การลงทุนในระบบตรวจคัดกรองเชิงรุกที่มีความแม่นยำสูงด้วยงบประมาณเพียงหลักพันต่อคน สามารถป้องกันความเสี่ยงของสุขภาพสตรีที่จะพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง
KEY POINTS
- ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ 1.การติดเชื้อ HPV 2.ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) และ 3.กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM)
- DKSH ชวนร่วมงาน Patient Purpose Day 2026 รณรงค์เชิงรุก ดึงมุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีเวชมาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับภัยเงียบด้านสุขภาพสตรี
- เปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการ "ตั้งรับและรักษาเมื่อป่วย" ไปสู่การ "ป้องกันและคัดกรองเชิงรุก"
“วัยทำงาน” ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม บทบาทของ "ผู้หญิงวัยทำงาน" ได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ปัญหาสุขภาพสตรีกลับมักถูกมองข้ามหรือถูกจัดให้เป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งที่ในเชิงโครงสร้างแล้ว “สุขภาพของสตรี” คือ ดรรชนีชี้วัดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศโดยตรง
บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สานต่อพันธกิจเนื่องในกิจกรรม "Patient Purpose Day 2026" ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับความตระหนักรู้และการเข้าถึงระบบสุขภาพอย่างเท่าเทียม (Health Equity)
ความเชื่อมโยงระหว่าง "ความเท่าเทียมด้านสุขภาพ" กับ "ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity)" จะพบว่า หากผู้หญิงวัยทำงานต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไร้อาการ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งจากภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก้อนโตในระยะลุกลาม การสูญเสียบุคลากรศักยภาพสูงในวัยเจริญพันธุ์ และการสูญเสีย Productivity ของผู้ดูแล (Caregiver) ภายในครอบครัวที่ต้องหยุดงานมาดูแลผู้ป่วย
หากเปรียบเทียบในเชิงความคุ้มค่าทางการเงิน (ROI) การลงทุนในระบบตรวจคัดกรองเชิงรุกที่มีความแม่นยำสูงด้วยงบประมาณเพียงหลักพันต่อคน สามารถป้องกันความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 1-10 ล้านบาท ต่อรายจนกว่าจะจบการรักษา ซึ่งภาระมหาศาลนี้ย่อมตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินผ่านระบบประกันสังคมและ สปสช. รวมถึงความมั่งคั่งของครอบครัวไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
DKSH ขับเคลื่อนอนาคตสาธารณสุขไทย ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและยั่งยืน
โมเดล 'Commercial Outsourcing' DKSH เพิ่มโอกาสใหม่ธุรกิจสุขภาพ
ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่ถูกมองข้าม
งาน Patient Purpose Day 2026 ในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การรณรงค์เชิงรุก โดยการดึงมุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินรีเวชมาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับภัยเงียบด้านสุขภาพสตรี เพื่อเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการ "ตั้งรับและรักษาเมื่อป่วย" ไปสู่การ "ป้องกันและคัดกรองเชิงรุก" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องคุณภาพชีวิตของสตรีไทย และเพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหานี้ เราจำเป็นต้องเจาะลึกถึง 3 ประเด็นสุขภาพสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเผชิญในแต่ละช่วงชีวิต
พญ. มาริสา ทศมาศวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช จากโรงพยาบาลรามคำแหง 2 และพญ. กิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ช่วยกันเล่าถึงปัญหาสุขภาพของผู้หญิงวัยทำงานว่า 3 ปัญหาสุขภาพผู้หญิงที่มักมองข้าม ได้แก่
1.การติดเชื้อ HPV เป็นภาวะที่พบมากที่สุดในห้องตรวจ เนื่องจากปัจจุบันผู้หญิงตระหนักรู้และเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งมากขึ้น
2.ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) มักมาด้วยอาการตกขาวสีเทาและมีกลิ่น เกิดจากการเสียสมดุลแบคทีเรียหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
และ 3.กลุ่มอาการทางระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะในวัยหมดประจำเดือน (GSM)มีอาการแห้ง คัน แสบ เจ็บ มักพบในผู้ที่หมดประจำเดือนเกิน 10 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มพบมากขึ้นจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต
