ตลาดสุขภาพและความงามไทยหลายแสนล้านบาท ปัจจุบันเติบโตแล้ว 60-70% การขยายตลาดอาเซียน (ASEAN) ดึงดูดผู้บริโภคในอาเซียนและจีนให้เข้ามาใช้บริการเวลเนส รวมถึงเข้ามา Shopping ผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารเสริมในไทย จะทำให้ขยับสู่ Top Tier ระดับสากลได้
นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากมาตรฐาน ‘อาเซียนฮาลาล’ (ASEAN Halal) ระหว่าง ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จัดทำกรอบมาตรฐานฮาลาลร่วมกันในระดับภูมิภาค จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขยายตลาดส่งออกสินค้าสุขภาพและความงามของไทย เข้าสู่ประชากรมุสลิมทั่วโลกที่มีกำลังซื้อสูง
รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ปรับตัวเข้าสู่แนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และจิตใจ เกิดกระแส Smart Consumer ที่ศึกษาสารสกัดอย่างจริงจัง ทำให้ไทยมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางการให้บริการและผลิตสินค้ารองรับเทรนด์ชีววิถีและการมีอายุยืนยาว
ท่ามกลางความท้าทายจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพแวดล้อม และกระแส Digital Disruption ที่ถาโถมใส่ภาคธุรกิจทั่วโลก ทว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New S-Curve ของประเทศไทยอย่าง “อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม” (Wellness Economy) กลับยังคงเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนภาพการเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ทรงพลังและยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก 9.8 ล้านล้านดอลลาร์
อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทยระดับ Top 3 ของโลก
นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงภาพรวม โอกาส และความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทย ว่าโครงสร้างประเทศไทยได้เปรียบในสมรภูมิเวลเนสระดับสากลว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและการบริการที่โดดเด่นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ด้านบริการสปาและการดูแลสุขภาพ (Spa & Wellness Services) ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ระดับ Top 3 ของโลก เอกลักษณ์การนวดไทยและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผนวกความอ่อนช้อย การทำสมาธิ และการบำบัดจิตใจ ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอุปโภคบริโภคและเครื่องสำอางที่ประเทศไทยเป็น ฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (แชมพู) อันดับ 2 ของโลก ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอาง ประเทศไทยยังครองตำแหน่งฐานการผลิตสำคัญอันดับต้นๆ ทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก
รวมทั้งตราสินค้า ‘Made in Thailand’ ที่มีมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กลายเป็นจุดแข็งที่สร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงแก่ผู้บริโภคต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนและจีนที่มองว่าสินค้าสุขภาพจากไทยมีความปลอดภัยสูง
สุขภาพและความงามแสนล้านไทยโต70%
เมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วพบว่าภาพรวมของคลัสเตอร์สุขภาพและความงามของไทย มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง “หลายแสนล้านบาท” ซึ่งมีความแข็งแกร่ง เปรียบเสมือน “หุ้นธนาคาร” ที่เน้นความมั่นคงยั่งยืน ไม่ผันผวนรุนแรงตามเทคโนโลยีเหมือนอุตสาหกรรมอื่น เมื่อประเมินศักยภาพการเติบโตในปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้ของไทยเพิ่งเดินทางมาถึงประมาณ 60-70% ยังมีช่องว่างการเติบโตและโอกาสทางการค้าสร้างมูลค่าเพิ่มอีกกว่า 30-40% ที่ประเทศไทยสามารถคว้ามาได้
ด้วยการ ขยายตลาดอาเซียน (ASEAN) ด้วยกลุ่มประชากรชั้นกลางที่กำลังเติบโตและหันมาใส่ใจสุขภาพ ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคในอาเซียนและจีนให้เข้ามาใช้บริการเวลเนส รวมถึงเข้ามา Shopping ผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารเสริมในไทย เนื่องจากสินค้าที่ผ่าน อย. และผลิตในไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง
ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ส.อ.ท. กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ยังมีโอกาสจากมาตรฐาน ‘อาเซียนฮาลาล’ (ASEAN Halal) ซึ่งมีความร่วมมือและการหารือกันระหว่าง ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จัดทำกรอบมาตรฐานฮาลาลร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขยายตลาดส่งออกสินค้าสุขภาพและความงามของไทย เข้าสู่ประชากรมุสลิมทั่วโลกที่มีกำลังซื้อสูง
รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ที่มีแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และจิตใจ เกิดกระแส Smart Consumer ที่ศึกษาสารสกัดอย่างจริงจัง ไทยจึงมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางการให้บริการและผลิตสินค้ารองรับเทรนด์ชีววิถีและการมีอายุยืนยาว
ดันเวลเนสไทยสู่เป้าหมายมูลค่าแสนล้าน
เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่เป้าหมายมูลค่าแสนล้าน นาคาญ์ ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนบูรณาการผ่าน 3 กลไกประกอบด้วย
1. โมเดล ‘มหาวิทยาลัยท้องถิ่น’ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกร ปลูกสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน โดยภาครัฐสนับสนุนระบบ “Matching” ดึงสถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่ เข้ามาร่วมกำกับดูแลและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกพืชสมุนไพรแบบมาตรฐาน (GAP) ร่วมกับเกษตรกร พร้อมผลักดันแนวคิด “สมุนไพรประจำจังหวัด” ขณะที่ภาคเอกชนจะทำสัญญาการรับซื้อ (Contract Farming) ในราคาที่ตกลงกันล่วงหน้า เพื่อการันตีรายได้ให้เกษตรกรฐานราก
2. นวัตกรรมสกัดสารระดับนาโน (Nanotechnology) นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยเพิ่มคุณค่าวัตถุดิบ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับ นาโนเทค (NANOTEC) ในการย่อยโมเลกุลสารสกัดสมุนไพร เช่น น้ำมันไพล ให้มีขนาดเล็กลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือ จากเดิมวัตถุดิบ 1 กิโลกรัม ผลิตสินค้าได้เพียง 100 กิโลกรัม สามารถยกระดับการผลิตสินค้าได้มากถึง 1,000 กิโลกรัม ช่วยลดการใช้วัตถุดิบต้นน้ำ ควบคุมต้นทุน และแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของรอบการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. มาตรการสนับสนุนทางการเงินและกฎระเบียบ เรียกร้องให้กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินการเกษตรออกนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อให้โรงงานแปรรูปและโรงงานสกัดสารสำคัญสามารถลงทุนซื้อเครื่องจักรและพัฒนาระบบการผลิต พร้อมทั้งให้ อย. เพิ่มบทบาทเชิงรุกในการเป็น “ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน” ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการคุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย
"อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไม่ใช่เพียงธุรกิจแฟชั่นที่มาแล้วไป แต่เป็น “ธุรกิจฐานราก” ที่มีความยั่งยืนสูง แม้ต้องเผชิญดิสรัปชันหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมเป็นการเปลี่ยนต้นทุนทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะสร้างมูลค่ามหาศาลและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างมั่นคง" นาคาญ์ กล่าว
‘สมุนไพร’ Product Champions
สมุนไพรที่ควรได้รับการจัดหมวดหมู่เพื่อเร่งส่งเสริมเชิงพาณิชย์และพัฒนาให้เป็น Product Champions สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มสมุนไพรยอดนิยม-มีอนาคตไกล กระชายดำ สรรพคุณโดดเด่นในการบำรุงกำลัง เพิ่มการไหลเวียนเลือด และชะลอวัย ต่างชาตินำไปทำเครื่องดื่มฟื้นฟูกำลังและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก
- ไพล สมุนไพรคู่สปาไทย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ บรรเทาปวด เหมาะแก่การทำสารสกัดคุณภาพสูง น้ำมันนวด และลูกประคบ
- ว่านปลาไหลเผือก ตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศมุสลิมและอาเซียน (เช่น มาเลเซีย) นำรากมาสกัดบำรุงสุขภาพและสมรรถภาพชาย
- ใบบัวบก-ขมิ้นชัน-กวาวเครือ (ขาว/แดง) สมุนไพรหลักที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสูง ใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารเสริม ชะลอวัย และเครื่องสำอางระดับโลก
2. กลุ่มพืชเศรษฐกิจใหม่และนวัตกรรมแห่งอนาคต
- ผำ หรือ ไข่ผำ ดอกไม้ที่เล็กที่สุดในโลก พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากลว่าเป็น “Superfood” ให้โปรตีนสูง มีโอกาสเกิดการแพ้น้อย เหมาะแก่การพัฒนาเป็น Plant-based Protein
- กลุ่มสารสกัดปิดและเห็ดการแพทย์ เช่น แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) จากสาหร่ายสีแดง ซึ่งปัจจุบันไทยเริ่มสามารถเพาะเลี้ยงในระบบปิดและสกัดได้เอง ช่วยลดการนำเข้า
3. กลุ่มสมุนไพร Unseen ชูคุณค่าภูมิปัญญาไทย
- กำแพงเจ็ดชั้น ต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ให้ความสนใจอย่างมาก นำแก่นเนื้อไม้ที่มีวงปี 7 ชั้นมาต้มและสกัดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมเบาหวาน บำรุงโลหิต และสร้างมูลค่าการขายสูงถึงขวดละเป็นหมื่นบาท
- สมุนไพรกระสายยาและกลุ่มสมอ มะขามป้อม, สมอไทย, สมอพิเภก ที่มีสรรพคุณทางยาโดดเด่น และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมยาสมุนไพร



