ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2574 ทำให้ความต้องการด้านการดูแลเชิงป้องกันและนวัตกรรมรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการส่งเสริมการรักษาในหน่วยสาธารณสุขระดับชุมชน ร้านขายยา คลินิก และการดูแลที่บ้าน แทนการรักษาที่โรงพยาบาลมากขึ้น แนวโน้มเหล่านี้สร้างความต้องการใหม่ๆ และโอกาสในการเติบโตให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
“นันท์นภัส ลิ้มคำ” กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ยา หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ DKSH ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่าปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางและตลาดสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่งในระดับโลก โดยประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของรายได้รวมในกลุ่มธุรกิจสุขภาพทั่วโลกของบริษัท DKSH ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการกระจายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของ DKSH ในไทย ยังคิดเป็นสัดส่วนราว 25-30% ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศไทย (Health care expenditures)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘โรงพยาบาลวันเวลา’ ถอดรหัสการรักษาแบบประคับประคอง(Palliative Care)
'4 อาหารเช้าสุดฮิต' กินก่อน 9 โมง เสี่ยงโรคหัวใจ งดข้าวเช้าเสี่ยงสมองเสื่อม
หมุดหมายใหม่ของธุรกิจยาข้ามชาติ
สภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันเริ่มดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากบริษัทข้ามชาติน้อยลง ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้บริษัทผู้ผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ระดับโลกหลายรายเลือกที่จะปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการตั้งสำนักงานสาขาและจ้างทีมงานขายของตนเอง มาเป็นการจ้างงานบริการภายนอกเชิงพาณิชย์ หรือ โมเดล Commercial Outsourcing โดยมอบหมายให้บริษัท เช่น DKSH เป็นผู้ดูแลระบบปฏิบัติการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
โมเดลดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ผลิตยาต่างชาติสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานจากการวางโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมดและรักษาสัดส่วนกำไรให้อยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดซื้อกลุ่มนวัตกรรมยามาตรฐานที่เริ่มอิ่มตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตร และนำทรัพยากรที่เหลือไปโฟกัสกับการวิจัยและพัฒนายา หรือนวัตกรรมตัวใหม่แทน
การส่งต่อให้พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญดูแลจะช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทต่างชาติจะตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดประเทศไทย และยังช่วยรักษาการจ้างงานในประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจดังกล่าวได้สร้างอัตราการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 200 ถึง 300 ตำแหน่งผ่านระบบของDKSH ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจประเภทนี้มีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง 12% ต่อปี
ส่อง 5 เทรนด์สุขภาพปี 2026
ระบบสุขภาพของประเทศไทยในปี 2026 กำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วยแนวโน้มสำคัญ 5 ประการ คือ
- การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care)
มีการปรับทิศทางจากเดิมที่เน้นการรักษามาเป็นการป้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดวัคซีนที่เติบโตอย่างมาก ทั้งจากการตื่นตัวของผู้ป่วยและการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น นโยบายฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีในกลุ่มเสี่ยงอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังรวมถึงการที่ผู้คนหันมาใช้อุปกรณ์เพื่อเข้าใจและดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้นเพื่อคุยกับแพทย์ได้เพิ่มขึ้น
- การกระจายการดูแลสุขภาพ (Decentralized Care)
การมุ่งเน้นการลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่โดยกระจายงบประมาณและขีดความสามารถไปยังโรงพยาบาลชุมชน บทบาทของร้านขายยาที่ผู้ป่วยโรคพื้นฐานสามารถรับยาใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล และการขยายผลไปถึงการฉีดวัคซีนที่ร้านยาในอนาคต
- สังคมสูงวัย (Aging Population)
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน และโรคทางระบบประสาท เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงเทรนด์เรื่อง Longevity หรือการใช้ชีวิตให้มีศักยภาพและยาวนานที่สุด
- สุขภาพดิจิทัล (Digital Health)
เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น เช่น Telemedicine ที่ได้รับการยอมรับผ่านนโยบายของ สปสช. ช่วยให้การปรึกษาแพทย์ทำได้ง่ายขึ้น การใช้ AI ในการวินิจฉัยโรค (Diagnostic) ที่ซับซ้อน เช่น โรคมะเร็ง เพื่อให้ตรวจพบได้ไวและรักษาได้ทันท่วงที และการใช้ Wearable Devices ในการติดตามสุขภาพส่วนบุคคล
- กลุ่มการรักษาที่เติบโตสูง (High Growth Therapeutic Areas)
เน้นไปที่การรักษาเฉพาะทาง (Specialty Care) เช่น โรคมะเร็ง (Oncology) และโรคที่ซับซ้อนอื่นๆ รวมถึงความโดดเด่นของประเทศไทยที่มีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึงยาและนวัตกรรมการรักษาสำหรับโรคหายาก (Rare Diseases) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานระดับโลกในภูมิภาคนี้
เพื่อสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ DKSH ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพผ่านการสร้างความร่วมมือในลักษณะพันธมิตรระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เช่นการร่วมมือกับ Bayer ในการบริหารจัดการและกระจายผลิตภัณฑ์ยาคุมกำเนิดในประเทศไทย และยังครอบคลุมถึงการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเป็นโรคที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน และหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมอาจพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งได้
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่นๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิตและสร้างความคุ้มค่าแก่ระบบงบประมาณสาธารณสุขของแผ่นดิน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับสภากาชาดไทยในการช่วยขยายสเกลและเพิ่มขีดความสามารถการจัดส่งยารักษาโรคที่ผลิตขึ้นในประเทศ เพื่อลดราคาต้นทุนและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
หนุนนโยบาย ‘Medical Hub’
ท่ามกลางเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ของรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้ป่วยและผู้ใช้บริการจากต่างประเทศ ดีเคเอสเอชได้วางบทบาทในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านการผลิตและบริการในประเทศ ซึ่ง DKSH มีโรงงานผลิตยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของตนเองในประเทศไทย เพื่อรองรับพันธมิตรธุรกิจข้ามชาติที่ต้องการลดต้นทุนการดำเนินงานและการนำเข้ายา โดยใช้โมเดลการผลิตในประเทศ (In-licensing) เพื่อส่งออกไปยังกลุ่มลูกค้าทั้งในและนอกประเทศ
นอกเหนือจากนี้ การเติบโตของเขตอุตสาหกรรมทางการแพทย์และบริการสุขภาพแห่งใหม่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่ภาคใต้ ถือเป็นช่องว่างสำคัญที่ดีเคเอสเอชสามารถเข้าไปค้นหาความต้องการเฉพาะที่ (Customized Approach) โดยนำความเชี่ยวชาญด้านระบบห่วงโซ่อุปทานและการแพทย์ขั้นสูงเข้าไปสนับสนุน เชื่อมโยงความต้องการระหว่างพื้นที่ เข้ากับระบบสาธารณสุขของไทย
ตัวอย่างเช่น Medical Hub ของ ECC ที่มีอยู่มานานกว่า 10 ปี ต้องการในการเป็นฮับที่สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ DKSH จึงได้สร้างเครือข่ายโลจิสติกส์การส่งสิ่งตรวจทางการแพทย์ขั้นสูงระหว่างศูนย์สุขภาพในเขตพื้นที่ EEC กับทางโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวเป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีนโยบายและการดูแลผู้ป่วยโรคหายาก (Orphan Diseases) อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม DKSH จึงมองเห็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาตรงนี้ ผ่านการช่วยขับเคลื่อนการจดทะเบียนนวัตกรรมยาที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานานเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยกลายเป็น Medical Hub สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคหายากโดยเฉพาะ


