การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หรือภาวะ Sudden Death เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นการวูบขณะออกกำลังกาย หรือการนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเฉยๆ ซึ่งภาวะนี้ในทางการแพทย์ หมายถึง กลุ่มคนไข้ที่เดิมใช้ชีวิตปกติ แต่กลับหมดสติ และหัวใจหยุดเต้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากโรคหัวใจ แต่มีสถิติที่น่าสนใจพบว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นอาการ ‘หลอดเลือดตีบ’ หรือ ‘หลอดเลือดแตก’ ซึ่งในบางกรณีรอยโรคในสมองที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะส่งผลผ่านระบบประสาทอัตโนมัติไปกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นได้เช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ แนวโน้มของโรคหลอดเลือดสมองในปัจจุบันเริ่มพบในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงในช่วง 30-40 ปี มากขึ้น ปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการรับประทานอาหารรสจัด (เค็ม หวาน มัน) การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียดสะสม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เร็วกว่าคนสมัยก่อน
นอกจากนี้ ยังมีภาวะที่เรียกว่า "สโตรกเงียบ" (Silent Stroke) ซึ่งเป็นการตีบของหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในตำแหน่งที่ไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง จนกระทั่งเกิดการสะสมหรือลุกลามไปสู่หลอดเลือดใหญ่ที่นำไปสู่อันตรายถึงชีวิต
Sudden Death ระบบประสาท และสมอง
น.อ.นพ.อุดม สุทธิพนไพศาล ร.น. แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมอง และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท รพ.เมดพาร์ค ได้ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ส่วนใหญ่ของ Sudden Death ทางระบบประสาทและสมอง ที่มีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมอง จะเป็น 2 แบบ คือ “ตีบกับแตก”
หากหลอดเลือดสมองตีบ คนไข้มักจะมีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่อาจไม่ถึงขั้นเสียชีวิตทันที ยกเว้นกรณีที่เป็นการตีบที่ก้านสมอง ซึ่งเป็นศูนย์รวมการควบคุมร่างกาย อาการอาจจะรุนแรง และรวดเร็วกว่าจุดอื่น
กรณีหลอดเลือดสมองแตก หากคนไข้มีหลอดเลือดสมองโป่งพอง และมีเหตุกระตุ้น เช่น ความดันสูงขึ้นจนหลอดเลือดแตกในตำแหน่งสำคัญ เลือดที่ออกทันทีจะไปกดสมองส่วนสำคัญ และส่งผลผ่านระบบประสาทอัตโนมัติไปกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นได้ คนไข้กลุ่มนี้หากส่งมาโรงพยาบาล และทำ CPR จนฟื้นขึ้นมา ก็ต้องตรวจหาต้นเหตุต่อ
“บางครั้ง พบว่า หัวใจปกติ แต่พอไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองกลับพบว่า มีเลือดออกเต็มสมอง ทำให้เริ่มรู้สาเหตุในกลุ่มคนพวกนี้มากขึ้น”น.อ.นพ.อุดม กล่าว
แนวโน้มพบในคนอายุ 40 มากขึ้น
เดิมทีโรคหลอดเลือดสมองมักพบในคนอายุ 45 หรือ 50-60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีการรับประทานเค็ม หวาน มัน การทานบุฟเฟต์ การอดนอน และความเครียดสะสม ทำให้ปัจจัยเสี่ยงเกิดไวกว่าเดิม จึงเจอคนไข้อายุ 30-40 ปีมากขึ้น
แต่หากอายุน้อยกว่านั้น แพทย์ต้องดูว่ามีโรคอื่นที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดง่ายกว่าปกติหรือไม่ เช่น โรคเลือด ภูมิคุ้มกัน หรือโรคพุ่มพวง ซึ่งถ้าเจอไวก็ให้ยาป้องกันได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากโรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดหลุดไปที่สมองได้
สัญญาณเตือนทางระบบสมอง
อาการที่เจอได้บ่อยมากๆ คือ อาการปวดศีรษะ ซึ่งแพทย์ต้องประเมินว่าเป็นการปวดจากความเครียดหรือไมเกรนหรือไม่ หากหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รับประทานยา หรือปรับไลฟ์สไตล์แล้วดีขึ้น ก็อาจไม่ต้องตรวจละเอียด แพทย์จะติดตามการรักษาอยู่แล้ว
