เศรษฐกิจโลกกำลังถูกเขย่าด้วยการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากการมุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค (Medical Service) ไปสู่การสร้างสุขภาวะองค์รวม (Holistic Wellbeing) ซึ่งกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในทศวรรษนี้
สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพ แต่คือ "โอกาสทอง" ในการขยายฐานรากเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ “The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” ที่มุ่งปรับโหมดประเทศจากการเป็นเพียงโรงพยาบาลของโลก สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะที่ยั่งยืน
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ฉายภาพของเมกะเทรนด์นี้ โดยระบุว่าในปี 2024 มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาวะโลกสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และจะพุ่งทะยานสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกขยับขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 2 ของโลกด้วยมูลค่ากว่า 2.03 ล้านล้านดอลลาร์
ตลาด Wellness Economy ในไทย ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่า GDP ภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
การที่ไทยติดอันดับ 1 ใน 15 จุดหมายปลายทาง Wellness Tourism ของโลก คือแต้มต่อเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ แต่การจะคว้าเค้กมูลค่า 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ "บริการ" อย่างเดียวไม่พอ ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ได้ประกาศทิศทางใหม่ผ่านยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล หลังจากประสบความสำเร็จในการคว้าอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 ในปี 2026
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
50+ ไม่สะดวกแก่ ต้องใช้ชีวิตอย่างไร? เปิดเคล็ดลับห่างไกลความแก่
มหิดล ศึกษาวิจัย 'T-cell' พยากรณ์ ‘CMV’ ภัยเงียบผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง
4 ยุทธศาสตร์ติดปีกเศรษฐกิจสุขภาพ
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าม.มหิดล ได้วางยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing (สุขภาวะองค์รวม) ให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของประเทศเพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค รอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ผ่านการขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศไทย
ม.มหิดลจะนำคลังปัญญามาสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักที่บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน คือ
1.Medical Service: การรักษาเฉพาะทางมูลค่าสูง (MIS, Transgender Healthcare) โดยมีโมเดลอย่าง ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นต้นแบบที่ทำกำไรเพื่อกลับมาอุดหนุนระบบสาธารณสุขส่วนร่วม
2.Wellness Service: ยกระดับศาสตร์ดั้งเดิมสู่ Science-based Wellness เช่น เวชศาสตร์จีโนม และวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงอินไซต์สำคัญที่ว่า "สุขภาพช่องปากคือดัชนีชี้วัดอายุขัย" (ผู้ที่สูญเสียฟันมากมีแนวโน้มอายุสั้น) สู่การสร้างพอร์ตโฟลิโอการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
3.Industrial Product: การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Bio-resources ผ่าน MU Bioplant โดยร่วมมือกับ Siam Bioscience ผลิตยาชีววัตถุ และการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Test Kits) เช่น ไข้เลือดออก และโรคไข้ดิน (Melioidosis) ที่พร้อมขยายสเกลสู่การส่งออก
4.Research & Development: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับ Deep Tech เช่น Medical AI Center (ร่วมกับ NVIDIA และ Foxconn) และการวิจัย Xenotransplantation (การปลูกถ่ายอวัยวะหมูสู่คน) ร่วมกับ Betagro และ Zeno (นิวซีแลนด์)
“วิจัย นวัตกรรม”ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
Wellness Economy ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) รองลงมาคือ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating/Future Food) และ การออกกำลังกาย (Physical Activity) ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) แม้จะมีสัดส่วนตลาดรองลงมา แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะมีมูลค่าถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม
“การเติบโตของ Wellness Economy สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว ประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค”ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว
นวัตกรรมเปลี่ยนโลก "พอร์ตโฟลิโอ" ทำเงิน
ความสำเร็จของมหิดลถูกวัดผลด้วย "Real World Impact" ผ่านโครงการนวัตกรรมที่เข้าถึงตลาดและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ
- “Medical AI” ม.มหิดล ร่วมมือกับ NVIDIA สร้าง AI อ่านผล X-ray ทรวงอก (แม่นยำ 9 โรค) ใช้งานแล้ว 600 โรงพยาบาลทั่วประเทศ และเป็นต้นแบบให้ Foxconn ร่วมพัฒนา GPU โครงสร้างพื้นฐาน
- “Diagnostics & Med-Tech” ชุดตรวจ Dengue และ Melioidosis ประสิทธิภาพสูง ราคาถูกกว่านำเข้า มุ่งเป้าส่งออกสู่ตลาดเขตร้อนทั่วโลก
- “Future Food” โปรตีนทางเลือกจาก "ผำ" (Wolffia) ที่เพิ่มโปรตีนสูงกว่าธรรมชาติ 2 เท่า ผ่านเทคโนโลยีการเลี้ยงมุ่งเป้า มุ่งสู่ตลาด Functional Food โลก
- “Deep Tech Innovation” จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) สำหรับคัดกรองมะเร็งตับและเบาหวาน และการรักษา Gene Therapy สำหรับธาลัสซีเมียและพาร์กินสัน
- “Infrastructure” GPU B300 และตึก Medical AI ใหม่ (กำหนดเสร็จปีนี้) เพื่อเป็นฮับประมวลผลข้อมูลสุขภาพ (Health Data Lake) ของภูมิภาค
- “Social Impact” Salaya Model (One Mahidol, One Tambon) การลงพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตตำบลศาลยาทั้งระบบ และโครงการ Piano for Life Chance
ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านสู่ "เชิงพาณิชย์" อย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลได้ประกาศให้ Wellness Economy เป็น New Growth Engine และกำลังเตรียมจัดตั้ง "คณะกรรมการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อน Wellness Economy" ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย
เศรษฐกิจสุขภาวะไทยสู่ศูนย์กลางโลก
ม.มหิดล จะต่อยอดยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ได้แก่
- Clinical Research as National Agenda: การผลักดันงานวิจัยเชิงคลินิกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างมาตรฐานนวัตกรรมไทยให้โลกยอมรับ
- Holding Company: การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเพื่อทำหน้าที่เป็น Venture Capital ลงทุนใน Deep Tech Startups จากงานวิจัย
- From Local Content to Global Market: การนำจุดแข็งด้านโรคเขตร้อนและสมุนไพรไทย มาผ่านกระบวนการ AI และวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ Global Agenda
มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะปัญญาของแผ่นดิน กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม คือการนำพาประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น "เบอร์ 1 ทางการแพทย์ของโลก" ที่ไม่ได้เก่งแค่การรักษาในโรงพยาบาล แต่คือผู้นำในการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนและมั่งคั่งให้แก่มวลมนุษยชาติในโลกยุคใหม่