ผู้หญิงกว่า 80% ติดเชื้อ HPV เสี่ยง BV
“ในช่วงชีวิตของผู้หญิงกว่า 80% เคยติดเชื้อ HPV อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 20–30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีฮอร์โมนพุ่งพล่านและมีกิจกรรมทางเพศสูง ทั้งนี้ การสร้างความตระหนักรู้และ ระบบสาธารณสุขที่เน้นย้ำให้เริ่มตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดตั้งแต่อายุ 25–29 ปีขึ้นไป เนื่องจากหากติดเชื้อสะสมนานเกิน 5–10 ปี เชื้อจะเริ่มพัฒนากลายเป็นเซลล์ผิดปกติ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงไทย ลดลงจากอันดับ 2 ในอดีต มาสู่อันดับ 4 ในปัจจุบัน (ตามหลังมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่)”
ขณะที่ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากถึง 80% ในผู้หญิงทั่วไป เกิดจากภาวะเสียสมดุลของแบคทีเรียดีในช่องคลอด ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ภาวะเสียสมดุลหลังการมีประจำเดือน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย โดยผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวสีเทา และมีกลิ่นคาวปลาอย่างชัดเจน แม้จะไม่ใช่อันตรายถึงชีวิต แต่นับเป็นภัยเงียบที่ทำลายความมั่นใจ บุคลิกภาพ รบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์คู่รักอย่างรุนแรง
ส่วนกลุ่มอาการ GSM และภาวะช่องคลอดแห้ง จะแสดงอาการผ่านความรู้สึกแห้ง คัน แสบ และเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด มักพบในกลุ่มผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้วเกิน 10 ปี ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มตัว แพทย์คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มผู้ป่วยภาวะ GSM จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลตามสัดส่วนประชากรวัยทอง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเชิงโครงสร้างและระบบสาธารณสุขในระยะยาว
“อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี”รับมือสุขภาพผู้หญิง
เชื้อ HPV สามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างกายได้นาน 10–20 ปีโดยไม่แสดงอาการใดๆ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นมะเร็ง ตัวอย่าง ผู้ป่วยหญิงวัย 43 ปี เข้ามารับการตรวจด้วยอาการ "ตกขาวเป็นน้ำ" ต่อเนื่องนานเป็นเดือน โดยไม่เคยรับการตรวจคัดกรองมาก่อน เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับพบก้อนเนื้อร้ายขนาดใหญ่ถึง 5–6 เซนติเมตร มีเลือดออกง่าย อาการตกขาวเป็นน้ำและมีก้อนเนื้อหลุดลอกเกิดจากเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วหลุดออกมา ในระยะนี้ (ระยะ 2B–3) การผ่าตัดไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ผู้ป่วยต้องเข้าสู่กระบวนการเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงและการฝังแร่ทันที
“อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่มาตรวจ ได้แก่ ความอาย ความกังวลเรื่องราคา และปัญหาเรื่องระยะทางหรือการเดินทางเข้าถึงสถานบริการ”
พญ. มาริสา และพญ.กิรณา กล่าวด้วยว่าสำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งปากมดลูกในภาคเอกชนอาจสูงถึง 1 -10 ล้านบาท ต่อรายจนกว่าจะจบการรักษา ขณะที่ในระบบรัฐบาลก็เป็นภาระงบประมาณภาษีมหาศาล ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้าหมายระดับโลก (KPI) ในการกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปภายในปี 2030 ขณะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ใกล้เคียงในปี 2050 เนื่องจากยังมีประชากรบางส่วนที่ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรอง
“แนวคิดการดูแลตนเองเชิงรุก "อย่ากลัว อย่าเดา อย่าหนี" โดยอย่ากลัว คือ การเข้ารับการตรวจสูตินรีเวช ,อย่าเดา อาการหรือประเมินความเสี่ยงเอาเอง และอย่าหนี การตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีน ซึ่งการป้องกันและดูแลแบบองค์รวม แนะนำให้ป้องกันด้วย 3 วิธีหลัก คือ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งควรฉีดทั้งผู้หญิงและผู้ชายเพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อ , การเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ (เช่น HPV DNA Screening) และ การใช้ถุงยางอนามัย”
ป้องกันเชิงรุก ดูแลสุขภาพสตรีแบบองค์รวม
