"ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)" คือไขมันประเภทหนึ่งในเลือดและเนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้นหรือได้รับจากอาหาร เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง หากมีระดับสูงเกิน จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และตับอ่อนอักเสบได้ การลดค่าไตรกลีเซอไรด์ทำได้โดยงดแอลกอฮอล์ ลดน้ำตาล/แป้งขัดขาว ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
หลายคนกินน้อย ผอม แต่กลับพบว่าไตรกลีเซอไรด์พุ่ง ซึ่งการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น เนย น้ำมัน เค้ก ไส้กรอก แฮม การกินไขมันเหล่านี้มากเกินไปอาจทำให้เกิดไตรกลีเซอไรด์ สูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายอย่างที่ไม่ควรมองข้าม!
แม้จะไม่อ้วน กินน้อย แต่ก็สามารถมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพในอนาคต ดังนั้น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับไขมันในเลือดสูง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วิธีลดไขมันในเลือด ให้ห่างไกลโรคหัวใจและสโตรกด้วยตนเอง
‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้
ไตรกลีเซอไรด์ สูงอันตรายอย่างไร ?
ผศ. นพ.ปริย พรรณเชษฐ์ สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าการมีไตรกลีเซอไรด์ในระดับปกติเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่หากมีค่า ไตรกลีเซอไรด์ สูงเกินไป อาจเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง การดูแลตัวเองผ่านการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนักสามารถช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้
ถ้าร่างกายมี Triglyceride สูงเกินไป จะเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ดังนี้
- โรคหัวใจ
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคอ้วน
- โรคตับอ่อนอักเสบ
- โรคไขมันเกาะตับ
ค่าของ Triglyceride ที่ควรระวัง (mg/dL)
- < 150 = ปกติดี
- 150–199 = เริ่มสูงแล้วนะ
- 200–499 = สูงมาก ไม่ควรปล่อยไว้
- ≥ 500 = เสี่ยงอันตรายระดับสุด!
คำแนะนำ ก่อนการตรวจ Triglyceride ควรอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อให้ค่าผลตรวจแม่นยำ
ทำไมกินน้อย ผอม แต่ไตรกรีเซอไรด์พุ่ง
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสผ่านเฟสบุ๊ค “หมอเจด” ไขข้อสงสัยกินน้อย ผอม แต่ทำไมไตรกลีเซอไรด์พุ่ง รวมถึง ถ้าไตรกรีเซอไรด์ต่ำ แต่ไขมันเลวสูง เพราะอะไร ว่า หลายคนงงมากจและเกิดคำถามว่า“หมอครับ ผมกินน้อยนะ ทำไมไขมันยังขึ้น?” บางคนถึงขั้น
• กินวันละมื้อ
• ลดข้าว ลดของทอด
• แต่น้ำตาลก็ไม่ได้กินเยอะ
แต่ผลเลือดออกมา Triglyceride (TG) ยังสูง!
5 ข้อที่ส่งผลให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
นพ.เจษฎ์ อธิบายว่า“ไตรกลีเซอไรด์ ไม่ได้ขึ้นกับปริมาณอาหารอย่างเดียว” แต่มันเกี่ยวกับ รูปแบบการกิน + ฮอร์โมน + การเผาผลาญ โดยได้สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ 5 ข้อดังนี้
1.กินน้อยจริง แต่ “หวานแฝง” เพียบ
หลายคนบอกกินน้อยแต่พอไล่จริง ๆ จะเจอว่า
• กาแฟเย็น
• ชานม
• น้ำผลไม้
• เครื่องดื่มสุขภาพ
พวกนี้แหละที่มักพลาด น้ำตาลส่วนเกิน โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มหวานอาจกระตุ้นให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้พูดง่าย ๆ คือ กินไม่เยอะแต่ถ้าดื่มหวานบ่อไตรกลีเซอไรด์ ก็ยังขึ้นได้
2.กินน้อย แต่ “จังหวะการกินรวน”
อันนี้เจอบ่อยมากโดยเฉพาะคนที่
• อด ๆ อิ่ม ๆ
• กินไม่เป็นเวลา
• บางวันกินน้อยมาก แล้วไปชดเชยมื้อเดียว
พฤติกรรมแบบนี้ อาจทำให้ระบบเผาผลาญ “รวน” ได้ ผลคือร่างกายจัดการน้ำตาลและไขมันได้ไม่ดีเท่าเดิม ไตรกลีเซอไรด์เลยยังสูงอยู่ได้ แม้จะกินไม่เยอะ
3.อินซูลินดื้อ (Insulin resistance) แบบไม่รู้ตัว
อันนี้เป็นตัวการสำคัญเลย บางคนไม่ได้กินเยอะแต่มีภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เกิดอะไร?
