วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก 9.8 ล้านล้านดอลลาร์

เศรษฐกิจโลกกำลังถูกเขย่าด้วยการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากการมุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค (Medical Service) ไปสู่การสร้างสุขภาวะองค์รวม (Holistic Wellbeing) ซึ่งกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในทศวรรษนี้ 

สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพ แต่คือ "โอกาสทอง" ในการขยายฐานรากเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ “The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” ที่มุ่งปรับโหมดประเทศจากการเป็นเพียงโรงพยาบาลของโลก สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะที่ยั่งยืน

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ฉายภาพของเมกะเทรนด์นี้ โดยระบุว่าในปี 2024 มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาวะโลกสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และจะพุ่งทะยานสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกขยับขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 2 ของโลกด้วยมูลค่ากว่า 2.03 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาด Wellness Economy ในไทย ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่า GDP ภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ไทยติดอันดับ 1 ใน 15 จุดหมายปลายทาง Wellness Tourism ของโลก คือแต้มต่อเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ แต่การจะคว้าเค้กมูลค่า 9.8 ล้านล้านดอลลาร์  "บริการ" อย่างเดียวไม่พอ ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ได้ประกาศทิศทางใหม่ผ่านยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล หลังจากประสบความสำเร็จในการคว้าอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 ในปี 2026

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

50+ ไม่สะดวกแก่ ต้องใช้ชีวิตอย่างไร? เปิดเคล็ดลับห่างไกลความแก่

มหิดล ศึกษาวิจัย 'T-cell' พยากรณ์ ‘CMV’ ภัยเงียบผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

4 ยุทธศาสตร์ติดปีกเศรษฐกิจสุขภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าม.มหิดล ได้วางยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing (สุขภาวะองค์รวม) ให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของประเทศเพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค รอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ผ่านการขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศไทย 

ม.มหิดลจะนำคลังปัญญามาสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักที่บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน คือ

1.Medical Service: การรักษาเฉพาะทางมูลค่าสูง (MIS, Transgender Healthcare) โดยมีโมเดลอย่าง ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นต้นแบบที่ทำกำไรเพื่อกลับมาอุดหนุนระบบสาธารณสุขส่วนร่วม

2.Wellness Service: ยกระดับศาสตร์ดั้งเดิมสู่ Science-based Wellness เช่น เวชศาสตร์จีโนม และวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงอินไซต์สำคัญที่ว่า "สุขภาพช่องปากคือดัชนีชี้วัดอายุขัย" (ผู้ที่สูญเสียฟันมากมีแนวโน้มอายุสั้น) สู่การสร้างพอร์ตโฟลิโอการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

3.Industrial Product: การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Bio-resources ผ่าน MU Bioplant โดยร่วมมือกับ Siam Bioscience ผลิตยาชีววัตถุ และการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Test Kits) เช่น ไข้เลือดออก และโรคไข้ดิน (Melioidosis) ที่พร้อมขยายสเกลสู่การส่งออก

4.Research & Development: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับ Deep Tech เช่น Medical AI Center (ร่วมกับ NVIDIA และ Foxconn) และการวิจัย Xenotransplantation (การปลูกถ่ายอวัยวะหมูสู่คน) ร่วมกับ Betagro และ Zeno (นิวซีแลนด์)

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์

“วิจัย นวัตกรรม”ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

Wellness Economy ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) รองลงมาคือ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating/Future Food) และ การออกกำลังกาย (Physical Activity) ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  (Wellness Tourism) และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) แม้จะมีสัดส่วนตลาดรองลงมา แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะมีมูลค่าถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม 

“การเติบโตของ Wellness Economy สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว  ประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค”ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก "พอร์ตโฟลิโอ" ทำเงิน

ความสำเร็จของมหิดลถูกวัดผลด้วย "Real World Impact" ผ่านโครงการนวัตกรรมที่เข้าถึงตลาดและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ

  • “Medical AI” ม.มหิดล ร่วมมือกับ NVIDIA สร้าง AI อ่านผล X-ray ทรวงอก (แม่นยำ 9 โรค) ใช้งานแล้ว 600 โรงพยาบาลทั่วประเทศ และเป็นต้นแบบให้ Foxconn ร่วมพัฒนา GPU โครงสร้างพื้นฐาน
  •  “Diagnostics & Med-Tech” ชุดตรวจ Dengue และ Melioidosis ประสิทธิภาพสูง ราคาถูกกว่านำเข้า มุ่งเป้าส่งออกสู่ตลาดเขตร้อนทั่วโลก
  • “Future Food” โปรตีนทางเลือกจาก "ผำ" (Wolffia) ที่เพิ่มโปรตีนสูงกว่าธรรมชาติ 2 เท่า ผ่านเทคโนโลยีการเลี้ยงมุ่งเป้า มุ่งสู่ตลาด Functional Food โลก 
  • “Deep Tech Innovation” จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) สำหรับคัดกรองมะเร็งตับและเบาหวาน และการรักษา Gene Therapy สำหรับธาลัสซีเมียและพาร์กินสัน 
  • “Infrastructure” GPU B300 และตึก Medical AI ใหม่ (กำหนดเสร็จปีนี้) เพื่อเป็นฮับประมวลผลข้อมูลสุขภาพ (Health Data Lake) ของภูมิภาค 
  •  “Social Impact” Salaya Model (One Mahidol, One Tambon) การลงพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตตำบลศาลยาทั้งระบบ และโครงการ Piano for Life Chance

ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านสู่ "เชิงพาณิชย์" อย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลได้ประกาศให้ Wellness Economy เป็น New Growth Engine และกำลังเตรียมจัดตั้ง "คณะกรรมการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อน Wellness Economy" ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์

เศรษฐกิจสุขภาวะไทยสู่ศูนย์กลางโลก

ม.มหิดล จะต่อยอดยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ได้แก่

  • Clinical Research as National Agenda: การผลักดันงานวิจัยเชิงคลินิกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างมาตรฐานนวัตกรรมไทยให้โลกยอมรับ
  • Holding Company: การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเพื่อทำหน้าที่เป็น Venture Capital ลงทุนใน Deep Tech Startups จากงานวิจัย
  • From Local Content to Global Market: การนำจุดแข็งด้านโรคเขตร้อนและสมุนไพรไทย มาผ่านกระบวนการ AI และวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ Global Agenda

มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะปัญญาของแผ่นดิน กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม คือการนำพาประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น "เบอร์ 1 ทางการแพทย์ของโลก" ที่ไม่ได้เก่งแค่การรักษาในโรงพยาบาล แต่คือผู้นำในการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนและมั่งคั่งให้แก่มวลมนุษยชาติในโลกยุคใหม่

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์

มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก  9.8 ล้านล้านดอลลาร์