TMAN กางยุทธศาสตร์ Longevity เปิดโรงงาน ‘เฮเว่น เฮิร์บ’ ชูศักยภาพ Smart Factory ครบวงจร ปักธงปั้น 15 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สร้าง Growth Engine ใหม่
KEY POINTS
- ตั้งเป้ารายได้แตะ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2029 (โตเฉลี่ย 10–15% ต่อปี) ดันไทยสู่ Global Wellness Hub มุ่งสู่ Top 3 ตลาด OTC และ Top 10 ตลาดโรงพยาบาล ในไทย
- ยุทธศาสตร์ Longevity: รับเทรนด์ Healthcare Shift ปักธงส่งมอบ 15 SKUs สินค้าชะลอวัย/ป้องกันโรคใน 5 ปี ตั้งเป้าทำรายได้ 5–10%
- ทุ่ม 50 ล้านบาท/ปี ยกระดับโรงงาน "เฮเว่น เฮิร์บ" จ.ปทุมธานี สู่ Smart Factory รองรับ OEM/ODM 6 หมวดหมู่
TMAN กางยุทธศาสตร์ Longevity เปิดโรงงาน ‘เฮเว่น เฮิร์บ’ ชูศักยภาพ Smart Factory ครบวงจร ปักธงปั้น 15 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สร้าง Growth Engine ใหม่ ดันไทยสู่ Global Wellness Hub
ภาพรวมอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกกำลังเกิดการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ (Healthcare Shift) เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ขยับจากการตั้งรับ และรักษาโรค (Treatment) ไปสู่การป้องกัน ฟื้นฟู และสร้างช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีให้อยู่ยาวนาน (Longevity) ถือเป็นโจทย์ใหม่ที่สอดรับกับแนวทางธุรกิจของ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ที่วางเป้าหมายการเติบโตด้วยนวัตกรรมสุขภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
จากเบอร์ 1 ไทย สู่รีจินัลแบรนด์ 'ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล' ควง 'โพรโพลิซ' สู้ศึกสเกลใหญ่
TMAN ผนึกแบรนด์ 'ละมุน' ลุยตลาดสินค้าออร์แกนิก รับเทรนด์สุขภาพโต
‘การรักษา’ ไม่ตอบโจทย์ยุคใหม่ มุ่ง Longevity
นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจัยเร่งสำคัญในครั้งนี้มาจากโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุในเอเชียแปซิฟิก ที่คาดว่าจะมีกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 996 ล้านคน (19.3%) ภายในปี 2050 ประกอบกับสถิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงถึง 74% ของคนไทย ส่งผลให้ตลาด Healthcare ในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
โดย MarkNtel Advisors ประเมินมูลค่าตลาดปี 2569 ไว้ที่ราว 37.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 61.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 (เติบโตเฉลี่ย 8.49% ต่อปี) ขณะที่ตลาด Longevity ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 10.4% ต่อปี คาดมีมูลค่า 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 สอดคล้องกับเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 42.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก
ล็อกเป้า 15 SKUs นวัตกรรม Longevity ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4S
นายประพล กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมส่งมอบผลิตภัณฑ์สุขภาพกลุ่ม Longevity ที่มีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Science-backed Longevity Solutions) จำนวน 15 รายการ (SKUs) ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเจาะตลาดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการดูแลร่างกายของผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมการดูแลระบบเผาผลาญในระดับเซลล์ สุขภาพลำไส้และการลดการอักเสบ สมองและการนอนหลับ ตลอดจนสุขภาพผิว ก่อนพัฒนาต่อไปสู่โซลูชันสุขภาพที่นำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกัน โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากกลุ่มนี้ให้ได้ 5–10% ของรายได้รวมภายใน 3–5 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ตัวใหม่ที่เข้ามาเสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง
แนวทางดังกล่าว ดำเนินการควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ 2026-2028 หลัก 4S ได้แก่
