Healthcare and Wellness Economy กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างร้อนแรงทั่วโลก และกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย Global Wellness Economy Monitor ของ GWI ชี้ว่า ตลาดเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกทะยานผ่านจุดฟื้นตัวหลังโควิด-19 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่าตลาดโลกพุ่งแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 6.12% ของ GDP โลก) และกำลังเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 นี้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค มีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.4-1.45 ล้านล้านบาท) และรัฐบาลไทยได้วางเป้าหมายไว้ ให้ Wellness และการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)
เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค สร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เชื่อมต่อซัปพลายเชนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้เข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้ง เป็นเวทีการเจรจาการค้าที่ดึงดูดเม็ดเงินให้เข้าสู่อุตสาหกรรมและประเทศไทยโดยตรง
งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและการประชุมระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เครื่องมือแพทย์และการผลิตเครื่องมือแพทย์ CPHI South East Asia (CPHI), World Health Expo (WHX) Bangkok, Medtec Southeast Asia เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งด้านการแพทย์ สุขภาพ ความงาม และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค. 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพนานาชาติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
3 ยุทธศาสตร์ สบส. ปลดล็อกเพื่อเติบโต
นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่าการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก Medical Hub เปิดเผยว่า โลกในยุคหลังวิกฤตสุขภาพและในยุคปี 2026 ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” ไปอย่างสิ้นเชิง ความมั่นคงที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงทางการทหารหรือการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความมั่นคงทางสุขภาพ” และการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะปักหมุดเป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก” หรือ Medical Hub ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
โดยมี พ.ร.บ.สถานพยาบาล หรือ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เป็น“เครื่องการันตีความปลอดภัย” ที่ทำให้ชาวต่างชาติมั่นใจได้ว่า โรงพยาบาล คลินิก หรือ ศูนย์เวลเนสในประเทศไทย บริการที่ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล เช่นเดียวกับมาตรฐาน JCI ในปี 2026 นี้ สบส. ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากผู้ควบคุมกฎ สู่การเป็น “ผู้ส่งเสริมและปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์
1. ปลดล็อกเพื่อเติบโต ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นคอขวด นำระบบ E-License และดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนการขออนุมัติ-อนุญาตสถาบันการแพทย์ขั้นสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
2. ขยายศักยภาพสู่อนาคต พร้อมสนับสนุนและกำกับดูแลมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ), Genomic Medicine, และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อทลายข้อจำกัดด้านพรมแดน
3. Wellness & Soft Power ยกระดับศูนย์เวลเนสและสปาไทยให้เป็น Premium Wellness Destination ควบคู่กับการผลักดัน Wellness Corridor ในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น อันดามัน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก
โอกาสผู้ประกอบการตลาด MedTech
"เป้าหมายของ สบส. และประเทศไทย ไม่ใช่แค่การสร้างตัวเลขรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ การสร้างระบบนิเวศสุขภาพ ที่ยั่งยืน สามารถส่งมอบการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดให้กับคนทั้งโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับสุขภาพคนไทยฐานรากไปพร้อมกัน”
รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า งาน International Healthcare Week 2026 เป็นการรวม 4 งานสำคัญไว้ที่เดียว คือจุดนัดพบในการมองหาดีลร่วมทุน สตาร์ตอัปสาย DeepTech/MedTech และกลุ่มทุนที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นประตู กระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตสูง ไม่ได้เอื้อประโยชน์แค่การซื้อ-ขายเครื่องมือแพทย์ แต่เป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุน “เห็นภาพกว้าง เห็นห่วงโซ่อุปทาน และเห็นคู่ค้าในที่เดียว” เพื่อคว้าโอกาสจากตลาด MedTech ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 7.31% ต่อปี และมีมูลค่าทะยานสู่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2029
อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ สามารถหาวัตถุดิบทางยา (จากงาน CPHI) พร้อมๆ กับการจัดหาชิ้นส่วน เทคโนโลยีการออกแบบ หรือเครื่องจักรผลิตอุปกรณ์การแพทย์ (จากงาน Medtec) และยังได้เห็นความต้องการปลายน้ำของระบบโรงพยาบาลและห้องแล็บ (จากงาน WHX) ภายในคราวเดียว
นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐาน และประตูเปิดสู่โอกาสของโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ในไทย (เช่น กลุ่มยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์เดิม) ที่ต้องการขยายตัวเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อปรับปรุงโรงงานให้เข้าสู่มาตรฐานระดับ โลกอย่าง ISO 13485 ผ่านการจับคู่และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในงานเปิดประตูให้ภาคประชาชนได้เข้ามาสัมผัสอุตสาหกรรมสุขภาพอย่างใกล้ชิด คือ Thailand Medical and Wellness Expo 2026 (งานมหกรรมนวัตกรรมบริการทางการแพทย์ สุขภาพ และความงาม 2569) เป็นเวทีที่เปิดกว้างสู่ประชาชนทั่วไป (B2C) ที่สนใจเรื่องสุขภาพและความงาม นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการแพทย์
รวมทั้งนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์และ การสร้างเครือข่ายธุรกิจในอุตสาหกรรม อาทิ Innovation Stage, Pharma Quest, Consultancy Clinic และ Scientific Poster Competition ตอกย้ำเป้าหมายในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศไทย ส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือทางธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ควบคู่ไปกับการส่งต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่ประชาชนคนไทยโดยตรง
เทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2026
โดยเทคโนโลยีที่น่าจับตาในปีนี้ ได้แก่ ระบบ AI วิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 ตำแหน่งแบบ real-time บนอุปกรณ์มือถือ เทคโนโลยี Liquid Biopsy ตรวจมะเร็ง 21 ชนิดจากเลือดเพียงหลอดเดียว ระบบ AI วินิจฉัยการดื้อยาของเชื้อในผู้ป่วย Sepsis ภายในชั่วโมง พร้อมชุดตรวจโรค Alzheimer จากตัวอย่างเลือด และนวัตกรรมด้านการผลิตจากบริษัทชั้นนำ ได้แก่ ระบบผลิตอุปกรณ์ฉีดยาอัตโนมัติ เครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนฝังในร่างกาย และ เครื่องบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์มาตรฐาน GMP
การจัดงานในครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 26,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 1,137.76 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยในระดับนานาชาติ และเชื่อมโยงผู้ซื้อชั้นนำจากอุตสาหกรรมสุขภาพในภูมิภาคอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ในระดับภูมิภาคได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน MICE ระดับ World-class และด้วยต้นทุนการบริการที่อบอุ่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากทักษะการผลิตที่สั่งสมมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการฉีดพลาสติกวิศวกรรม การผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ซึ่งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสร้าง ‘ขาที่สอง’ ในกลุ่ม Healthcare ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานโรงงานสู่ ISO 13485 เพื่อเปิดประตูส่งออกไปยังสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ต้องเกิดจากการยกระดับจาก ‘ผู้รับจ้างผลิต’ (OEM) สู่การเป็น ‘เจ้าของนวัตกรรม’ (Own Brand) พร้อมพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าผู้ผลิตไทยมีจริยธรรมในการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพ


