วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

รพ.พระรามเก้า กางโรดแมปชู ‘รักษาโรคยากซับซ้อน’ดันคนไข้ต่างชาติพุ่ง 29%

รพ.พระรามเก้า ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระดับสากล กางโรดแมปมุ่งเน้นการรักษาโรคยากและซับซ้อน (Cผสานเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

KEY POINTS

  • หากเราจะดูแลคนในฐานะ Medical Hub ได้ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาด้วยโรคง่าย แต่เขาต้องมาด้วยโรคยาก ต้องมีการเตรียมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี และการบริการที่ดี
  • ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รพ.พระรามเก้าได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การเป็น World-Class Hospitality ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 15% ขยับขึ้นมาแตะ 29% ในไตรมาสล่าสุด
  • หนึ่งในเสาหลักสำคัญที่ดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ คือความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคไตและการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลพระรามเก้าครองตำแหน่งโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งของไทยที่ทำหัตถการเปลี่ยนไตมากที่สุด

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระดับสากล กางโรดแมปมุ่งเน้นการรักษาโรคยากและซับซ้อน (Complex Diseases) ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เผยผลลัพธ์การยกระดับบริการตลอด 3 ปี ดันสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติติดสปีดจาก 15% พุ่งแตะ 29% ลุยเจาะตลาดตะวันออกกลางและอินโดนีเซีย พร้อมเปิดแผนลงทุนเตรียมขยายบริการรักษามะเร็งครบวงจร

ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจเฮลท์แคร์ที่มีการแข่งขันสูงในระดับภูมิภาค โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อก้าวข้ามจากการเป็นโรงพยาบาลทั่วไป สู่การเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิชั้นสูงที่มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก (Global Standard)

“นพ.วิทยา วันเพ็ญ” รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการขับเคลื่อนสู่การเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub)จำเป็นต้องอาศัยหลายองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการดูแลสุขภาพคนในประเทศและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้ป่วยจากทั่วโลก 

"คนไทยเองต้องได้รับการรักษาที่ดีก่อน เพราะถ้าเราจะไปรักษาคนต่างชาติหรือรักษาโรคยากซับซ้อนได้ แต่ถ้าเราไม่ดูแลคนในประเทศเลย มันก็ไม่ได้ และในขณะเดียวกัน หากเราจะดูแลคนในฐานะ Medical Hub ได้ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาด้วยโรคง่าย แต่เขาต้องมาด้วยโรคยาก เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้องมีทีมแพทย์และบุคลากรที่เก่ง มีเครื่องมือที่ทันสมัย มีระบบมาตรฐานที่ดี และมีเซอร์วิสที่ตรงกับวัฒนธรรมของแต่ละชาติ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รพ.พระรามเก้า ชูหุ่นยนต์ผ่าตัดแม่นยำเฉพาะบุคคล อัปการรักษาข้อเข่าเสื่อม

เปิดแผนบริหารต้นทุน 'รพ.พระรามเก้า' ปรับเป้าเติบโต ไม่ผลักภาระให้คนไข้

ชูธง “ศูนย์โรคไตและเปลี่ยนไต”

นพ.วิทยา กล่าวต่อไปว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่การเป็น World-Class Hospitality ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรายได้ชัดเจน โดยสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากเดิมราว 15% ขยับขึ้นมาแตะ 29% ในไตรมาสล่าสุด

หนึ่งในเสาหลักสำคัญที่ดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ คือความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคไตและการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลพระรามเก้าครองตำแหน่งโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งของไทยที่ทำหัตถการเปลี่ยนไตมากที่สุด

“เรื่องโรคไตและการปลูกถ่ายไต เราถือว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งที่ทำการเปลี่ยนไตได้มากที่สุด และผลลัพธ์การรักษาของเราเทียบเท่ากับที่ประเทศสหรัฐ  คือมีอัตราอาการดีขึ้นเกิน 95% ขึ้นไป ซึ่งเราเกินเกณฑ์นั้นอยู่แล้ว ข้อมูลที่เรามีเรายังนำไปตีพิมพ์ในงานวิจัยระดับโลกอย่างวารสาร Nature ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์อย่างมาก”

นอกจากงานวิจัยระดับโลกแล้ว โรงพยาบาลยังได้รับการรับรองมาตรฐานการดูแลเฉพาะทางรายโรค (Clinical Care Program Certification: CCPC) ภายใต้มาตรฐาน JCI ทั้งด้านโรคไตและโรคเบาหวาน ส่งผลให้มีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับการผ่าตัดเปลี่ยนไตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเคสประวัติศาสตร์จากประเทศที่ไม่เคยส่งผู้ป่วยมาผ่าตัดเปลี่ยนไตในไทยมาก่อน เช่น บังกลาเทศและคาซัคสถาน

รพ.พระรามเก้า กางโรดแมปชู ‘รักษาโรคยากซับซ้อน’ดันคนไข้ต่างชาติพุ่ง 29%

ดูแล “Stroke Fast Track” ใน 1 ชั่วโมง

ในมิติการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) เวลาคือหัวใจสำคัญในการรักษาเซลล์สมองและลดโอกาสเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาต หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและเปิดหลอดเลือดสมองที่อุดตันภายใน 4 ชั่วโมง เนื้อเยื่อสมองจะสามารถฟื้นตัวและกลับมาเป็นปกติได้ คนไข้ที่มีอาการหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือเดินเซ ชาครึ่งซีก ถ้ามาถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง แล้วได้รับการวินิจฉัยและเปิดหลอดเลือดที่ตีบตัน ให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองส่วนนั้นได้ทัน คนไข้ก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าช้ากว่านั้น สมองส่วนที่ขาดเลือดก็จะตายไป และนำไปสู่อัมพฤกษ์อัมพาตได้

"ผลลัพธ์การรักษาที่ดี เราต้องทำทั้ง CT Scan ให้รวดเร็ว และเข้าห้อง Cath Lab ให้เร็วเพื่อฉีดสีลากลิ่มเลือด (Clot) ออกมา ปัจจุบันเราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ไม่เกิน 1 ชั่วโมง นับตั้งแต่คนไข้เข้าห้องฉุกเฉิน จนกระทั่งได้รับการเปิดหลอดเลือด กระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติตามหลักเกณฑ์ UCEP เราต้องให้การรักษาทันทีเพื่อช่วยชีวิตคนไข้เป็นอันดับแรก”

เสริมแกร่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัด

เพื่อรองรับการรักษาโรคซับซ้อนที่มีความเสี่ยงสูง โรงพยาบาลได้เพิ่มห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด (Cath Lab) เป็น 2 ห้อง, ศูนย์ฟอกไตพรีเมียม และระบบฟอกไตอัตโนมัติด้วยเครื่อง APD ควบคู่ไปกับการนำหุ่นยนต์ผ่าตัด da Vinci เข้ามาช่วยในการผ่าตัด 4 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก, นิ่วและก้อนเนื้อในช่องท้อง, โรคทางนรีเวช (มดลูก/รังไข่) ตลอดจนก้อนเนื้อในปอดและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บจากการเปิดแผลขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ศักยภาพดังกล่าว ทำให้โรงพยาบาลพระรามเก้าก้าวขึ้นเป็น ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์  ให้แก่ศัลยแพทย์ต่างชาติ โดยเฉพาะแพทย์จากประเทศมาเลเซีย ที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอบรมหัตถการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง

ปักหมุดเจาะตลาด “อินโดนีเซีย”

ปัจจุบัน สัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติของโรงพยาบาลมาจาก 3 กลุ่มหลัก คิดเป็นกว่า 70% ของรายได้คนไข้ต่างชาติ ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาทิ กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), คูเวต, โอมาน และซาอุดีอาระเบีย กลุ่ม CLMV  โดยเฉพาะผู้ป่วยจากเมียนมาและลาว และกลุ่ม Expat  โดยเฉพาะบุคลากรจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน (เช่น Tencent, Huawei) ย่านพระรามเก้า-รัชดาภิเษก

ก้าวต่อไปของโรงพยาบาลคือการขยายตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยดึงผู้ป่วยกลุ่มโรคยากและซับซ้อนให้เดินทางเข้ามารักษาในประเทศไทย ขณะเดียวกันได้เร่งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรข้ามชาติ ทั้งสายการบินชั้นนำ (เช่น Qatar Airways, Garuda Indonesia) และบริษัทประกันสุขภาพระดับสากล เช่น Al Khoot ของกาตาร์ เพื่อให้บริการในรูปแบบ Cashless (แฟกซ์เคลมไม่ต้องสำรองจ่าย) ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ป่วยยุคใหม่ที่หันมาใช้สิทธิประกันสุขภาพมากขึ้น

3–5 ปี Specialist Hospital ลงทุนรักษามะเร็งครบวงจร

สำหรับทิศทางการเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โรงพยาบาลพระรามเก้าเตรียมยกระดับสู่การเป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางระดับสูง (Specialist Hospital) เพื่อตอบโจทย์โครงสร้างสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่มีแนวโน้มเผชิญกับโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการรักษามะเร็ง ปัจจุบันโรงพยาบาลมีความพร้อมด้านการตรวจยีนความเสี่ยง การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยมีเครือข่ายความร่วมมือส่งต่อรังสีรักษากับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์และโรงพยาบาลรามาธิบดี  ทั้งนี้ โรงพยาบาลกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุน เครื่องฉายแสงรังสีรักษา เพื่อเติมเต็มระบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งให้ครบวงจรในที่เดียว

“ใน 3-5 ปีข้างหน้า จะมีโรงพยาบาลทั่วไปเกิดขึ้นใหม่ มี Telemedicine มี Telepharmacy ที่ดูแลโรคทั่วไปได้มากขึ้น แต่สำหรับโรคที่ต้องผ่าตัด โรคหัวใจ สมอง ไต กลุ่มเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามหลัก Aging Society ซึ่งยังจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล เราจึงต้องถีบตัวเองขึ้นไปเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเชิงลึก ควบคู่ไปกับมาตรฐานระดับสากล การบริการที่ดี และราคายุติธรรมที่คุ้มค่ากับคนไข้ (Value for Money) ซึ่งยังคงเป็นพันธกิจหลักของเรา” นพ.วิทยา กล่าวทิ้งท้าย