ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขยังคงเป็นโจทย์ระดับโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล อย่าง ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา ซึ่งเผชิญกับ "ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เชิงโครงสร้าง" อย่างรุนแรง ด้วยระยะทางที่ต้องใช้เวลาเดินทางสู่ตัวเมืองนานกว่า 1 ชั่วโมง และภาระงานของเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่ต้องดูแลประชากรครอบคลุมถึง 8 หมู่บ้านบนพื้นที่สูง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน ระบบนิเวศสุขภาพดิจิทัลในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านโครงการ "Line Fast Care" ก่อนจะถูกยกระดับสู่การเป็นนวัตกรรมสุขภาพอัจฉริยะภายใต้ชื่อ "ภูลังกาแคร์"
การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นการปิดช่องว่าง ระหว่างนโยบายรัฐและการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยระบบนี้ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยตอบคำถามด้านการแพทย์เบื้องต้นและสนับสนุนการทำงานของ อสม. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านฟังก์ชันต่างๆ เช่น การประเมินสุขภาพจิต การคำนวณโภชนาการ และระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) ที่ระบุตำแหน่งได้แม่นยำ
โครงการนี้มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านระยะทางและภาษาในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นการสร้างความยั่งยืนผ่านการฝึกอบรม นวัตกรชุมชน และการมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณาการเรียนการสอนแบบ Active Learning เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างรอบด้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน
เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี
นวัตกรรมบนฐานความต้องการจริง
รศ.ดร.เกษแก้ว เสียงเพราะ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เจ้าของโครงการ “การพัฒนาเครือข่าย FAST CARE เพื่อดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุพื้นที่ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าเมื่อก่อนผู้สูงอายุหรือคนในชุมชนหากมีข้อสงสัยด้านสุขภาพ หรือมีปัญหาสุขภาพจำเป็นต้องเดินทางไปสอบถามที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานีอนามัย ซึ่งมีช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูล และทำได้ยาก
“กลุ่มชาวบ้านที่อยู่บนพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง อย่าง ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่ม ชาวอิ้วเมี่ยน (Iu Mien) และผู้สูงอายุส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษา อีกทั้งใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง รพ.สต. แห่งเดียวต้องดูแลถึง 8 หมู่บ้าน ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึง ทางทีมวิจัยได้พัฒนา "Line Fast Care" ขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับอสม.ในพื้นที่ และปัจจุบันได้พัฒนาต่อเนื่องนวัตกรรมสุขภาพอัจฉริยะภายใต้ชื่อ "ภูลังกาแคร์" โดยบูรณาการร่วมกับหมอพื้นบ้าน ที่มีความเชี่ยวชาญการฝังเข็มและการครอบแก้ว”
นอกจากนั้น มีอสม. จะทำหน้าที่เป็น "ตัวกลางสื่อสารสองภาษา"โดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน ข้อมูลที่ประมวลผลผ่าน DeepSeek จะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดยทีมอาจารย์อีกชั้นหนึ่งตามหลัก Human-in-the-loop เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในข้อมูลการรักษาพยาบาลภายใต้บริบทวัฒนธรรมที่แตกต่าง
AI ตอบคำถาม ป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน
รศ.ดร.เกษแก้ว อธิบายต่อว่าภูลังกาแคร์ในเวอร์ชันล่าสุด (ระยะที่2) เป็นการนำระบบ AI อย่าง DeepSeek มาปรับใช้ โดยทีมวิจัยได้ทำการล็อกข้อมูลเฉพาะทางด้านสุขภาพเพื่อให้ AI ทำหน้าที่ตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ ป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อน นวัตกรรมนี้ช่วยยกระดับ อสม. ในพื้นที่ให้กลายเป็น “หมอชาวบ้าน” รุ่นแรกที่ได้รับการรับรองจาก อบจ. พะเยา ให้มีความสามารถในการดูแลเพื่อนบ้านได้ทันท่วงที
“เรามีหลากหลายฟังก์ชันในการให้ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพอย่างถูกต้องแม่นยำ เพื่อลดปัญหาสุขภาพ และการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ให้แก่ชาวบ้าน เช่น การคำนวณโภชนาการ ที่เพียงแค่ถ่ายรูปอาหาร อย่าง "กะเพราหมูสับ" AI จะช่วยประเมินสารอาหารเบื้องต้น เพื่อช่วยชาวบ้านคุมโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดันได้ ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น กรณีที่มีชาวบ้านถาม AI เกี่ยวกับ "ปากกาลดน้ำหนัก" เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นปากกาเขียนหนังสือทั่วไป ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้เป็นช่องว่างที่ AI และทีมแอดมินเข้าไปเติมเต็มเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนจะเกิดอันตราย เป็นต้น”