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และรับประทานยาตามที่หมอจัดให้แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดถี่ และรุนแรงมากขึ้น รวมถึง มีอาการอื่นๆ เช่น ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือการทรงตัวไม่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในระบบประสาท แพทย์อาจจะตรวจสมองโดยละเอียดเพราะอาจมีโรคซ่อนอยู่
“การตรวจทำให้รู้ก่อนที่หลอดเลือดจะแตก หรือรู้ตำแหน่งที่เป็นจุดอ่อน (weak point) หรือในคนที่มีหลอดเลือดตีบมากๆ แม้ไม่มีอาการอ่อนแรง แต่ร่างกายอาจสร้างหลอดเลือดใหม่ไปช่วยเลี้ยงจนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้” น.อ.นพ.อุดม กล่าว
อาการปวดศีรษะที่แตกต่างจากปวดทั่วไป
การปวดศีรษะจากความเครียดหรือไมเกรนจะมีลักษณะเฉพาะ หากแพทย์ประเมินเบื้องต้นแล้วให้ยารับประทานดูอาการประมาณ 1 สัปดาห์ แต่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นเพิ่มมา แพทย์จะตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูสมองหรือหาปัจจัยเสี่ยงทางหลอดเลือดที่มากกว่าปกติ โดยแพทย์จะคัดกรองจากกลุ่มคนที่มีอาการปวดศีรษะ แต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นออกไปก่อน แล้วจึงตรวจละเอียดในคนกลุ่มที่มีความเสี่ยง
สโตรกมักเกิดช่วงเช้ามืด
ทั้งนี้ การเกิดสโตรกมักเกิดช่วงเช้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้ามืดระหว่าง 04:00 - 06:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนความเครียด ที่ชื่อ คอร์ติซอลเพิ่มสูงขึ้น ฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นระบบซิมพาเทติก ทำให้หัวใจเต้นเร็ว และตื่นตัว ส่งผลให้ความดันสูงกว่าปกติ หากมีรอยโรคที่หลอดเลือดสมองอยู่แล้ว ก็อาจทำให้หลอดเลือดแตกในช่วงเวลานั้นได้ แม้จริงๆ แล้วจะเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่แพทย์ก็มักจะถูกตามตัวในช่วงตี 4 ตี 5 บ่อยครั้ง หากคนไข้มีอาการอัมพาตครึ่งซีก หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด ต้องรีบช่วยทันที
ช่วงเวลาทองในการรักษา
การรักษาเมื่อก่อนการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำกำหนดไว้ที่ 3 ชั่วโมง และขยายเป็น 4.5 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการสวนหลอดเลือด เพื่อนำลิ่มเลือดที่อุดตันออกมาโดยตรง ซึ่งขยายเวลาการช่วยเหลือออกไปทำได้ถึง 6 ชั่วโมง และในบางเคสที่สมองยังไม่ตายแต่แค่ขาดเลือด แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการสวนหลอดเลือดได้ยาวถึง 24 ชั่วโมง โดยจะประเมินจากผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และปริมาณเนื้อสมองที่ยังไม่ตาย
ตรวจสุขภาพประจำปีช่วยได้มากน้อยแค่ไหน
การตรวจสุขภาพประจำปีที่เป็นการเช็กอัปทั่วไป ส่วนใหญ่จะเน้นการคัดกรองตามอายุ หากอายุยังน้อยอาจจะเจาะเลือดแค่บางตัว หรือถ้าอายุไม่ถึง 35 ปี ก็อาจจะไม่ได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ยิ่งเรื่องการตรวจสมองอย่างเอ็มอาร์ไอ(MRI) สมอง หรือ MRI หลอดเลือดแดง ยิ่งมีการตรวจน้อยมาก
ดังนั้น หากจะดูเฉพาะเจาะจงว่าคนไหนมีปัจจัยเสี่ยงเยอะกว่าอายุ หรือมีอาการที่เตือนอยู่เรื่อยๆ แต่อาจเป็นอาการทั่วไปที่ยังไม่แสดงออกชัดเจน หากทราบกลุ่มคนเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย จะสามารถเลือกโปรแกรมตรวจที่ละเอียดกว่าการเช็กอัปทั่วไปได้
เบื้องต้นแพทย์จะดูอาการ ปัจจัยเสี่ยง และผลเลือดจากการเช็กอัป เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน การสูบบุหรี่ และการหยุดหายใจตอนนอน หากปัจจัยเหล่านี้คุมได้ดีแล้วแต่ยังมีอาการ แพทย์จะตรวจสมอง และหลอดเลือดด้วย MRI เพื่อดูความตีบ แตก หรือจุดอ่อน หรือใช้ CT scan ฉีดสีเพื่อเห็นภาพ 3 มิติของเส้นเลือด
อัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอ
อีกวิธี คือ การทำอัลตราซาวนด์ (Carotid Ultrasound) ซึ่งสะดวก ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร และไม่เจ็บ วิธีนี้จะเห็นผนังหลอดเลือด คราบไขมัน หรือหินปูนที่เกาะอยู่ รวมถึง วัดอัตราเร็วการไหลของเลือดได้ทันที แต่อัลตราซาวนด์มีข้อจำกัด ตรงที่ตรวจได้เฉพาะช่วงคอ หากเหนือกว่านั้นจะติดกระดูกกราม ซึ่งถ้าพบความเสี่ยงที่คอมาก แพทย์อาจเลือกตรวจ MRI ต่อไป
น.อ.นพ.อุดม อธิบายเพิ่มเติมว่า หลอดเลือดที่คอ เป็นทางผ่านจากหัวใจไปสมอง หากตรวจแล้วปกติก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่มันมีข้อจำกัดเพราะไม่เห็นภาพที่หัวใจหรือลึกเข้าไปในสมอง อย่างไรก็ตาม เป็นการสกรีนเบื้องต้นที่ง่าย และเห็นชัด โดยเฉพาะบริเวณทางแยกของหลอดเลือด ซึ่งเป็นจุดที่รับแรงกระแทกจากการบีบตัวของหัวใจตลอดเวลา ทำให้เกิดหินปูนหรือไขมันเกาะได้ง่าย การตรวจพบจะช่วยเป็นตัวชี้วัดให้คนไข้เคร่งครัดในการคุมไขมัน ความดัน และเบาหวานมากขึ้น เพราะได้เห็นภาพความเสียหายที่เริ่มเกิดขึ้นจริง
“หากตรวจเจอความเสี่ยง และใช้ยาหรือป้องกันถูกวิธี จะลดโอกาสเกิดเหตุได้ถึง 80-90% หากคุมได้ดีแล้วยังเกิดเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลก็มีระบบรองรับ ทั้งยาละลายลิ่มเลือด และการสวนหลอดเลือด โดยทั่วไปหากมาหาหมอก่อน หมอจะเน้นการสกรีนหาปัจจัยเสี่ยง และให้ยาป้องกัน” น.อ.นพ.อุดม กล่าว
"สโตรกเงียบ" ไม่มีอาการ แต่เริ่มมีตัวโรค
สำหรับ สโตรกเงียบ คือ ภาวะหลอดเลือดสมองขนาดเล็กตีบในตำแหน่งที่ไม่แสดงอาการชัดเจน ซึ่งเรียกว่า “Silent Stroke” ตรวจเจอได้จากการทำ MRI แม้คนไข้จะยังไม่มีอาการ แต่ก็มีความน่ากังวล เพราะแสดงว่าเริ่มมีตัวโรคแล้ว หากไปตีบในจุดสำคัญอาจทำให้แขนขาอ่อนแรง ชา หรือพูดไม่ชัด และหากหลอดเลือดเล็กตีบสะสมมากๆ อาจลามไปเป็นปัญหาที่หลอดเลือดใหญ่ได้ การตรวจพบแต่เนิ่นๆ จึงช่วยป้องกันได้ทัน
หากเป็นคนทั่วไปที่แข็งแรงดี ไม่มีอาการเตือน และไม่มีประวัติครอบครัว อาจดูอาการไปก่อนได้ แต่คนที่มีอาการเตือนควรตรวจละเอียด ซึ่งหากตรวจแล้วไม่พบพยาธิสภาพที่ผิดปกติ ก็สามารถทิ้งระยะเวลาการตรวจครั้งต่อไปให้ห่างออกไปได้ โดยแพทย์จะเน้นตรวจละเอียดในกลุ่มเฉพาะที่มีปัจจัยเสี่ยง
“คนที่มีสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่า ภาพซ้อน เดินทรงตัวไม่ดี (โดยไม่ได้เกิดจากสายตา) รวมถึง คนที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันหรือมีโรคสมอง และหัวใจ ตลอดจนคนที่อดนอน เครียดสะสม หรือนอนกรน กลุ่มนี้ควรตรวจเชิงลึกที่มากกว่าการเช็กอัปปกติ”น.อ.นพ.อุดม กล่าว
คนดูแลสุขภาพดีแต่ทำไมยังเกิดเหตุได้บ่อยขึ้น
สังคมปัจจุบันทำให้คนใช้ร่างกายเปลือง นอนดึก ไม่เป็นเวลา จนวงจรธรรมชาติ (Circadian Rhythm) เพี้ยนไป เมื่อร่างกายเครียด อดนอน และใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ทำงานต่อได้ จะส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว และความดันสูง ซึ่งอาจไปถึงจุดที่จุดอ่อน (weak point) ในร่างกายทนไม่ไหวจนเกิดอาการ
“ หลอดเลือดตีบ 40% เลือดยังไปเลี้ยงได้เกินครึ่ง คนไข้ก็ไม่มีอาการ แต่ถ้าเริ่มตีบไป 60% และเริ่ม 70% ซึ่งทางสมองถ้าตีบเกิน 70% เลือดจะเริ่มไปเลี้ยงสมองไม่พอ และเริ่มมีอาการ”น.อ.นพ.อุดม กล่าว
กรณีกลุ่มนักกีฬาที่เสียชีวิต อาจเนื่องจากบางคนมีปัจจัยเสี่ยงสะสมมานานแล้ว เมื่อไปออกกำลังกายหนักๆ ไขมันที่สะสมไว้อาจหลุดออก ทำให้เกล็ดเลือดรุมมาเกาะจนอุดตันหลอดเลือดทั้งหมดเกิดเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้
สุขภาพดีไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% แต่การตรวจพบ และป้องกันจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงลงได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



