทำมันได้ทันที ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีความมั่นใจในการควบคุมอุบัติเหตุ

4. หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูง
ต้องถอดรองเท้าเหล่านี้ออกก่อนจึงจะสามารถอพยพได้ เนื่องจากต้องกระโดดลงไปบนสไลเดอร์ฉุกเฉินที่เป็นเบาะลมยาง 

5. ที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุดอาจจะไม่มีอยู่จริง
บางข้อมูลชี้ว่าที่นั่งหลังปีกบินเป็นต้นไป (ส่วนท้ายเครื่อง) จะปลอดภัยกว่าส่วนหัวเครื่อง แต่นั่นก็ไม่เสมอไป เพราะเหตุเครื่องบินตกบางกรณีก็พบผู้รอดชีวิตบริเวณกลางลำเครื่องบินมากกว่าส่วนท้าย ทางที่ดีที่สุดคือต้องตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอขณะเครื่องกำลังบินขึ้นและขณะที่เครื่องกำลังลงจอด

6. อย่าดึงเสื้อชูชีพให้พองลมในห้องโดยสาร
ในกรณีต้องสวมเสื้อชูชีพ เมื่อสวมแล้วอย่าดึงเชือกให้เสื้อพองลมภายในห้องโดยสาร เพราะจะยิ่งเสี่ยงเสียชีวิตมากว่าเดิม ต้องหนีรอดออกมาอยู่นอกเครื่องบินให้ได้ก่อนจึงค่อยดึงให้เสื้อชูชีพให้พองลม

7. นั่งท่ารั้ง เตรียมรับแรงกระแทก
เมื่อรู้ตัวว่าเครื่องประสบเหตุฉุกเฉิน ต้องนั่งรั้งตัวเองไว้กับเก้าอี้เพื่อเตรียมรับแรงกระแทก โดยให้นั่งอยู่กับที่แล้วก้มศีรษะลงที่เข่าหรือพิงศีรษะที่เบาะข้างหน้า วางมือไว้ด้านหลังศีรษะ แต่อย่าประสานนิ้ว วางข้อศอกไว้ข้างศีรษะและอย่าให้เกินจากหัวเข่า ทั้งนี้เพื่อช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต

8. กระโดดทันที
เมื่อต้องอพยพออกจากเครื่องบิน หลังประตูทางออกจะเป็นสไลเดอร์พองลม ให้พับแขนพาดหน้าอก โน้มตัวไปข้างหน้า แล้วกระโดดโดยให้เท้าลงไปก่อน หากคุณลังเล ลูกเรือมีแนวโน้มที่จะผลักคุณ เพราะต้องรีบอพยพทุกคนให้ได้ภายในเวลาจำกัด