• ร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้ได้ไม่ดี
• ตับสร้างไขมันเพิ่ม
• ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น
พูดง่าย ๆ คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “กินเยอะ” อย่างเดียวแต่อยู่ที่ “ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ” ด้วย
สังเกตง่าย ๆ
• มีไขมันลงพุง
• ง่วงหลังอาหาร
• น้ำหนักลดไม่ลงง่าย
4.กินน้อย แต่ “สัดส่วนอาหารไม่สมดุล”
บางคนกินน้อยจริง แต่เป็นแบบนี้
• คาร์บสูง (ข้าว/แป้ง/น้ำตาล)
• โปรตีนน้อย
• ไขมันดีน้อย
ก็ต้องบอกนะว่า คาร์บส่วนเกิน สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้ เพราะงั้น ไม่ใช่แค่ “กินน้อย”แต่ต้องดูด้วยว่า “กินอะไร” แอบเสริมตรงนี้นิดนึง ในบางคนที่ ไตรกลีเซอไรด์ สูง แพทย์อาจพิจารณาไขมันดีอย่าง Omega-3 (EPA/DHA) ร่วมกับการปรับอาหารและพฤติกรรม แต่ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องเสริมเอง
5. ไม่ขยับตัวเลย (Sedentary lifestyle)
อันนี้เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะสายทำงานหน้าคอม
• นั่งทั้งวัน
• ไม่ค่อยได้เดิน
• ไม่ได้ออกกำลังกาย
แม้จะกินไม่เยอะ แต่ถ้า “ใช้พลังงานน้อยมาก” ร่างกายก็ยังสะสมไขมันได้หลังอาหาร ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดจะสูงขึ้นชั่วคราว การขยับตัวสม่ำเสมอ เช่น เดินเบา ๆ หลังอาหาร 10–15 นาที เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ช่วยให้เมตาบอลิซึมดีขึ้น และช่วยคุมไตรกลีเซอไรด์ ได้ในระยะยาว
ไตรกลีเซอไรด์ยังสูง มักไม่ได้เกิดจาก “ปริมาณอาหาร”
สรุปสั้น ๆ แบบเอาไปใช้ได้เลย กินน้อย แต่ไตรกลีเซอไรด์ ยังสูง มักไม่ได้เกิดจาก “ปริมาณอาหาร” อย่างเดียว แต่เกี่ยวกับ
• น้ำตาลแฝง
• จังหวะการกิน
• อินซูลินดื้อ
• สัดส่วนอาหาร
• การใช้พลังงานในแต่ละวัน
เพราะงั้นอย่าดูแค่ “กินน้อยหรือเยอะ” แต่ต้องดู “คุณภาพ + พฤติกรรม + ระบบเผาผลาญ”
ไตรกลีเซอไรด์สูงเท่าไหร่ เสี่ยงหลอดเลือดตีบ
อย่างไรก็ตาม หลายคนรู้จักคำว่า “คอเลสเตอรอล” แต่ลืมไปว่าไตรกลีเซอไรด์ก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันคือไขมันที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดโดยตรง ถ้าสูงเกินไป จะทำให้เลือดข้นขึ้น เกาะผนังหลอดเลือดง่ายขึ้น และเร่งให้เกิดหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ ที่น่ากลัวคือ ส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการเลย” ไม่ปวด ไม่แน่น ไม่เวียนหัว จนกว่าจะเกิดหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก นี่คือระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ควรรู้ไว้
1.ต่ำกว่า 150 mg/dL = ปกติ (หลอดเลือดยังโล่ง)
ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันต่ำ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยตลอดชีวิต ถ้ายังกินหวานจัด ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย น้ำหนักขึ้นง่าย ตัวเลขนี้สามารถขยับขึ้นเร็วมาก โดยเฉพาะหลังอายุ 35–40 ปี
2.150–199 mg/dL = เริ่มสูง (ไขมันเริ่มสะสมแบบเงียบ ๆ)
ช่วงนี้หลายคนยังคิดว่าไม่เป็นไร แต่ความจริงคือเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าร่างกายเริ่มจัดการไขมันได้ไม่ดี ไตรกลีเซอไรด์สูงมักมาพร้อมพุง เบาหวาน หรือภาวะดื้ออินซูลิน ถ้าไม่ปรับพฤติกรรม อีกไม่นานอาจพุ่งขึ้นระดับอันตรายได้
3.200–499 mg/dL = สูงชัดเจน (เสี่ยงหลอดเลือดตีบเร็วขึ้น)
ระดับนี้ไขมันในเลือดสูงพอที่จะเร่งการสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะถ้ามี LDL สูง สูบบุหรี่ หรือความดันสูงร่วมด้วย ควรจริงจังกับการลดหวาน ลดแป้งขัดขาว ลดแอลกอฮอล์ และควบคุมน้ำหนักทันที
4.500 mg/dL ขึ้นไป = อันตราย (เสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน)
นอกจากเสี่ยงเส้นเลือดอุดตันแล้ว ระดับนี้ยังเพิ่มความเสี่ยง “ตับอ่อนอักเสบ” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายมาก อาจปวดท้องรุนแรง ต้องนอนโรงพยาบาลทันที หากตัวเลขถึงระดับนี้ควรพบแพทย์และรักษาอย่างจริงจัง
ลดเสี่ยงเส้นเลือดอุดตัน และคุมไตรกลีเซอไรด์ให้อยู่ในเกณฑ์ดี
• ลดน้ำตาลให้เด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำหวาน ชานม น้ำอัดลม เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์โดยตรง
• ลดแป้งขัดขาว เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง ธัญพืช และเพิ่มผักทุกมื้อ
• งดหรือจำกัดแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ไตรกลีเซอไรด์พุ่งเร็วมาก
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ชัดเจน
• ลดน้ำหนักแค่ 5–10% ก็ช่วยให้ค่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
• เพิ่มโอเมก้า-3 จากธรรมชาติ หรือเสริมน้ำมันปลา สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง
• เพิ่มอาหารที่มีโคลีนและเลซิติน เช่น ไข่แดง ถั่วเหลือง หรือในถั่ว ช่วยการขนส่งและจัดการไขมันในร่างกาย
จริง ๆ ไตรกลีเซอไรด์สูงมักมาจากน้ำตาล แป้งขัดขาว อาหารมัน และแอลกอฮอล์ ไม่ได้มาจากไขมันอย่างเดียว การลดหวาน ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และตรวจเลือดสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันเส้นเลือดอุดตัน อย่ารอให้มีอาการ เพราะตอนมีอาการ มักไม่ใช่ระยะเริ่มต้นแล้ว
อ้างอิง: เพจ “หมอเจด” , RAMA Channel





