วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

KTC โชว์กำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท โต 17.1% หลังคุมต้นทุน-รักษาคุณภาพพอร์ตหนุนผลงาน

กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงแสดงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบางและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น โดยรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านและการเติบโตอย่างมีวินัย โดยครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีทำกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% (YoY) พอร์ตสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีเติบโต 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เคทีซีมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการให้บริการแก่สมาชิก ด้วยการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

KTC โชว์กำไรครึ่งปีแรก 4,397 ล้านบาท โต 17.1% หลังคุมต้นทุน-รักษาคุณภาพพอร์ตหนุนผลงาน

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน เคทีซียังคงยึดหลักการเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน เรามุ่งรักษาสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจ การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามพฤติกรรมลูกค้าและสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวการณ์ โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง” 
 

“กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,225 ล้านบาท และ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เท่ากับ 17.4% และ 17.1% ตามลำดับ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย”

กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% (YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.9% (YoY) อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% (YoY) เป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ต 2) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง และ 3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.8% (YoY) เป็นผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 34.6% ลดลงจาก 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบคุณค่าให้แก่สมาชิก ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน”

ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,806,784 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% สมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม มีมูลค่า 70,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 153,421 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% และ NPL Ratio ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% ขณะที่สมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม มีมูลค่า 36,474 ล้านบาท เติบโตที่ 3.0% และ NPL Ratio 

สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,262 ล้านบาท ลดลง 29.2% และจะทยอยลดสัดส่วนลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น 

กลุ่มบริษัทเคทีซียังได้เร่งต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์สมาชิก เพื่อสร้างการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวในการตัดสินใจ ใช้ข้อมูลเป็นแกนกลาง และพร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีต้นทุนทางการเงินของงวด 6 เดือน เท่ากับ 2.62% 

“เคทีซีได้เริ่มดำเนินงานในธุรกิจนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ปลายปี 2568 มุ่งวางรากฐานที่มั่นคงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต ในระยะเริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเสริมความหลากหลายของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต       เคทีซีอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานการขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากทั้ง คปภ. และ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าต่อยอดในการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ของนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกและสามารถนำเสนอแบบประกันภัยต่างๆ ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า”

เคทีซีให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” หรือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”  ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ยังดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ และในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อเคทีซี 1 รายการ คือการปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2569 เป็นต้นไป