ภาครัฐบาลได้เริ่มขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก เช่น การแจกชุดตรวจ HPV Self-Test ฟรี ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ให้ผู้หญิงนำไปตรวจเองที่บ้าน และโครงการฉีดวัคซีน HPV ฟรี 1 เข็มสำหรับเด็กอายุ 9–15 ปี
“อยากเสนอแนะให้ทางภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมและ สปสช. โดยการสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจรวม (HPV DNA + Cellular Test) ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงการจัดหน่วยบริการคัดกรองเคลื่อนที่เข้าไปยังชุมชนและสถานประกอบการ เพื่อทลายอุปสรรคเรื่องระยะทางและการเดินทาง”
การเปลี่ยนผ่านจาก "การรักษา" มาเป็น "การป้องกันเชิงรุก" จำเป็นต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างครอบคลุม ซึ่งในปัจจุบันมีโซลูชันทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษา
พญ.กิรณา กล่าวต่อว่าการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นอกเหนือจากโรคติดเชื้อแล้ว สุขภาพสตรีวัยทำงานยังสัมพันธ์กับระบบฮอร์โมนและวิถีชีวิต โดยเฉพาะภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ผู้หญิงอ้วนง่าย ระดับอินซูลินในเลือดสูง มีฮอร์โมนเพศชายสูง และภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง
ฉะนั้น อยากแนะนำเทคนิคการปรับสไตล์การใช้ชีวิต เพื่อรับมือกับ PCOS และสร้างสุขภาวะที่ดี , ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ดึงฮอร์โมนเพศชายที่มีสูงในร่างกายมาใช้ประโยชน์ในการสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ,ปรับโภชนาการ โดยลดการบริโภคแป้งแปรรูปและของหวาน เพื่อลดระดับอินซูลินในเลือด ,นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
ไฮไลต์งาน Patient Purpose Day 2026
สำหรับการจัดงาน “Patient Purpose Day 2026” โดยหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างครบวงจร สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา บริษัทผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมุ่งเน้น 3 ภาวะสุขภาพที่ผู้หญิงวัยทำงานพบบ่อยแต่มักมองข้าม
เบเนดิกต์ คูบิค รองประธานฝ่ายบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม ‘Patient Purpose Day’ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของ DKSH ที่คำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลักและขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่า หากผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา รวมถึงลดความรุนแรงและภาระของโรคได้
ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ เราตั้งใจที่จะผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการให้ความรู้ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระจากโรคภัยไข้เจ็บที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว
ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากได้รับเกียรติจากสูตินรีแพทย์ 2 ท่าน ได้แก่ พญ.มาริสา ทศมาศวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช จากโรงพยาบาลรามคำแหง 2 และพญ.กิรณา เบญจมงคลชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค มาร่วมพูดคุยถึงอุปสรรคสำคัญในการวินิจฉัยและการสร้างความตระหนักรู้ในการรักษา รวมถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ HPV, BV และ GSM พร้อมอธิบายผลกระทบของภาวะทั้งสามต่อผู้หญิงวัยทำงานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แล้ว
ยังมีการส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ด้วยการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งปากมดลูก และความสำคัญของการตรวจคัดกรองระดับดีเอ็นเอ (HPV DNA Screening) เน้นย้ำให้ผู้หญิงเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำทางการแพทย์ โดยการตรวจคัดกรองจะช่วยให้พบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก
พร้อมส่งเสริมให้ผู้หญิงหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อลดความกังวลจากการรอติดตามผลเพียงอย่างเดียว รวมถึง การพูดคุยถึงสุขภาพผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย ผู้เข้าร่วมงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและจัดการอาการต่าง ๆ ทั้งอาการไม่สบายตัวในระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของงาน ได้ที่เว็บไซต์ https://www.dksh.com/th-th/home





