KTC ผนึกรพ.วิมุต ชู Press Visit เจาะลึกความเชื่อมโยง "เมตาบอลิซึมสู่โรคหัวใจ" ดันแนวคิดป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
KEY POINTS
- คนไทยเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NDCs) สูงถึง 400,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1,000 คน โดยมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุหลัก
- KTC ร่วมกับ รพ.วิมุต จัดงาน Press Visit ภายใต้แนวคิด “Metabolic First, Heart Forward” โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ
- ออกกำลังกายช่วยสร้างเส้นเลือดฝอยสำรองเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 30 - 45 นาที สูตรคำนวณชีพจร (220 - อายุ) x 80% = ชีพจรที่เหมาะสมในการออกกำลังกาย
ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NDCs และโรคหัวใจก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย แต่ความเสี่ยงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึม เช่น ภาวะก่อนเบาหวาน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไขมันพอกตับ และอ้วนลงพุง ขณะที่ข้อมูลการใช่จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในปี 2568 พบว่ายอดใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตมากกว่าร้อยละ 50 สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพิ่มมากขึ้น
ทาง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี" ร่วมกับ โรงพยาบาลวิมุต เตรียมจัดงาน Press Visit และสัมภาษณ์กลุ่มภายใต้หัวข้อ “Metabolic First, Heart Forward” โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ" ชวนคนไทยรู้เท่าทันความเสี่ยงก่อนโรคส่งสัญญาณ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สถิติพุ่ง 1.6 ล้านคน รพ.วิมุต นำเทคโนโลยี PFA สยบหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทยเป็นกลุ่ม 'วัยทำงาน' เหตุนั่งนาน กินไม่ดี
ผู้เสียชีวิตโรคหัวใจพุ่ง ภัยเงียบที่ไร้สัญญาณเตือน
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดเผยว่า กลางปี 2568 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NDCs) 400,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1,000 คนต่อวัน คิดเป็น 18% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในการเสียชีวิตหรือพิการของคนไทย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเพิ่งทราบถึงความผิดปกติเมื่อเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจล้มเหลว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังมีสุภาพที่แข็งแรง
อาการของโรคหัวจะเริ่มรู้สึกปวดร้าวที่หน้าอก หัวไหล่ ไปจนถึงกราม และมีเหงื่อออกจำนวนมาก ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ภายใน 30 นาที ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาทางการแพทย์
ปัจจัยเสี่ยงในวัยทำงานที่อายุน้อยลง
ปัจจุบันเราพบปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิกในวัยทำงานและคนนอายุน้อยมากขึ้น ประมาณอายุ 30 ปี จากที่เมื่อก่อนอัตราการป่วยโรคหัวใจจะอยู่ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปเช่น การกินอาหารบุฟเฟ่ต์ โดยหลายคนเข้าใจว่าตัวเองมีสุขภาพที่ดี ทั้งที่อาจมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตสูง หรือระดับ LDL สูงจากกรรมพันธุ์ซ่อนอยู่
ปัจจุบันเราทราบว่า โรคเบาหวาน โรคไต ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจไม่ได้เป็นโรคที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นเครือข่ายความเสี่ยงที่มีรากฐานร่วมกัน
การประเมินสุขภาพจึงควรมองภาพรวมของร่างกาย ทั้งข้อมูลสุขภาพ โรคร่วมพฤติกรรมในการใช้ชีวิต การนอน การออกกำลังกาย และประวัติครอบครัว เพื่อให้สามารถจัดการความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง
ออกกำลังกายสร้างเส้นเลือดฝอยสำรองให้หัวใจ
การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยลดภาวะการอุดตันในเส้นเลือด เพราะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากมีการอุดตันในเส้นเลือด เส้นเลือดฝอยจะช่วยในการลำเลียงเลือดไปสู่หัวใจ โอกาสรอดชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย
เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อ 1 สัปดาห์ วันละ 30 - 45 นาที และการหาชีพจรที่เหมาะสมของแต่ละคนในการออกกำลังกาย คือการนำ (220 - อายุ) x 80% = ชีพจรที่เหมาะสมของการออกกำลังกาย
5 ตัวชี้วัดสุขภาพเมตาบอลิกพื้นฐาน
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เสริมเพิ่มว่า สุขภาพเมตตาบลิกไม่ได้สะท้อนผ่านน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน 5 ด้านได้แก่
- ระดับน้ำตาลในเลือด (ระดับน้ำตาลขณะอดข้าวอดอาหารอยู่ระหว่างที่ 100 - 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)
- ระดับไขมันในเลือด
- ความดันโลหิต
- รอบเอว (ผู้ชายเกิน 90 ซม./ผู้หญิงเกิน 80 ซม. ขึ้นไป)
- มวลกล้ามเนื้อ
เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะสะท้อนความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่รอบเอวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความดันโลหิตสูงปกติ และสถานภาพทางร่างกายที่ลดลง เช่นการลุกจากเก้าอี้ยาก เดินช้าลง หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้ค่าอ้างอิงและแนวทางการติดตามควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์ผู้ดูแล
สัญญาณเตือนที่มักมองข้าม ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
อีกหนึ่งสัญญาณที่พบได้บ่อยแต่ถูกมองข้าม คือการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งคล้ายขาดอากาศหายใจระหว่างการนอน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเมตาบอลิกบางชนิด
ความผิดปกติทางเมตาบอลิกในระยะแรกมักไม่ก่อให้เกิดอาการ โดยเฉพาะภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและและลดความเสี่ยงในอนาคตได้ ความถี่ในการติดตามผลสุขภาพ ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะบางกรณีอาจพิจารณาประเมินซ้ำภายใน 3-6 เดือน หรือเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้จัดตั้งศูนย์สุขภาพเมตาบอลิก และต่อมไร้ท่อ ที่มุ่งเน้นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยอาศัยความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาวิชาชีพ ทั้งแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ ต่อมไร้ท่อ เบตาบอลิกซึม โภชนาการ และเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อประเมินการวางแผนดูแลที่เหมาะสมตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล
บทบาทของ KTC Wellness Ecosystem
สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคซีที” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนา KCT Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด “KCT Wellness: The Journey to Well-being” เพื่อเชื่อมสมาชิกเข้ากับองค์กรความรู้ผู้เชี่ยวชาญและการบริการสุขภาพจากพันธมิตรที่น่าเชื่อถือครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพการฉีดวัคซีนการออกกำลังกายและบริการด้านเวลล์เนสพร้อมสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนให้การดูแลสุภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้
แนวคิด "Metabolic First, Heart Forward” จึงไม่ใช่การเชิญชวนให้ทุกคนกังวลกับผลตรวจสุขภาพแต่เป็นการชวนให้ทุกคนหันมารู้จักและติดตามห้าตัวชี้วัดสำคัญเพราะตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่โลกหัวใจและโรคเรื้อรังจะปรากฏอาการการรู้เท่าทันความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอนาคตสุขภาพไวในวันข้างหน้า