- S1 (STRENGTHENING AND ENHANCING THE VALUE OF MATURE BUSINESS): สร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มมูลค่าธุรกิจหลักเดิม เพิ่มมูลค่ายาสามัญ และสินค้ากลุ่มยาสามัญประจำบ้าน (OTC), ขยายบริการ OEM/ODM และยกระดับแบรนด์ Propoliz สู่แบรนด์ระดับภูมิภาค
- S2 (ACCELERATING AND SCALING THE GROWTH BUSINESS): เร่งการเติบโต และปรับขนาดธุรกิจ ขยายช่องทางโรงพยาบาล, เพิ่มประสิทธิภาพช่องทาง E-commerce และยกระดับหน่วยธุรกิจจัดจำหน่าย (DBU)
- S3 (EXPLORING AND DEVELOPING NEW S-CURVES OF THE FUTURE BUSINESS): สำรวจ และพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต (New S-Curves) มุ่งเน้นกลุ่มดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventative), สุขภาพ (Haelth) และไบโอเทค (Biotech) รวมถึงโอกาสการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth)
- S4 (ENHANCING OPERATIONAL EXCELLENCE): ยกระดับระบบการทำงาน เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ TMAN ยังเพิ่มความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมผ่าน บริษัท โนว่า เฮลธ์ จำกัด ด้วยกลยุทธ์การเปิดรับนวัตกรรมจากภายนอก (Open Innovation) ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับพันธมิตรระดับประเทศ ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, Premier Innova และ Innobic (อินโนบิก) เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาสารสกัดฟังก์ชัน (Functional Ingredients), เทคโนโลยีแคปซูลนาโน (Nanotechnology) และระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ชีวภาพ (Bioactive Delivery Systems) สำหรับนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดจริง
ปิดดีลซื้อ ‘ละมุน’ รุกตลาดแม่และเด็กพรีเมียม 1.2 หมื่นล้าน
ในส่วนของการสร้างการเติบโตทางอ้อม (Inorganic Growth) TMAN เดินเกมเข้าซื้อกิจการแบรนด์ "ละมุน" (LAMOON) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกสำหรับแม่และเด็กระดับพรีเมียม ผ่านการตั้ง บริษัท ละมุน ไลฟ์แคร์ 26 จำกัด (ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท) โดยเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026
ดีลนี้สอดคล้องกับทิศทางตลาดแม่และเด็ก (Mom & Baby Market) ในไทย ที่คาดว่าจะขยายตัวจาก 8,715.5 ล้านบาทในปี 2024 ขึ้นไปแตะ 12,033.9 ล้านบาทในปี 2030 (เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี) โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 8.0% ต่อปี ตามพฤติกรรมของคุณแม่ยุคใหม่ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและยอมจ่ายเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพ การได้แบรนด์ละมุนเข้ามาจะช่วยเติมเต็มพอร์ตของ TMAN ให้ครอบคลุมการดูแลคนในครอบครัวครบทุกช่วงวัย (End-to-End Family Care) เสริมทัพแบรนด์เดิมอย่าง Nevtral, Propoliz, Vita-C, Polar Spray และ Fiber พร้อมต่อยอดร่วมกันทั้งด้านงานวิจัย สายการผลิต การขยายช่องทางจัดจำหน่าย และการขายสินค้าข้ามกลุ่ม (Cross-selling)
ยกระดับโรงงาน ‘เฮเว่น เฮิร์บ’ ทรานส์ฟอร์มสู่ Smart Factory
ด้านศักยภาพการผลิต นายตรัส อบสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ TMAN ได้เปิดบ้านนำชมโรงงาน เฮเว่น เฮิร์บ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่ครบวงจรที่สุดในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม รองรับตั้งแต่การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare)
โรงงานเฮเว่น เฮิร์บ และบริษัทในเครือ ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่างครอบคลุม ได้แก่ GMP PIC/S (มาตรฐานการผลิตยาและเวชภัณฑ์ระดับสากล), GMP COSMETIC ISO 22716:2007, ISO 22000:2018 / HACCP / GHPs CODEX, HALAL, ISO 14064-1 และ GREEN INDUSTRY Level 2 ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางการผลิต (Production Hub) ในระดับภูมิภาค
