“ชาเขียว” จ.เชียงราย คว้ารางวัล Grand Gold จากเวทีประกวดชาเขียวโลก World Green Tea Contest 2022 เมื่อปลายเดือน ต.ค. 65 ท่ามกลางความปลื้มใจของคนวงการผลิตชา แต่คนไทยบางคนอาจยังสับสนระหว่าง “ชาเขียว” กับ “ชามัทฉะ”
สร้างความปลื้มปิติให้แก่คนวงการผลิต “ชาเขียว” ในประเทศไทยไม่น้อย เมื่อ “Tian Hwa Tea Factory” หนึ่งในแบรนด์ชาเขียว/ชาขาว จาก จ.เชียงราย ประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Gold จากเวทีประกวดชาเขียวโลก World Green Tea Contest 2022 มาครองได้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล “World O-Cha (Tea) Festival 2022” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20-23 ต.ค. 65 ที่ผ่านมา ณ เมืองชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับรางวัลนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 12 รางวัล โดยประเทศไทยสามารถคว้ามาได้ 1 รางวัล (ตัวชาที่ได้รางวัล คือ forest elegance white tea ซึ่งเป็นชาขาวหรือยอดตูมใบชาของต้นชาเขียว) อีกทั้งมีประเทศอื่นๆ ที่ได้รางวัลนี้เช่นกัน ได้แก่ ญี่ปุ่นได้ 1 รางวัล, จีนได้ 3 รางวัล, ไต้หวัน 7 รางวัล
หลังจากการประกาศรางวัลถูกรายงานผ่านสื่อต่างๆ ออกไปไม่นาน ก็มีกลุ่มคนชอบดื่มชาในโลกออนไลน์แห่แชร์ความเห็นและถกเถียงกันในประเด็น “ชาเขียว” กับ “ชามัทฉะ” เพราะบางคนยังสับสนและอาจเข้าใจผิด
จริงๆ แล้ว ชาทั้งสองชนิดนี้ แม้จะมาจากต้นชาเขียวสายพันธุ์เดียวกัน (หรืออาจจะเป็นต้นชาต้นเดียวกันด้วยซ้ำ) แต่มีกรรมวิธีการปลูก การผลิต ลักษณะ สี รสชาติ ปริมาณคาเฟอีน และวิธีการชง กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเชิงเปรียบเทียบมาให้เช็กลิสต์ ดังนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- สำรวจตลาดเครื่องดื่ม “แสนล้าน” หมวดไหนฟื้นตัว-ติดลบ
- "กาแฟ" ช่วยให้สมองตื่นตัวแค่ 3 ชม. ต่างกับ "ชาเขียวมัทฉะ" สดชื่นได้นานกว่า
- “วันชาสากล” 15 ธันวาคม รู้จักต้นกำเนิด “ชา” เครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั่วโลก
- อยากอายุยืน? ลองดื่ม “ชาดำ” 2 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ 13%
1. วิธีปลูก/กรรมวิธีการผลิต
ชาเขียว : ต้นชาเขียวที่ปลูกกลางแดดปกติ เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะเก็บเอายอดอ่อนใบชา 3 ใบบนสุด จากนั้นนำไปคั่วแห้ง หรือ นำนึ่งก่อนแล้วนำไปตากแห้งก็ได้ (ซึ่งวิธีที่ต่างกันก็จะได้ชารสชาติแตกต่างกันไป) แต่สุดท้ายจะผลิตเป็นใบชาแห้งพร้อมจำหน่าย
ชามัทฉะ : ต้องดูแลเอาใจใส่ต้นชาเขียวเป็นอย่างดี โดยจะคลุมต้นชาด้วยตาข่ายเป็นเวลา 30 วัน ไม่ให้โดนแดด ก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งกระตุ้นให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้น ส่งผลให้ใบชามีสีเขียวเข้ม หลังเก็บเกี่ยวแล้วจะนำใบชาไปคั่วจนแห้ง แล้วบดละเอียดทั้งใบจนเป็นผงเหมือนแป้งโดยไม่แยกกากออก
2. ลักษณะชาแห้งก่อนชง
ชาเขียว : ใบชาแห้ง ความละเอียดของใบแตกต่างกันไป
ชามัทฉะ : เป็นผงชาสีเขียวเข้ม ได้จากใบชาบดละเอียดจนเหมือนแป้ง
3. อุปกรณ์/วิธีชงชา
ชาเขียว : ใบชาแห้ง, กาน้ำร้อน, ที่กรองใบชา, ถ้วยชา
ชามัทฉะ : ผงมัทฉะ, ที่ตักมัทฉะ, แปรงตีชา(Chasen), กาน้ำร้อน, ที่กรองผงมัทฉะ, ถ้วยชา
4. สีน้ำชาหลังชงเสร็จ
ชาเขียว : มีสีเขียว ใส เมื่อชงและวางทิ้งไว้จะไม่ค่อยตกตะกอน
ชามัทฉะ : มีสีเขียวขุ่น เข้มข้น เมื่อชงและวางทิ้งไว้จะตกตะกอนก้นถ้วย
5. รสชาติ/สารสำคัญ
ชาเขียว : หอมกลิ่นใบชาอ่อนๆ สดชื่น ไม่ขม รสเบาๆ ดื่มง่าย คาเฟอีนต่ำ สารแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ต่ำ เหมาะกับการชงกับน้ำร้อนเพื่อเป็นเครื่องดื่ม ไม่เหมาะกับการนำไปเป็นส่วนผสมของขนม/ไอศกรีม
ชามัทฉะ : นวลเนียน เข้มข้น ขมเล็กน้อย-ไม่ขม หอมโดดเด่น รสอูมามิชัดเจน มีคาเฟอีนสูง สารต้านอนุมูลอิสระสูง สารแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) สูง ซึ่งช่วยลดความเครียด ทำให้ผ่อนคลาย เพิ่มสมาธิ ช่วยลดความดันโลหิต สามารถนำไปชงเป็นเครื่องดื่มชามัทฉะ/ชานมมัทฉะ และใช้เป็นส่วนผสมในขนม/ไอศกรีม
6. ราคาใบชาเขียวแห้ง vs ผงชามัทฉะ
ชาเขียว : ประมาณ 60-200 บาทต่อ 100 กรัม
ชามัทฉะ : ประมาณ 350-650 บาทต่อ 100 กรัม
ทั้งนี้ นอกจากชาเขียวในรูปแบบใบชาแห้ง ที่ผู้บริโภคซื้อหามาชงกับน้ำร้อนด้วยเองเพื่อดื่มเป็นเครื่องดื่มประจำวันได้แล้ว ปัจจุบันยังมีเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปบรรจุขวดที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคอย่างมาก โดยมีมูลค่าการตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2563 2564 และ 2565
โดยมีข้อมูลทางการตลาดจาก AC Nielsen (ณ ส.ค. 65) รายงานว่า ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในปี 2565 มูลค่าค่าตลาดเติบโตที่ 20.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 6,685 ล้านบาท และคาดว่า ณ สิ้นปี 2565 ตลาดชาเขียวอาจมีมูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท
--------------------------------------
อ้างอิง : o-cha/association, gjtea.org, brandbuffet, sciplanet.org, food.trueid