หรือการรวบรวม Data ของผู้ใช้งานจริง ทีมวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดไม่ใช่แค่โรคหวัดหรืออาการปวดหัวทั่วไป แต่กลับเป็นเรื่อง "ยาเสพติด" และ "สารเคมีทางการเกษตร" ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง
รศ.ดร.เกษแก้ว กล่าวอีกว่าข้อมูลที่ทางงานวิจัยค้นพบ ทางคณะสาธารณสุขศาสตร์ร่วมกับ รพ.สต. และชุมชน เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น เมื่อพบการระบาดของไข้เลือดออก ทีมวิจัยได้ลงไปสอนชาวบ้านผลิต "ธูปหอมไล่ยุง" พร้อมให้ความรู้เรื่องลูกน้ำยุงลายทันที ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างฉลาด รู้เท่าทัน เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นแนวปฎิบัติจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนจริงของชุมชนได้
แอปพลิเคชันร่วมสร้าง “นวัตกรชุมชน”
บนยอดดอยที่ซับซ้อน การบอกตำแหน่งบ้านเลขที่หรือจุดเกิดเหตุเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ฟังก์ชัน SOS และการแชร์พิกัดตำแหน่ง (Location Sharing) จึงเป็นความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือผู้สูงอายุหกล้ม ระบบจะส่งพิกัดที่แม่นยำไปยังแอดมินโดยตรง
“แอดมินที่รับเรื่อง และตอบคำถามในแอปพลิเคชัน ไม่ใช่หุ่นยนต์ แต่เป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยพะเยาที่ทำงานร่วมกับ กู้ชีพ อบต. และ พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ในพื้นที่ เพื่อประสานงานการช่วยเหลือได้ในระดับวินาที ซึ่งนอกจากจะช่วยชีวิต ดูแลสุขภาพคนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมใจที่ทำให้ผู้สูงอายุบนดอยรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”
รศ.ดร.เกษแก้ว กล่าวด้วยว่าเป้าหมายของคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.พะเยา คือการสร้าง ความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการนำนิสิตลงพื้นที่ในรูปแบบ Active Learning เพื่อร่วมสร้างนวัตกรชุมชน อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 คน ที่สามารถขับเคลื่อนระบบได้เองแม้สิ้นสุดระยะโครงการ
"เราไม่ได้ทำงานแบบนักวิชาการที่เข้าไปให้ความรู้แล้วจากไป แต่เราเข้าไปแบบคนในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมานาน 5-6 ปี เราเข้าไปฟังว่าเขาต้องการอะไร และนำศาสตร์ของเขามาบูรณาการกับเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้จริงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
6 ฟังก์ชัน ระบบนิเวศสุขภาพดิจิทัล
การยกระดับสู่ "ภูลังกาแคร์" คือการสร้าง ระบบนิเวศสุขภาพดิจิทัล (Health Ecosystem) ที่บูรณาการฟังก์ชันอัจฉริยะ 6 ด้านเพื่อแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ได้แก่
1.Mental Health Consult: ระบบปรึกษาสุขภาพจิตโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ คอยรับมือกับประเด็นเปราะบางในชุมชน เช่น ปัญหายาเสพติดและความเครียดสะสม
2.โภชนาการอัจฉริยะด้วย AI DeepSeek: การใช้เทคโนโลยี AI คำนวณสารอาหารจากภาพถ่ายเพื่อควบคุมโรค NCDs โดย AI ตัวนี้ถูก "Lock" ข้อมูลให้ตอบเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น (Medical Safety) เพื่อป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์
3.YouTube สุขภาพ (Health Literacy Center): แหล่งรวมองค์ความรู้มาตรฐานจากสถาบันการแพทย์ เช่น รามาแชนแนล เพื่อทลายปัญหา Health Literacy หรือการขาดความรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพ,Insight: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีความเข้าใจผิดเรื่อง "ปากกาลดน้ำหนัก" ที่ลามไปถึงความเชื่อที่ว่า "ปักปากกาแล้วจะพูดได้" ซึ่ง AI และคลังความรู้นี้จะทำหน้าที่คัดกรองข่าวปลอม (Fake News) และให้ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ถูกต้องทันที
4.Mental Health Check-in: ระบบคัดกรองเชิงรุกร่วมกับกรมสุขภาพจิต หากประเมินแล้วพบภาวะเสี่ยงสูง ระบบจะเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าช่วยเหลือทันที
5.Emergency SOS: ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินพร้อมพิกัด (Location) ที่แม่นยำ แก้ปัญหาข้อจำกัดทางการสื่อสารในพื้นที่ซับซ้อนบนดอย ช่วยให้ทีมกู้ภัยและ อสม. เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็ว
6.Hotline ฉุกเฉิน: บริการ One-stop service รวบรวมเบอร์ติดต่อสำคัญในพื้นที่ ทั้ง รพ.สต. อบต. และสถานีตำรวจ