บริษัทฯ ได้วางงบลงทุน 50 ล้านบาทต่อปี ในการปรับเปลี่ยนโรงงานเฮเว่น เฮิร์บ ไปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะ Smart Factory โดยนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ควบคุมคุณภาพ และบริหารจัดการต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยรักษาสมดุลระหว่าง อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate), ประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Cost Efficiency) และความพร้อมด้านกำลังการผลิต (Capacity Readiness)
สายการผลิตครบวงจร รองรับบริการ One-Stop Service
ศักยภาพสายการผลิตของ TMAN ครอบคลุม 6 หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน, ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, เวชสำอาง, สารสกัดจากธรรมชาติ และวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 พร้อมรองรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์บริการ OEM/ODM ได้อย่างครบวงจร:
กลุ่มยาเม็ดได้แก่ แคปซูล และผง: แคปซูลนิ่ม (Soft gelatin Capsule), ยาเม็ด (Tablet), แคปซูลแข็ง (Capsule), เม็ดฟู่ (Effervescent Tablet), ยาอม (Lozenge), ผงละลายในปาก (Oral Melt Powder), เครื่องดื่มสำเร็จรูป (Instant Drink), ผงเกลือแร่ (Electrolytes Powder), ผงเวย์โปรตีน (Whey Protein Powder) และเม็ดกระจายตัวในช่องปาก (Oral Disposable Tablet)
กลุ่มของเหลวได้แก่ เจล และเวชสำอาง: ยาน้ำเชื่อม (Syrup), เจลลี่สติ๊ก (Jelly Strip), เครื่องดื่มแบบช็อต (Shot Drink), สเปรย์พ่นช่องปาก (Mouth Spray), ของเหลวบรรจุซอง (Liquid Sachet), ชาถุงชง (Tea bag), ครีม (Cream), เจล (Gel), เซรั่ม (Serum) และบาล์ม (Balm)
ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยกรอบ ESG ครอบคลุมทุกมิติ
นายประพล กล่าวเพิ่มเติมว่า TMAN นำแนวคิด ESG เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่
มิติสิ่งแวดล้อม ติดตั้งระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ EDI, โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop), ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated Sludge เพื่อนำน้ำกลับมาหมุนเวียนใช้ในระบบดับเพลิง และตั้งเป้าหมายลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) จนได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 2 (Green Industry Level 2)
มิติสังคม สนับสนุนการสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุและคนในชุมชน เปิดโรงงานเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์แผนไทย ได้รับรางวัลโรงงานสีขาว ระดับ 3 และร่วมมือกับสถาบันวิจัยพัฒนาสมุนไพรไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในชุมชน
มิติห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) บริหารจัดการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาสมดุลและความต่อเนื่องในการผลิต
จากการดำเนินงานที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ส่งผลให้ TMAN ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหุ้นยั่งยืน ESG100 ประจำปี 2569 และได้รับการการันตีด้วยรางวัล FDA Quality Award ประจำปี 2026
ตั้งเป้ารายได้พุ่งแตะ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2029
สำหรับผลการดำเนินงานล่าสุดในไตรมาส 2/2026 TMAN ทำรายได้รวม 590.8 ล้านบาท (สัดส่วนกลุ่มยา 65.5% และกลุ่มสุขภาพ 33.6%) โดยครึ่งปีแรกเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว 8 รายการ สร้างรายได้สะสมจากสินค้าใหม่ 16.6 ล้านบาท
นายประพล กล่าวสรุปว่า TMAN พร้อมนำความเชี่ยวชาญและมาตรฐานระดับอุตสาหกรรมยาเข้ามาเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยสู่ตลาดโลก และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ดันประเทศไทยก้าวสู่ Global Wellness Hub โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2029 จะสร้างรายได้รวมแตะ 4,000 ล้านบาท (เติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี) พร้อมผลักดันองค์กรให้ขึ้นแท่น Top 3 ในตลาด OTC และ Top 10 ในตลาดโรงพยาบาล ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน





