สภาวะที่เศรษฐกิจโลกถูกรัดตัวด้วยวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งจากแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง อุตสาหกรรมการแพทย์ระดับพรีเมียมซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “หลุมหลบภัย” ของนักลงทุน กลับต้องเผชิญบททดสอบความแข็งแกร่งและความอยู่รอดขององค์กร
ข้อมูลจาก SCB Economic Intelligence Center ระบุว่า ใน ปี 2026 รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนคาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่ 3.1% YoY และมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่ได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตใกล้เคียงเดิม ประกอบกับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในหลายประเทศที่หดตัวในปี 2025 มีโอกาสกลับเข้ามารับการรักษาเพิ่มขึ้น เช่น กัมพูชา คูเวต และจีน หากปัญหาในแต่ละกรณีคลี่คลายลง
ขณะนี้ภาคสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ หลายโรงพยาบาลต้องเผชิญกับภาวะรายได้หดตัวถึง 10-15% ทว่าในส่วนของ “'รพ.พระรามเก้า'” กลับฉายภาพที่แตกต่างออกไป และวางตำแหน่งไว้ชัดเจนในการเป็นโรงพยาบาล “คุณภาพระดับบน ในราคาที่เข้าถึงได้” เพราะต่อให้ต้องปรับเป้าหมายการเติบโตจาก Double-digit มาอยู่ที่ Single-digit ตามสถานการณ์โลก แต่ยังคงรักษาศักยภาพในการเติบโตและความเชื่อมั่นไว้ในกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
คนไทยป่วย ‘พาร์กินสัน’ พุ่ง 3 เท่า นอนละเมอ-ซึมเศร้า สัญญาณเตือนโรค
'ท่านอน' ลดปวดเมื่อย ลดนอนกรน ตะแคงข้างไหน ซ้าย หรือ ขวา ดีต่อใจ
ไตรมาสที่ 1 เติบโตเลขหลักเดียว
“นพ.วิทยา วันเพ็ญ” รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ธุรกิจเฮลท์แคร์หรือโรงพยาบาลได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด และจากการผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง โรงพยาบาลพระรามเก้าได้มีการพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการทางการแพทย์ โดยยังคงยึดมั่นคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล เป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพื่อให้ผู้รับบริการทั้งไทยและต่างชาติได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลต้องการให้คนไข้ผู้มารับบริการได้รับความคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเป็นค่านิยมหลักของผู้ก่อตั้งที่ต้องการให้โรงพยาบาลเป็นทางเลือกคุณภาพสูงสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ยอมเสียสละมาตรฐานชีวิต ดังนั้น แม้จะมีวิกฤติเกิดขึ้น โรงพยาบาลได้มีการบริหารต้นทุนแฝงด้านความปลอดภัย ทั้งในเรื่องของยาและบริการต่างๆ ที่มีการลงทุนในระบบซึ่งเทคโนโลยีทั่วไปทดแทนไม่ได้
“วิกฤติน้ำมันและเศรษฐกิจที่ผันผวนในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของโรงพยาบาลในไตรมาสที่ 1 เพียงเล็กน้อย ซึ่งโรงพยาบาลยังคงรักษาระดับการเติบโตเป็นบวกได้ที่เลขหลักเดียว (Single-digit growth) แม้จะต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้สองหลัก อีกทั้งช่วงนี้ถือเป็นหน้าโลว์ซีซัน และช่วงเดือนรอมฎอน ทำให้กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางมาใช้บริการน้อยอยู่แล้ว รวมถึงกัมพูชา คูเวต และจีน ที่อาจจะยังไม่ได้กลับมาใช้บริการ”
เจาะตลาดต่างชาติกลุ่ม Safe Zone
นพ.วิทยา กล่าวต่อไปว่า หัวใจหลักของความมั่นคงของ โรงพยาบาลพระรามเก้า คือสัดส่วนรายได้ที่สมดุลระหว่างผู้มาใช้บริการคนไทย 74% และต่างชาติ 26% โดยในกลุ่มต่างชาติจะเป็นกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์, CLMV เน้น เมียนมา, ออสเตรเลีย และบังกลาเทศ และมีแผนจะรุกตลาดกลุ่มประเทศ Safe Zone อย่างออสเตรเลียและอินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อเป็นฐานรองรับในกรณีที่ตะวันออกกลางเกิดภาวะอัมพาตทางการเดินทาง
โดยใช้กลยุทธ์ Testimonial Marketing ผ่านสื่อดิจิทัล เช่น กรณีคนไข้เปลี่ยนไตชาวบังกลาเทศรายแรก หรือการรีวิวจากคนไข้ผ่าตัดแปลงเพศชาวออสเตรเลีย ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) และกลยุทธ์ Community Engagement ผ่านกิจกรรมอย่าง “Homecoming Day” สำหรับคนไข้เปลี่ยนไต เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและดึงคนไข้กลับมาตรวจติดตามผล (Retention) ซึ่งเปลี่ยนจากการขายบริการครั้งเดียวเป็นการสร้างระบบนิเวศการรักษาที่ยั่งยืน
