ในยุคสมัยที่การทำงานถูกขับเคลื่อนด้วยคำว่า Impact หรือการสร้างผลงานที่โดดเด่นอยู่ตลอดเวลา เรามักเห็นเวทีสัมมนาบอกให้คนทำงานทุกคนผลักดันตัวเองไปยืนบนเวที ไปเป็นผู้นำ หรือเป็นคนที่ส่องสว่างที่สุดในองค์กร
กระแสสังคมนี้ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึก “หลงทางและกดดัน” โดยไม่รู้ตัว
หลายคนทำงานในบทบาทสนับสนุน (Support) งานดูแลระบบ หรืองาน Routine ที่ต้องทำซ้ำๆ ทุกวัน เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานได้แสง ได้คำชม ก็เริ่มถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราทำอยู่มีคุณค่าพอไหม?” หรือ “ทำไมชีวิตการทำงานของเราดูธรรมดาเหลือเกิน?”
ความทะเยอทะยานที่เกินขอบเขต และความกังวลว่าตัวเองจะ “ไม่โดดเด่นพอ” นี่เองครับ ที่กลายเป็นตัวการเงียบกัดกิน Work-Life Balance และเติมความเครียดสะสมโดยไม่จำเป็น
หากลองเปรียบเทียบองค์กรเป็นเหมือน “บ้าน” หลังหนึ่ง คนส่วนใหญ่มักเห็นและชื่นชมเฉพาะ “หลังคา” ที่สวยงาม หรือ “ไฟประดับ” ที่ส่องแสงระยิบระยับ ซึ่งก็เปรียบเหมือนผลงานหน้าบ้านหรือยอดขายที่สปอตไลต์ส่องถึง
แต่ในความเป็นจริง บ้านจะทนแดดทนฝนและยืนระยะได้นับสิบปี ย่อมไม่ได้เกิดจากความสวยงามของหลังคาเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจาก “เสาเข็มและฐานราก” ที่ตอกลึกลงไปในดิน ซึ่งเป็นงานที่มองไม่เห็น และไม่มีใครเดินมาปรบมือให้ต่างหาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ปรับ Mindset 'Work-Life Balance' ศิลปะการฝึก 'ปิดสวิตช์ใจ'
เมื่อประเทศไทย ตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ' โดย หมอแอมป์ นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
ในทางบริหารจัดการองค์กร Seth Godin ได้เปรียบเทียบคนทำงานเบื้องหลังไว้ในแนวคิด Linchpin หรือ Superkeepers ซึ่งหมายถึง “สลักถอดไม่ได้” ที่คอยยึดกลไกทั้งหมดไว้ แม้คนจะมองเห็นแต่ความหวือหวาของหน้าฉาก (Rockstars) แต่หน้าฉากย่อมเติบโตไม่ได้เลย หากขาดเสาเข็มเบื้องหลังคอยประคับประคองระบบ
ลองจินตนาการดูครับว่า หากองค์กรมีแต่คนอยากคิดโปรเจกต์ใหม่ (มีแต่หลังคา) แต่ไม่มีคนคอยตามเช็ดตามล้าง จัดการเอกสาร หรือดูแลระบบบัญชี (ไม่มีฐานราก) บ้านหลังนั้นจะพังทลายลงมาเร็วแค่ไหน?
สาเหตุที่คนทำงานจำนวนมากไม่มีความสุข และเสียสมดุลชีวิต ไม่ใช่เพราะงานหนักเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ “ใจไม่สงบ” เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสปอตไลต์ของคนอื่นตลอดเวลา
Work-Life Balance ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนต้องขึ้นเป็นผู้บริหาร หรือมีชื่อบนป้ายรางวัล แต่มันเกิดจากการที่เรา “ค้นพบความหมายและความภาคภูมิใจ” ในบทบาทของตัวเอง ไม่ว่าบทบาทนั้นจะอยู่หน้าฉากหรือหลังฉากก็ตาม
งาน Routine ที่ราบรื่น คือ ความสงบเรียบร้อยขององค์กร งาน Support ที่เข้มแข็ง คือ Back up ที่ทำให้คนหน้าฉากก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ การเป็นเสาเข็มที่พึ่งพาได้ คือคุณค่าทางจิตใจที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องคำสรรเสริญจากใคร
เมื่อเรารู้จักมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ เราจะเลิกวิ่งตามจังหวะชีวิตของคนอื่น เลิกเครียดกับความคาดหวังที่เกินจริง และวางใจให้สงบยามเลิกงานได้อย่างแท้จริง
ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับผู้นำ การสร้างบรรยากาศ Work-Life Balance ที่ดี ย่อมไม่ได้หมายถึงแค่การเลิกงานตรงเวลา แต่มันคือการสร้าง “Culture of Appreciation” หรือ “วัฒนธรรมแห่งการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน”
ผู้นำที่ชาญฉลาด ต้องไม่มองเห็นเฉพาะคนที่เดินถือผลงานมาเสนอหน้าห้องเท่านั้น แต่ต้องหันมามองและให้เกียรติคนที่คอยค้ำยันฐานรากอยู่เบื้องหลังด้วย
ความสำคัญของเรื่องนี้สะท้อนชัดในงานสำรวจ Gallup Workplace Survey ที่ระบุว่า คนทำงานเบื้องหลังที่ได้รับ Recognition หรือคำขอบคุณสม่ำเสมอ มีความสุขในการทำงานสูงขึ้นถึง 56% และมีแนวโน้มอยู่ร่วมสร้างคุณค่าให้องค์กรในระยะยาว (Retention Rate) มากกว่าเดิมถึง 4 เท่า
คำขอบคุณสั้นๆ อย่างจริงใจจากหัวหน้างาน หรือการมองเห็นความเหน็ดเหนื่อยของคนเบื้องหลัง คือน้ำทิพย์ชโลมใจชั้นดีที่ช่วยเติมพลังงานชีวิต (Energy) ให้คนทำงานได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องรอให้เขาเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) เสียก่อน
หากบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ ไม่ได้มีแค่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ที่ส่องแสงเจิดจรัส แต่ยังมีดาวเล็กๆ อีกนับล้านดวงที่คอยเติมเต็มให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนงดงามและสมบูรณ์
ชีวิตการทำงานก็เช่นกันครับ… เราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เป็นสปอตไลต์ตลอดเวลา หากบทบาทของเราคือการเป็น “เสาเข็มที่มั่นคง” คอยประคับประคองทีมงาน และเป็นที่พักพิงให้ครอบครัว นั่นก็ถือเป็นความสำเร็จและคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เกินพอแล้ว
เมื่อไหร่ที่เราเรียนรู้ที่จะ “เคารพในบทบาทของตัวเอง” และหยุดวิ่งตามแสงไฟที่คนอื่นสร้างขึ้น เมื่อนั้นแหละครับ… ความสงบ สมดุล และความสุขที่แท้จริงของการทำงานจะเกิดขึ้นในใจเราอย่างแท้จริง





