เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท โนว่า เฮลธ์ จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท แพเทนท์ ดอค จำกัด ประกาศความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการผนึกกำลังระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D Ecosystem) ที่ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนางานวิจัยพื้นฐาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานวิจัย และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและนวัตกรรมของประเทศ
โดยบริษัท โนว่า เฮลธ์ จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและนวัตกรรม ภายใต้กลุ่มบริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) จะนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำตลาด มาสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง
ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังสำคัญด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรทางวิชาการ ส่วนบริษัท แพเทนท์ ดอค จำกัด จะสนับสนุนด้านสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยเข้ามาช่วยดูแลจัดการอุดรอยรั่วเรื่องสิทธิบัตรและการจัดการเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน
ลดนำเข้า-สร้างรายได้เพิ่มจีดีพี
ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดีด้านนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและมีนวัตกรรมจำนวนมากเข้ากับภาคธุรกิจเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่เป็น Success Story ให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน เป็นต้นแบบสำคัญให้กับประเทศ ในการสร้างแรงบันดาลใจและชี้แนะแนวทางให้กับสังคมไทย เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้นวัตกร ทั้งคณาจารย์และนิสิต ได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้อย่างสูงสุด
“เรื่องนี้เป็นการสะท้อนบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยไทยในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม เนื่องจาก การวิจัยนวัตกรรมซึ่งเป็นต้นน้ำจะประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากส่วนอื่น ๆ เพื่อทำการ Scale up โดยเฉพาะงานทางการแพทย์ที่ซับซ้อน”ศ.นพ.รังสรรค์กล่าว
ศ.นพ.รังสรรค์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์และยากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเริ่มต้นสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของไทยเพื่อลดการนำเข้า และตั้งเป้าที่จะนำนวัตกรรมเหล่านี้ออกไปสู่ต่างประเทศ สร้างรายได้และเพิ่ม GDP ให้กับประเทศในฐานะเป็น Medical Hub
“ ในอดีตงานวิจัยมักเกิดจากความต้องการของผู้ทำมากกว่าความต้องการของตลาด แต่ความร่วมมือนี้จะใช้ Pain Point หรือปัญหาจากผู้ป่วยและประชากรไทยเป็นโจทย์ตั้งต้น จะทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตรงผู้บริโภคและตลาดได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงคือสิ่งที่คนต้องได้ใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีบนกระดาษ”ศ.นพ.รังสรรค์กล่าว
ที.แมน มุ่งนวัตกรรมคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้
ประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมุ่งเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพให้คนไทยเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม มีวิสัยทัศน์ในการยกระดับสมุนไพรไทย และนวัตกรรมฝีมือคนไทยให้สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ ซึ่ง
ความร่วมมือในครั้งนี้บริษัทจะได้เข้าถึงงานวิจัยที่มีศักยภาพของจุฬาฯ และนำข้อมูลปัญหาจากผู้บริโภคมาส่งต่อให้ระดับต้นน้ำเพื่อสร้างนวัตกรรม นำมาต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์และส่งถึงมือผู้บริโภค โดยต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากแพเทนท์ ดอค ในการช่วยคัดกรองงานวิจัยและการจัดการด้านสิทธิบัตรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากนั้นบริษัทมีบทบาทในการนำสินค้าที่มีศักยภาพ มาทำให้เป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์ผ่านโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและทีมขายที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี โดยปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งร้านยา คลินิก และโรงพยาบาลกว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ จะเป็นช่องทางสำคัญในการนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยไปถึงมือผู้บริโภคตามเป้าหมาย
“การจับมือกันครั้งนี้จะเป็นส่วนในการนำงานวิจัยดีๆ มาผลิตเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ สะท้อนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาในระยะยาว ตลอดจนการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย เปิดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ”ประพลกล่าว
6 เดือนเห็นความคืบหน้างานแรก
ธนวัต เทิดวิกรานต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพทเทนท์ ด็อก จำกัด กล่าวว่า การเห็นภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมร่วมมือกันอย่างแท้จริงถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของบริษัท ซึ่งการจะเกิดนวัตกรรมที่สมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน ตั้งแต่การมีความรู้จากภาควิชาการ นำความรู้มาต่อยอด และที่สำคัญการนำสิ่งที่พัฒนาไปสู่ตลาดได้อย่างแท้จริง ทำให้นวัตกรรมครบวงจรมากขึ้น
“เป้าหมายของความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การขายภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเน้นการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent) เพื่อสร้างสิทธิ์ในการแข่งขันระดับสากล เพราะการมีสิทธิบัตรจะทำให้ไทยเป็นคนแรกที่เข้าสู่ตลาด ทั้งนี้ ได้มีการวางไทม์ไลน์ภายหลังจากที่มีการคัดเลือกโครงการและตรวจสอบด้านกฎหมายและสิทธิบัตรแล้ว คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์แรก ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน”ธนวัตกล่าว