“โรงพยาบาลพระรามเก้า มีการจัดทำแผนรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นโดยไม่ผลักภาระให้คนไข้ โดยขณะนี้ได้มีการทำ MOU กับผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์เพื่อล็อกสต็อกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนไข้จะไม่ขาดแคลนยาสำคัญและต้นทุนจะไม่ผันผวน รวมถึงเพิ่มศักยภาพบุคลากรเดิมให้ทำหน้าที่ได้หลากหลาย โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลและภาษา เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนคน และรักษาพันธสัญญาที่จะไม่มีนโยบายเลิกจ้าง”
อีกทั้ง ได้มีการลงทุนในต้นทุนแฝง เช่น ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ (Alarm System) ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในคลังยา และระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบการตีกันของยา (Drug Interaction Check) สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่สร้างความปลอดภัยสูงสุด
มุ่งเป้าสู่ Super Tertiary Care-Medical Hub
คนไข้ในแต่ละประเทศ แต่ละกลุ่ม จะมารับบริการที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มลูกค้าคาซัคสถาน จะมารักษาโรคไตและผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งเป็นศักยภาพของโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มลูกค้าออสเตรเลีย จะเน้นมาใช้บริการผ่าตัดแปลงเพศและความงาม ซึ่งเมื่อคนไข้ได้รับผลการรักษาที่น่าพอใจในราคาที่เหมาะสมและมาตรฐานที่ดี ก็จะเกิดการบอกต่อ (Word of Mouth) ทำให้โรงพยาบาลเป็นที่รู้จักมากขึ้นฉะนั้น โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมุ่งเน้นการรักษาโรคยากและซับซ้อน (Super Tertiary Care) โดยมีจุดแข็งที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้
นพ.วิทยา กล่าวด้วยว่า โรงพยาบาลวางตัวเป็นโรงพยาบาลระดับบนที่มีมาตรฐานการรักษาสูง (Super Tertiary Care) แต่มีระดับราคาที่คุ้มค่า ซึ่งดึงดูดกลุ่มที่จ่ายเงินค่ารักษาด้วยตนเอง (Self-pay) พร้อมการยกระดับสู่ Super Tertiary Care ที่มุ่งเน้นการรักษาที่ยากและซับซ้อน เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ หรือการผ่าตัดแผลเล็ก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน พร้อมทั้งการสร้างความร่วมมือกับบริษัทประกัน มีการทำ MOU กับบริษัทประกันต่างชาติมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไข้ไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งช่วยให้คนต่างชาติรู้จักและตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้น
“เราไม่ใช่โรงพยาบาลที่มุ่งเน้นกำไรสูงสุด แต่เราจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน และการรักษาความเชื่อมั่น (Trust) ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้ และการมอบความคุ้มค่า (Value) เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ดังนั้น การเลือกโรงพยาบาลควรพิจารณาจากความเชื่อใจและมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ”
รัฐหนุน Medical Hub ทางรอดเศรษฐกิจ
นพ.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากวิกฤติที่เกิดขึ้น อยากฝากให้ภาครัฐเน้นการทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อประกาศศักยภาพทางการแพทย์ของไทยให้ชาวต่างชาติได้รับรู้มากขึ้น รวมถึงการจัดงาน Roadshow ในต่างประเทศ และการจัดงาน Fair ภายในประเทศไทย เพื่อดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาเห็นศักยภาพการรักษาในด้านต่างๆ รวมถึงสนับสนุนให้โรงพยาบาลจัดทำสื่อในรูปแบบคลิปวิดีโอ ถ่ายทอดประสบการณ์การรักษา (Testimonial) ของคนไข้ต่างชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยรายใหม่ที่กำลังตัดสินใจ
“ภาครัฐมีการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) อยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะมีข้อจำกัดบางประการ สิ่งที่ภาครัฐควรส่งเสริมในขณะนี้ คือการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทั้งในเรื่องของวีซ่าและพาสปอร์ต สำหรับคนไข้ต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามารักษา รวมถึงการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่ญาติที่ติดตามมาดูแลผู้ป่วยด้วย”
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรมองว่า Medical Hub และการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางเลือกที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะปัจจุบันได้





